ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 7 ผู้ช่วยเหลือ
หลังตั้งสติได้ มี่มี่ขอให้อี้เฉินพานางไปหาบิดามารดาของนาง อี้เฉินไม่อยากให้นางไปแต่เขาก็ไม่อาจห้ามนางได้เช่นกัน มี่มี่ที่กำลังเศร้าเสียใจได้เอ่ยถามอี้เฉินขึ้นว่า
'มาวมาว แล้วเกอเกอของข้า...ตายแล้วหรือยัง'
อี้เฉินที่มัวแต่ใจนลืมไปว่านางยังมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งนี่นะ เขาได้แต่คิดทบทวนภาพที่เขาเห็นก่อนจะส่ายหัวเอ่ยขึ้นว่า
'ข้าไม่มั่นใจนัก แต่เมื่อครู่ที่ข้าแอบมอง ดูเหมือนจะไม่เห็นพี่ชายเ้านะ"
มี่มี่ที่ได้ฟังเช่นนั้นความรู้สึกเ็ปในใจของนางเหมือนได้รับการเยียวยาขึ้นมาบ้าง หากเกอเกอของนางยังไม่ตาย อย่างน้อยนางก็ยังมีคนในครอบครัวเหลืออยู่ นางพูดให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะก้าวไปทางกลับบ้านที่นางคุ้นเคยอย่างระมัดระวัง
จนมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ไม่ไกลจากบ้านของนาง นางค่อยๆขยับหน้าออกมาจากหลังต้นไม้ก่อนจะตกตะลึงในภาพที่เห็น จนอยากอาเจียนออกมา ภาพบิดานอนจมกองเืตาเบิกโพลงด้วยความใ ร่างกายมีรอยดาบหลายรอยประทับอยู่ มี่มี่ที่เห็นเข้าเกือบระงับสติเอาไว้ไม่ได้ เป็อี้เฉินที่เตือนสติขึ้นว่า
'หากเ้าไม่อยากให้พวกเขาตายเปล่า เ้าต้องตั้งสติไว้นะ'
แม้เขาจะอยากห้ามนางไม่ให้มาเห็นภาพเหล่านี้ แต่เขาก็ทำไม่ได้ การที่นางไม่ได้มาส่งบิดามารดาของตัวเองเป็ครั้งสุดท้ายอาจจะยิ่งแย่กว่า ดังนั้นภาพที่เห็นอาจเป็แรงผลักดันให้นางก้าวต่อไปข้างหน้า
มี่มี่ที่ได้ยินคำของอี้เฉินก็หลับตาลง นางยืนตั้งสติพักหนึ่ง แล้วมองออกไปทางบ้านของตนเองอีกครั้ง นางพยายามเพ่งมองหน้าคนที่ทำร้ายบิดามารดาของนาง จำใบหน้าเ่าั้ให้ขึ้นใจ คนร้ายที่วนเวียนรอบบ้านเป็ชายฉกรรจ์ถือดาบสี่คน นางจดจำทุกรายละเอียดของคนร้าย นอกจากหน้าตาแล้ว การแต่งกาย เครื่องประดับ แม้แต่อาวุธที่พวกเขาใช้นางล้วนจดจำไว้ทั้งหมด เมื่อนางทำใจได้แล้วเตรียมจะจากไป เท้าของนางดันก้าวไปเหยียบกิ่งไม้จนมีเสียงดังขึ้น
แกรบ~
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่หันมองไปทางต้นเสียงแล้วรีบวิ่งเข้าไปทันที อี้เฉินที่ตั้งสติได้ะโออกจากหลังต้นไม้ โก่งคอร้องออกมาสุดเสียง
เหมี๊ยว เหมี๊ยว~
"โถ่เอ๊ยไอ้แมวบ้า ไม่รีบหลบไปเดี๋ยวได้ฆ่าทิ้งเสียหรอก"
ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินกลับไปตรวจสอบรอบบ้านอีกครั้ง อี้เฉินที่เห็นชายผู้นั้นในระยะใกล้ก็จำได้ว่า นี่คือชายที่ชนเข้ากับเขาตอนที่อยู่ในเมืองนี่นา เหตุใดจู่ๆถึงได้มาเป็ผู้ร้ายที่มาฆ่าบิดามารดาของแม่หนูน้อยนี่ได้ เื่ราวชักจะมีอะไรแปลกๆเสียแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวคิดเื่ไม่เป็เื่ เขาควรจะคิดว่าต้องทำอย่างไรต่อไปในอนาคตต่างหาก เมื่อทั้งสี่หมดความสนใจในตัวเขา เขาก็รีบพามี่มี่หนีออกจากตรงนั้นโดยเร็วที่สุด
หนึ่งในชายฉกรรจ์รู้สึกเห็นเงาดำๆผ่านไปตรงต้นไม้ที่แมววิ่งออกมาเมื่อครู่จึงรีบะโเข้าไปในทันที แต่ไม่พบผู้ใดอยู่ตรงนั้น หรือเขาจะคิดมากไปเอง
"ทำอะไรของเ้า ก็แค่แมวตัวหนึ่ง อย่ามัวเสียเวลา รีบหาตัวบุตรชายของพวกมันเร็วเข้า"
"ตอนอยู่ในเมืองข้าเห็นเหมือนว่าพวกมันเดินกับเด็กหญิงด้วยอีกคนหนึ่งนะ"
"หน่วยข่าวของเราบอกว่ามีบุตรชายเพียงคนเดียว เด็กสาวอาจแค่พาไปเที่ยวเล่นด้วยก็ได้ จับเป็เท่านั้นห้ามจับตาย รีบหาตัวเร็วเข้า"
กล่าวจบทั้งสี่ก็แยกย้ายกันออกตามหาจางจือ
มี่มี่ที่วิ่งหนีออกมาพร้อมน้ำตาที่ยังไม่หยุดไหลภาพสุดท้ายในชีวิตของบิดามารดาติดตานางมาตลอดทาง มันผู้ใดที่ทำร้ายคนที่นางรัก นางจะไม่มีวันอภัยให้พวกมัน นางได้แต่ตั้งปณิธานไว้ในใจ มี่มี่และอี้เฉินวิ่งหนีจนเข้าไปในป่า พวกเขาวิ่งแบบไม่รู้ทิศรู้ทางจนฟ้ามืดลง ความเสียใจ ใ บวกกับความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาจนมี่มี่ที่กำลังวิ่งเป็ลมล้มพับไปกับพื้น อี้เฉินที่เห็นดังนั้นได้แต่ใจนทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้เขาเป็เพียงแมวตัวหนึ่งเท่านั้น เมื่อตั้งสติได้เขาก็รีบทำสัญลักษณ์ที่อยู่ของมี่มี่ ก่อนวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือในทันที
-----------
มี่มี่ลืมตาตื่นขึ้นมาในกระท่อมไม้หลังหนึ่ง นางลืมตามองเพดานนิ่งๆก่อนจะนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนขึ้นมาได้ นางอยากให้ทั้งหมดเป็เพียงความฝัน เมื่อตื่นมา ท่านพ่อท่านแม่และเกอเกอยังคงยืนหัวเราะอยู่ข้างกาย น้ำตาของนางไหลออกมาอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเื่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน นางนอนนิ่งๆไม่ขยับ จนมีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นจากทางหน้าประตู
"แม่หนู เ้าจะร้องไห้ไปถึงเมื่อไหร่กัน"
เสียงหญิงชราคนหนึ่งดังขึ้น มี่มี่ที่ได้ยินก็เหลือบมองไปตามเสียงก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านยายเ้าคะ ข้าหยุดร้องไห้ไม่ได้เ้าค่ะ"
"เฮอะ น้ำตาขึ้นอยู่กับเ้า ร้องไห้ขึ้นอยู่กับเ้า ความรู้สึกเสียใจก็ขึ้นอยู่กับเ้า หากเ้าคิดว่าเสียใจ เ้าก็จะเป็เช่นนั้น"
มี่มี่ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของหญิงชราท่านนี้ แต่นางคิดว่ามันน่าจะสื่อถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับนาง การจะหยุดร้องไห้ก็ขึ้นอยู่กับนางเช่นกันกระมัง
"ข้าขอร้องไห้เพียงวันนี้เท่านั้น แล้วข้าจะไม่ร้องไห้อีกเลยเ้าค่ะ"
เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น นางไม่สนใจว่าที่นี่คือที่ไหนและตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางรู้แค่เพียงบิดามารดาของนางเสียชีวิตไปแล้ว จากคำบอกเล่าของอี้เฉิน พวกเขาเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เหตุใดชายฉกรรจ์เ่าั้ต้อง...พรากพวกเขาจากนางไป นางยังคงทำใจไม่ได้จริงๆ
หญิงชราเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก นางไม่รู้หรอกว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้เผชิญหน้ากับสิ่งใดมา แต่จากที่นางเห็น แม่หนูคนนี้คงต้องผ่านเื่เ่าั้ให้ได้ด้วยตนเองเท่านั้นถึงจะสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ อี้เฉินที่มีความคิดเช่นเดียวกันกับหญิงชราจึงไม่ได้เข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อยเช่นกัน เขาจึงออกสำรวจสถานที่รอบๆกระท่อมหลังนี้แทน
มี่มี่ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆกว่าจะลุกขึ้นมาได้ นางยังมีความจริงที่ต้องออกตามหา ยังมีหวังถึงพี่ชายที่ยังไม่พบตัว หากนางยังล้มอยู่แบบนี้ ไม่รู้จักช่วยตัวเองให้ลุกขึ้นมาแล้วใครจะช่วยนางได้ ดังนั้นนางจึงก้าวออกมาคุกเข่าลงคารวะหญิงชราที่หน้ากระท่อม
"ข้าน้อยแซ่จาง มีนามว่ามี่มี่ ขอบคุณท่านยายที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ"
หญิงชราที่เห็นเด็กน้อยดูโตกว่าวัย ก็อดหรี่ตามองดูอย่างละเอียดอีกครั้งไม่ได้ ก่อนหน้านี้มีแมวตัวหนึ่งวิ่งมา ทั้งขู่ทั้งดึงชายกระโปรงให้นางเดินไปตามทิศทางหนึ่ง นางที่รู้สึกแปลกใจจึงเดินตามมันไป เดินมาได้พักหนึ่งก็พบเข้าก็เด็กหญิงตัวน้อยที่นอนสลบไสลไม่ได้สติ นางจึงพาเด็กคนนั้นกลับมาที่ที่พักของนาง เมื่อแม่หนูน้อยผู้นั้นลืมตาตื่นขึ้นก็ร้องไห้ไม่หยุดจนนางก็ได้แต่ปลอบใจแม่หนูน้อยในแบบของนาง ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปเพียงวันเดียว เด็กน้อยผู้นั้นกลับดูดีกว่าวันก่อนจนดูผิดหูผิดตา
"เ้าต้องขอบคุณสัตว์เลี้ยงของเ้าต่างหาก หากมันไม่มาตามข้า ข้าก็ไม่สามารถช่วยเ้าได้"
มี่มี่ที่ได้ยินดังนั้นก็เอื้อมมือไปลูบคางอี้เฉินก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"มาวมาว ขอบใจมากนะ"
อี้เฉินที่กำลังมีความสุขกับการถูกเกาคางก็หลับเงยหน้ายิ้มอย่างมีความสุขครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติเอ่ยกับเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นว่า
'ข้าช่วยตัวข้าเองต่างหาก'
มี่มี่ที่ได้ฟังก็อมยิ้มน้อยๆไม่ได้ แต่นางก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก อี้เฉินที่รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปของเด็กหญิงตัวน้อยก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงว่า
'เ้าเป็อะไรมากไหม'
'ไม่หรอก ขอบใจมากที่เป็ห่วง'
อี้เฉินรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน กลับหล่อหลอมเด็กหญิงคนนี้ให้เติบโตชั่วข้ามคืน ไม่รู้ว่าเขาควรดีใจหรือเสียใจกันแน่