ตอนที่ 56 : แท้จริงเจ้าควรเป็น โจร
หลังจากผ่านไปเพียงครู่เดียว ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาจากระยะไกลในทันที ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งใบหน้าของเขานั้นดูอ่อนเยาว์มากกว่าตอนที่เจอกันในงานประมูลเมืองจันทร์ล่องเสียอีก
เฉาฉิ่วที่กำลังกระวีกระวาดวิ่งออกมานั้น ยังไม่ทันเอ่ยถามอันใดต่อชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ฝ่ายตรงข้ามก็พลันส่งเสียงทักทายเสียก่อนแล้ว
“ดีใจที่ได้พบท่านเฉาฉิ่วอีกครั้ง กว่าจะสามารถเข้าพบท่านได้นี่ลำบากยากเข็นเสียจริง แต่ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านสามารถทลายขอบเขตกลายเป็นแพทย์ระดับ 3 ได้ ด้วยความทุกข์ยากของผู้อื่น” น้ำเสียงของรันฟงเทียนที่ทักทายออกไปนั้นมีแต่ความเย้ยหยันดูแคลน
ไม่ใช่เพียงแค่เฉาฉิ่วเท่านั้น ที่ได้ยินในคำกล่าวของรันฟงเทียน แต่ยังมีแขกผู้ทรงเกียรติที่เข้าร่วมงานชุมนุมส่วนใหญ่ พลันสังเกตเห็นท่าทีของเฉาฉิ่วที่พรวดพราดออกจากการชุมนุมกลางคัน พวกเขาจึงตัดใจสินติดตามเฉาฉิ่วออกมา ทำให้พวกเขาทั้งหมดก็ได้ยินด้วยเช่นกัน
ขณะที่เฉาฉิ่วกำลังตื่นเต้นดีใจเพราะได้รับไข่อสูรสีดำอยู่นั้น แต่พอได้ยินคำเสียดสีของชายหนุ่มตรงหน้าของเขา แววตาพลันเแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาในทันที ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ภายในเมืองฝู่หลงแห่งนี้ กลับมีบุคคลที่ใจกล้าบ้าบิ่นบังอาจลบหลู่ไม่ให้ความเคารพเขาผู้นี้อยู่ด้วย
แต่เมื่อเฉาฉิ่วลองสังเกตพิจารณาชายหนุ่มอย่างละเอียดลออแล้ว คิ้วของเขาพลันกระตุกขึ้นในทันที จากนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมาอย่างมีความสุข
“ดีมาก !!! ดีมาก !!! ข้าก็นึกว่าผู้ใด มายืนเห่าหอนอยู่ด้านหน้าตำหนักของข้า ที่แท้ก็เป็นเจ้าหนูม๋อเทียนนี่เอง วันนี้ดูเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างข้า นำพาเตาหลอมพยัคฆ์สามเศียรมาส่งให้ถึงตำหนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“เหอะ !!! เฉาฉิ่ว ข้าว่าเจ้าควรเปลี่ยนอาชีพเสียตั้งแต่วันนี้เสียดีกว่านะ เจ้ามันเหมาะสมที่จะเป็นโจร มากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้คน” รันฟงเทียนกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังเฉาฉิ่วด้วยแววตาที่เย็นชา
ในขณะที่เฉาฉิ่วยังไม่ทันเอ่ยอันใด ก็พลันมีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นมาเสียงก่อน “เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ช่างโอหัง ฝีปากเก่งกล้า กล่าววาจาไม่เคารพผู้อาวุโสเฉาฉิ่วได้อย่างไรกัน จงมาคุกเข่าขอโทษท่านหมอเดี๋ยวนี้”
รันฟงเทียนกวาดสายตามองไปยังชายผู้นั้น พร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกไป ทำให้ชายผู้นั้นเกิดอาการหวาดกลัวจนต้องเดินถอยหลังออกไปหลายก้าว
จากนั้นรันฟงเทียนกล่าวต่อด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “จางซวนหากเจ้ายังมายุ่งเรื่องของข้าอีก ก็อย่าหาว่าข้านั้นไร้ปราณีก็แล้วกัน”
เฉาฉิ่วพลันเดินเข้ามาขวางด้านหน้าของจางซวน พร้อมยกฝ่ามือขึ้นห้ามไม่ให้จางซวนตอบโต้อันใดกลับ และเอ่ยถาม
“ทั้งๆ ที่เจ้ายังอายุน้อย แต่ทำไมจิตสังหารกลับล้ำลึกหนักหน่วงถึงเพียงนี้ หากว่าข้าเดาไม่ผิด คงมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องล้มตายด้วยน้ำมือของเจ้าเป็นแน่ เจ้ามารน้อยถ้าเจ้าอยากมีชีวิตรอดออกไปจากที่แห่งนี้... ก็จงนำเตาหลอมพยัคฆ์สามเศียรมาเป็นเครื่องบรรณาการแก่ข้าผู้นี้เสีย”
เมื่อได้ยินดังนั้นรอยยิ้มเย้ยหยันพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของรันฟงเทียนทันที และกล่าวว่า
“เตาหลอมพยัคฆ์สามเศียร !!! เจ้ากำลังฝันอยู่หรือไง ของชิ้นนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากสำหรับนักหลอมโอสถ หากต้องตกไปอยู่ในมือของเจ้า มันอาจกลายเป็นเครื่องมือสังหารคนบริสุทธิ์อีกมากมาย มิสู้ให้ข้าผู้นี้ใช้ประโยชน์จากมันเพื่อช่วยผู้คนไม่ดีกว่าหรอกหรือ”
เฉาฉิ่วพลันแสยะยิ้มมุมปากพร้อมโต้กลับด้วยวาจาเชือดเฉือน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหนุ่มนี่วาจาชั่วร้ายจริงๆ ทักษะฝีปากของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก ข้าขอยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ทว่า... เจ้ารู้ได้อย่างไร! ว่าเตาหลอมพยัคฆ์สามเศียรนั้นไม่คู่ควรกับข้าล่ะ”
“อ้อ... ก็คนร้อยเล่ห์อย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะได้ครอบครองมันน่ะสิ หากว่าข้าเดาไม่ผิด เหตุผลที่เจ้านั้นสามารถเลื่อนระดับเข้าสู่แพทย์ขั้น 3 ได้ คงเพราะเจ้าทำการสกัดพิษของอสูรมังกรสุบินออกจากผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพักของหอการค้าเทียนเซียนเมื่อไม่กี่วันก่อนใช่หรือไม่”
“เหอะ !!! ถึงเจ้าจะทะลวงผ่านเป็นแพทย์ขั้น 3 ได้ มันก็เป็นเพียงแค่ของปลอม ที่บ้านเกิดของข้ามักจะเรียกบุคคลเยี่ยงเจ้าว่า พวกแพทย์เถื่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
“เจ้า !!!” ท่าทีของเฉาฉิ่วไม่ได้สงบอีกต่อไป เขาเลิกคิ้วสูงและใบหน้าแดงก่ำ โทสะของเขาพลันระเบิดออกมาอย่างท่วมท้น จิตสังหารอันรุนแรงแผ่กระจายออกจากร่าง จนทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบข้างรีบก้าวถอย ออกห่างจากเฉาฉิ่วไปหลายเมตรในทันที
ในขณะที่ทุกคนกำลังถอยกรูด บนฝ่ามือของเฉาฉิ่วได้ปรากฏเม็ดโอสถสีดำแวววาวขึ้น เขาพลันบีบเม็ดโอสถจนแตกละเอียด แล้วควันสีดำอันน่าสยดสยองก็พวยพุ่งออกมา เฉาฉิ่วยกฝ่ามือข้างนั้นขึ้นแล้วซัดมันไปทิศทางรันฟงเทียนยืนอยู่
“เจ้าเด็กโอหัง !!! จงตายไปซะ !!!”
ทว่าก่อนที่ควันมรณะสีดำกำลังจะปะทะเข้าใส่รันฟงเทียน ก็ปรากฏสายลมอันเยือกเย็นพุ่งเข้ากระแทกมันไปเสียก่อน ทำให้ควันมรณะสีดำที่ดูน่าสะพรึงเมื่อครู่กลับกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในทันที
เชี่ยอิงอิงที่เฝ้าสังเกตเหตุการณ์มาโดยตลอด พลันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวนางก็มายืนขวางด้านหน้าของรันฟงเทียนเอาไว้
ไม่เพียงแค่นั้น เชี่ยอิงอิงได้แสดงท่าทางเลียนแบบเฉาฉิ่ว นางโปกสะบัดมือไปยังประติมากรรมน้ำแข็งสีดำที่อยู่ด้านหน้า จนแตกกระจายกลายเป็นลิ่มน้ำแข็งเล็กๆ ส่งพวกมันพุ่งย้อนกลับไปหาเฉาฉิ่วด้วยความเร็วมากกว่าแต่ก่อนหน้านี้ถึงสองเท่า
“พิษกระจอกๆ ของเจ้า ไม่มีวันได้สัมผัสพี่ฟงเทียนหรอก กล้าแตะต้องพี่ชายของข้า เจ้า !!! จงลิ้มลองพิษของตนเองเสียเถอะ”
“ม่ายยยยยย” เฉาฉิ่วซึ่งบนใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจได้ตอนแรก แต่ในตอนนี้กลับมีใบหน้ากลับซีดเผือดเปลี่ยนทีท่าเป็นตื่นตระหนกสุดขีด เพราะพิษที่กำลังย้อนกลับมาทำลายเขานั้นเป็นพิษชนิดใหม่ ซึ่งเขาเพิ่งรังสรรค์มันขึ้นมาได้สำเร็จหลังจากบรรลุเป็นแพทย์ขั้นสามแล้ว เขาได้ตั้งชื่อมันว่า พิษนรกทมิฬ และหนึ่งในส่วนผสมหลักของพิษชนิดนี้ก็คือ พิษของมังกรสุบินนั่นเอง
หากว่าเฉาฉิ่วเกิดสัมผัสโดนมันแม้แต่เพียงนิดเข้าไปล่ะก็... พิษนรกทมิฬจะแทรกซึมผ่านทางผิวหนัง ทำให้เขาต้องตายอย่างแน่นอน ภายในแววตาของเฉาฉิ่วที่จ้องมองไปทางด้านรันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิงนั้น ได้บังเกิดความอาฆาตพยาบาทพวยพุ่งจนถึงขีดสุด ถ้าความคิดสามารถสังหารคนให้ตายได้สองพี่น้องคู่นี้คงจะตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
แต่ความเป็นจริงในตอนนี้ก็คือ เขาเริ่มจะหวาดกลัวสุดๆ ร่างกายสั่นเทิ้ม เม็ดเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก เพราะความเร็วของลิ่มน้ำแข็งพิษนรกทมิฬที่กำลังพุ่งเข้ามานั้น มันรวดเร็วเสียจนเขาแทบมองตามไม่ทัน แววตาของเฉาฉิ่วพลันปรากฎความสิ้นหวัง เขายังไม่เต็มใจที่จะตาย...
ในขณะนั้นเองก็พลันปรากฏเปลวเพลิง พุ่งเข้ามาขัดขวางลิ่มน้ำแข็งพิษนรกทมิฬทั้งหมดเอาไว้ และพยายามย่อยสลายพวกมัน ทำให้บางส่วนของลิ่มน้ำแข็งพิษนรกทมิฬ ถูกละลายด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง กลับแปรสภาพเปลี่ยนเป็นของเหลวหยดลงสู่พื้นตรงหน้าของเฉาฉิ่ว
ของเหลวสีดำอันน่าสะอิดสะเอียนตกกระทบลงบนพื้น ทำให้พื้นดินบริเวณนั้นหลอมละลายจนเกิดเป็นหลุมขนาดต่างๆ ขึ้น พร้อมไปด้วยกลิ่นที่ไม่อาจจะบรรยายได้
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นตามใบหน้าของฝูงชน เนื่องจากความน่าสะพรึงของพิษนรกทมิฬ หากพิษชนิดนี้ได้แพร่กระจายมาโดนผิวหนังของพวกเขาแล้วล่ะก็ มันจะเกิดอันใดขึ้นล่ะ เพียงแค่คิดก็อดที่จะรู้สึกผวาจนขนหัวลุกเสียมิได้
เฉาฉิ่วพลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที หลังจากที่เห็นว่า ลิ่มน้ำแข็งพิษนรกทมิฬซึ่งดูคล้ายเทพเจ้าแห่งความตายที่กำลังพุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิตของเขา กลับถูกสยบไว้ทั้งหมดด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง บุคคลที่สามารถหยุดมหันตภัยอันร้ายแรงครั้งนี้นั้น จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากชายชราที่ยืนพิงเสาอยู่ทางด้านหลัง เขาจึงหันหลังไปโค้งคำนับให้อย่างจริงใจ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยเป็นอย่างมาก ที่เมตตาช่วยเหลือข้าให้รอดพ้นจากความตายในครานี้ ข้าจะตอบแทนในสิ่งที่ท่านต้องการ... โอสถท้าปฐพี ข้าจะหลอมมันให้แก่ท่านโดยเร็วที่สุด”
ชายชราที่ยืนพิงเสาเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าให้แก่เฉาฉิ่วเพื่อเป็นการตอบรับ พร้อมกับจ้องมองไปยังเชี่ยอิงอิงและกล่าวขึ้นว่า
“สาวน้อย... เจ้าคงจะมีจิตวิญญาณเหมันต์ใช่หรือไม่ พรสวรรค์ของเจ้าช่างไม่เลวเลยจริงๆ หากเจ้าอยากก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ สนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่ หากเจ้าคำนับข้าเป็นอาจารย์ เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าสามารถหาทางแก้ไขให้เจ้าได้”
ฝูงชนส่วนใหญ่ต่างตกตะลึงเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของผู้อาวุโสฟางสุ่ย
จางซวนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเฉาฉิ่วนั้น เกิดอาการตกตะลึงมากพออยู่แล้ว ในตอนที่สาวสวยผู้ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างรันฟงเทียนมาโดยตลอด ได้แสดงความสามารถของนางออกมา เนื่องจากพลังปราณเหมันต์ของนางนั้นมีความเข้มข้นมากกว่าพลังปราณบนตัวเขาเสียอีก แววตาของจางซวนพลันบังเกิดความริษยาในตัวของรันฟงเทียนมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งกำลังครุ่นคิดอย่างหนักเพื่อวางแผนทำให้เชี่ยอิงอิงตกมาอยู่ในอ้อมอกของเขาแทน
แต่ในขณะเดียวกัน จางซวนก็พลันเกิดความสับสนงุนงงขึ้น เมื่อได้เห็นแววตาของผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งแสดงถึงเคารพนับถือที่มีต่อผู้อาวุโสฟางสุ่ย และดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาต่อเชี่ยอิงอิงเป็นอย่างมาก ทำให้จางซวนอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงรีบเอ่ยถามเฉาฉิ่วออกไปว่า
“ท่านเฉาฉิ่ว... ใครคือท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยหรือ??? ”
จางซวนนั้นถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีศักยภาพดี และยังเป็นศิษย์สายนอกอันดับต้น ๆ ของสำนักมังกรฟ้า ที่จะสามารถเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในของสำนักภายในปีนี้ได้ ทำให้เฉาฉิ่วต้องการสานสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้แต่เนิ่นๆ จึงไม่มีเหตุผลที่ควรจะละเลยคำถามของจางซวน เขาจึงเริ่มกล่าวตอบทันทีว่า
“อืม... ท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยคือบุคคลสำคัญแห่งยุคนี้เลยก็ว่าได้ เขามีตำแหน่งเป็นหนึ่งในสามผู้ตรวจการณ์จักรวรรดิเมฆาปราณ ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยตรงจากองค์จักรพรรดิ และมีอำนาจและอิทธิพลมากมายภายในจักรวรรดิเฆฆาปราณแห่งนี้ จากข่าวลือเมื่อ 10 ปีก่อนได้กล่าวกันไว้ว่า พลังยุทธของท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยอยู่ที่ระดับ 10 ขอบเขตปราณนภา แต่ในปัจจุบันคาดว่าท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยอาจบรรลุสู่ขอบเขตปราณกษัตริย์แล้วก็เป็นไปได้”
“อะไรนะ!!! ขอบเขตปราณกษัตริย์ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ว่าทำไมผู้คนเหล่านี้ถึงได้เกิดความรู้สึกอิจฉาแม่นางน้อยผู้นั้นมากนัก หากได้เป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสฟางสุ่ยก็เปรียบเสมือนงูดิน ที่กำลังพุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องนภาแล้วกลายเป็นพญามังกรน่ะสิ” ดวงตาของจางซวนพลันหรี่ลง เผยรอยยิ้มเล็กน้อยขึ้นที่มุมปาก พร้อมทั้งเดินเข้าหาผู้อาวุโสฟางสุ่ย