“ตำแหน่งจ้าวครองแคว้นนี่ ช่างไม่ต่างจากภาระโดยแท้” มังกรน้อยบนไหล่ของนางบ่นกระปอดกระแปดเช่นเคย “ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมมนุษย์ถึงอยากได้ตำแหน่งนี้กันนัก”
มู่เชียนยิ้มหัวเราะออกมา “เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับเจ้าอย่างที่สุด” ยามนี้นางกำลังยืนอยู่หน้าภูติพฤกษาต้นที่ห้า เพื่อทำภารกิจประจำวัน นั่นคือการส่งปราณอี้เจ๋อเข้าไปเร่งการเจริญเติบโตของพันธ์ุไม้แห่งความอุดมสมบูรณ์
“นายหญิงมีความใส่ใจ เป็นวาสนาของปวงประชาแล้ว” ลวี่ซานถงจ้องมองนายหญิงของตนด้วยความชื่นชม ภูติพฤกษาทั้งห้าก็ไม่ต่างจากบุตรหลานของเทพอสูรธาตุไม้เช่นเขา เห็นพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีเช่นนี้ เทพจิ้งจอกก็อดปลาบปลื้มใจไม่ได้
‘เพียงดูแลแคว้นเล็กๆยังมีเรื่องให้ทำมากมาย แล้วแคว้นต้าเยว่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่เป็นอันดับหนึ่งนั้นจะเป็นอย่างไรนะ’ มู่เชียนกำลังนึกถึงองค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งจะเสนอความช่วยเหลือให้นางเมื่อคืนก่อน
‘ได้ยินว่าแคว้นของเจ้าอาจพบศึกสงครามเร็วๆนี้’
‘เจ้าค่ะ .. แคว้นต้าหนาน แคว้นลู่ แคว้นหมานล้วนเตรียมการแล้ว คิดว่าคงจู่โจมจากสามทางพร้อมกัน ทว่าแคว้นเยี่ยนก็จะมาช่วยพวกเราด้วย’
‘ข้าจะส่งกองกำลังไปให้’
‘แล้วกองกำลังอารักขาที่ท่านส่งมานั่นเล่า’
‘พวกเขามีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เจ้าเท่านั้น’
‘เท่านั้นก็พอแล้วเจ้าค่ะ’ มู่เชียนต้องยืนกรานปฏิเสธอีกครู่ใหญ่ พร้อมกับชี้แจงเหตุผลมากมายที่นางจำเป็นต้องได้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองบ้าง นอกจากนั้นยังต้องขอคำมั่น ว่าจอมเผด็จการผู้นั้นจะไม่ส่งคนมาให้นางอีก
นึกถึงทหารธาตุมืดมากมาย และคนสนิทที่เขาส่งมาอยู่รอบกาย ยามนี้แคว้นอวิ๋นแทบจะกลายเป็นต้าเยว่แห่งที่สองอยู่แล้ว
ขณะที่ปราณสีทองถูกปล่อยออกไป เพื่อบำรุงภูติพฤกษาต้นสุดท้าย หญิงสาวพลันปรายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างสีม่วงสายหนึ่งวูบไหวหายไปอย่างรวดเร็ว…
ทันใดนั้นมู่เชียนพลันคิดถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ความเคลื่อนไหวอันเร็วเช่นนี้ นางเคยเห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น “จื่อฮั่ว.. เจ้าหรือ ?” เสียงหวานทดลองเอ่ยเรียก ทว่ากลับไร้ปฏิกิริยาตอบรับ
มุมปากของหญิงสาวปรากฏรอยยิ้ม นางสัมผัสได้ว่าหลังจากนางเอ่ยปากเรียก พุ่มไม้ด้านซ้ายมีความเคลื่อนไหวของสายลมปรากฏขึ้น “จื่อฮั่ว.. มาหาข้าสิ..” เสียงอ่อนหวานเอ่ยเรียกเผ่าเบา ฝ่ามือเล็กพลิกออกทีหนึ่งก้อนพลังงานสีทองสุกสว่างพลันปรากฏขึ้น มู่เชียนค่อยๆก้าวเท้าแผ่วเบาเข้าไปยังพุ่มไม้ด้านข้าง ก่อนจะย่อกายลงช้าๆ
“วูบบ” ร่างสีม่วงของสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายแมวปรากฏขึ้นอีกครั้ง เวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านไป ผีซิวตัวน้อยที่เคยมีขนาดเท่าฝ่ามือ เติบใหญ่ขึ้นจนมีขนาดใกล้เคียงกับแมวตัวเต็มวัยแล้ว ปราณในร่างก็ก้าวหน้าเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์
มู่เชียนมอง ‘จื่อฮั่ว’ นั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้า ท่าทางของมันไม่ได้ดูหวาดระแวงเช่นวันวาน ผีซิวตัวน้อยก้าวเดินช้าๆ เป้าหมายคือปราณสีทองในมือของนาง
เมื่อเข้ามาใกล้พอ มู่เชียนก็บังคับปราณอี้เจ๋อก้อนดังกล่าว ให้ลอยเข้าไปในร่างเจ้าตัวน้อยอย่างใจดี จื่อฮั่วหลับตาลง เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคยนั้น ดวงตาสีชมพูสว่างพลันมองมาที่นางอย่างเชื่อใจ
“มะ..” เสียงอ้อแอ้คล้ายเด็กพยายามฝึกพูดดังออกจากปากเจ้าตัวน้อยเป็นครั้งแรก
“หืมม”
“ม่ะ… ท่ะม่ะ” ผีซิวตัวน้อยเอียงคออย่างไม่แน่ใจนัก ตาใสวาวสีชมพูใสจ้องมองมาที่มู่เชียนอย่างน่าเอ็นดู เสี่ยวจิ้งมองกิริยานั้นแล้วก็หัวเราะออกมา
“ดูเหมือนอยากเรียกเจ้าว่าท่านแม่นะ”
จื่อฮั่วได้ยินประโยคนั้นของเสี่ยวจิ้ง มันนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น “ทั่นแม่”
“ฉลาดไม่เลว..” ลวี่ซานถงเอ่ยชม “แต่นายของข้าไม่ใช่แม่เจ้า”
“โฮกกก..” เสียงเล็กยามคำรามออกมานั้นน่ารักอย่างมาก มันกำลังสื่อสารกับเทพอสูรทั้งสองด้วยภาษาอสูร เมื่อได้ความแล้ว เสี่ยวจิ้งจึงเป็นผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาให้มู่เชียนฟัง
“เจ้าตัวเล็กนี่เดินทางกลับไปเผ่าผีซิว คิดจะตามหาบิดามารดา ทว่าไม่พบ … ผีซิวทั้งเผ่าล้วนหายสาบสูญไปหมด เหลือเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า.. ยามนี้มันตัวคนเดียวไม่มีที่ไป คิดถึงเจ้าที่เคยดีกับมัน จึงได้ขอมาอยู่ด้วย ทั้งจะขอเรียกเจ้าเป็นมารดา”
“หึหึ ” มู่เชียนหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูเจ้าตัวน้อย นางนึกรักมันตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว รับสัตว์อสูรเป็นบุตรบุญธรรมสักตัวก็ไม่เลว
เจ้าตัวน้อยยินดีอย่างมาก มันไม่รอให้ผู้ใดแนะนำวิธีการสร้างพันธะ จื่อฮั่ว หยดเลือดจำนวนหนึ่งออกมา และด้วยความเร็วอันเกินกว่าผู้ใดจะตามทันได้ เลือดปื้นใหญ่ก็ถูกป้ายลงบนหน้าผากของมู่เชียนแล้ว
หญิงสาวมองเลือดส่วนเกินที่ไหลหยดลงจากหางตา พร้อมกับรับผ้าเช็ดที่ลวี่ซานถงส่งมาให้ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด นางรู้ดีว่าสภาพของนางยามนี้คงน่าขันอย่างมาก นี่คงเป็นการทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรที่เลอะเทอะที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว
ขณะที่เสี่ยวจิ้งกำลังร่าเริงกับการได้สัตว์อสูรตัวใหม่มาอยู่ด้วยนั้น ลวี่ซานถงกลับมีท่าทางหนักใจ ผีซิวเป็นเผ่าเก่าแก่ ย่อมไม่ย้ายถิ่นฐานโดยง่าย ‘เกิดอะไรขึ้นกับพวกมันกันแน่นะ ?’
กว่ามู่เชียนจะก้าวเข้ามาในเรือนพัก ตะวันก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ฟู่เจี่ยอีรีบถลาเข้ามาปรนนิบัตินางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังวางถ้วยชาลงตรงหน้านายสาว ท่านหญิงแห่งต้าเยว่ก็เอ่ยบอกเวลาเช่นเดียวกับทุกวัน
“นายหญิง ยามเฉินแล้วนะเจ้าคะ” (19.00-21.00)
นับแต่เจี่ยอีมาอยู่ข้างกาย ทุกยามเฉินก็มักจะคอยเตือนให้นางพูดคุยกับเยว่เทียนหงผ่านกระจกวิญญาณบานนั้น นางทั้งเล่านิทาน ทั้งเล่าเรื่องส่วนตัว เรื่องคนรอบข้าง แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ได้ยินมาในแต่ละวันให้เขาฟัง จนนางเกรงว่าเขาจะเบื่อด้วยซ้ำ
ทว่าทันทีที่นางหยิบกระจกวิญญาณขึ้นมาวาง แสงสว่างพลันวาบขึ้นราวกับอีกฝั่งกำลังรอนางอยู่อย่างจดจ่อ…
วันนี้นางเล่านิทานเรื่องโสนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดให้เขาฟัง หลังจากเล่าจบนั้น เยว่เทียนหงพลันสังเกตว่าใบหน้าของหญิงสาวมีความข้องใจแฝงอยู่เล็กน้อย
“อะไรหรือ ?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างใส่ใจ มู่เชียนที่ช่วงนี้ได้พูดคุยกับเขาบ่อยๆ ย่อมไม่คิดจะเก็บความในใจของตนไว้
“จู่ๆ ข้าก็คิดได้ว่านิทานเรื่องนี้มีปัญหา”
“หืมม ? ” คิ้วคมขมวดเล็กน้อยอย่างสงสัย ยามนางเล่าเรื่องเยว่เทียนหงมักไม่ค่อยได้ใส่ใจฟังเนื้อหา เขาเพียงชอบฟังเสียงของนางเท่านั้น.. ยามนี้คิดย้อนกลับไป จึงไม่รู้ว่าปัญหาของนางหมายถึงสิ่งใด
“ท่านลองคิดดู หญิงสาวผู้นี้ทานผิงกั่วอาบยาพิษเข้าไป.. เพียงลืมตามาพบองค์ชายก็ยินดีติดตามเขาไปแต่งงานเสียแล้ว .. ไหนจะองค์ชายผู้นั้น จุมพิตเดียวก็สามารถทำให้คนตายฟื้นคืนได้ ท่านว่าเป็นไปได้หรือ ?” ใบหน้าเล็กดูจริงจังกับปัญหาเหล่านั้นอย่างมาก ทำให้คนมองรู้สึกขบขัน
“แค่นิทานเท่านั้น มีผู้ใดใส่ใจว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เล่า ?”
“แต่ข้ากลับคิดว่า.. ในอดีตมีนิทานมากมายที่ภายหลังกลายมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคน…” มู่เชียนเอ่ยโต้กลับ “โดยเฉพาะนิทานเรื่องนี้ ที่โด่งดังอย่างมาก หากเด็กๆเลียนแบบจะไม่เป็นอันตรายหรอกหรือ?” มู่เชียนนึกถึงโลกเดิมของนาง เด็กๆที่เติบโตมาท่ามกลางเทพนิยายเช่นนี้ น่าเป็นห่วงจริงๆ
ท่าทางเป็นกังวลจนเกินเหตุนั้น ในสายตาเยว่เทียนหงกลับดูไร้เดียงสาจนน่ากลั่นแกล้ง
“คงต้องลองพิสูจน์” เสียงทุ้มเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
เห็นคนตรงหน้าใส่ใจความคิดนาง มู่เชียนพลันนึกสงสัย “พิสูจน์อย่างไรหรือ ?”
“เจ้าชอบผิงกั่วหรือไม่ ?” ท่าทางงุนงงอย่างน่ารัก ทำให้ดวงตาสีเทายิ่งเปล่งประกายสนุกสนาน
“……” ชั่วขณะนั้นมู่เชียนพลันนิ่งอึ้งไป นางไม่เข้าใจสิ่งที่เขาถามเลยแม้แต่น้อย
“คงต้องเลือกใช้พิษที่อ่อนสักหน่อย ไม่เช่นนั้นเจ้าไม่ฟื้นขึ้นมาข้าจะทำเช่นไร”
เสียงทุ้มเอ่ยเนิบช้า กระแสยั่วเย้าในดวงตาคู่นั้นทำให้หญิงสาวเข้าใจเจตนาของเขาทันที ใบหน้าเล็กขึ้นสีก่อนจะตวัดเสียงใส่ “ท่านแกล้งข้าอีกแล้ว !”
“หึหึ..” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างอารมณ์ดีนั้น ยิ่งทำให้นางยิ่งรู้สึกขัดเขิน …ไม่นึกอยากเอ่ยปากพูดสิ่งใดให้เข้าตัวอีก
“ข้าเล่าเรื่องให้ท่านฟังมากมาย ท่านเล่าอะไรให้ข้าฟังบ้างสิ ?”
คิ้วคมดุจกระบี่เลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ “แน่ใจหรือ... ชีวิตข้าไม่สนุกเท่าไหร่นักหรอกนะ”
“เล่าหน่อยเถิด .. ข้าอยากฟัง” มู่เชียนรีบคะยั้นคะยอเสียงหวาน ดวงตาสีน้ำตาลคู่งามเบิกกว้างอย่างกระตือรือร้น เห็นนางเป็นเช่นนี้เยว่เทียนหง จึงไม่อยากปฏิเสธให้นางผิดหวัง
“อยากฟังเรื่องอะไร ?”
“เรื่องของท่านตอนเด็กก็ได้ .. เมื่อก่อนท่านชอบเล่นอะไร ชอบทำอะไร” นางทราบดีว่าทุกวันนี้เขามีเรื่องไม่สบายใจมากมาย ดังนั้นให้เล่าเรื่องในอดีตน่าจะดีกว่า
ร่างสูงนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ราวกับพยายามคิดย้อนความทรงจำในวัยเด็ก ทว่าครู่ใหญ่ก็ส่ายศีรษะปฏิเสธ “ขอโทษด้วย.. นับตั้งแต่เด็ก ข้าก็ถูกวางตัวเป็นรัชทายาทแล้ว ทุกวันมีแต่การเล่าเรียน ไม่มีเวลาเล่นหรอก”
“เช่นนั้น เวลาว่างท่านทำอะไร ?” หญิงสาวยังตั้งคำถามต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้
“ดูเหมือนว่านอกจากเวลาเรียนแล้ว ก็มีแค่สวดมนต์.. นั่งสมาธิ”
“หาา…” มู่เชียนเผลออุทานออกมาก่อนจะนิ่งอึ้งไป … ช่างเป็นกิจกรรมยามว่างที่ไร้สีสันเกินไปแล้ว
เห็นนางมีท่าทางแปลกใจ เยว่เทียนหงจึงหลุดยิ้มออกมา “ดูไม่เหมือนสินะ ”
“เปล่า.. ข้าแค่…. ท่านไม่เบื่อหรือ ?”
“ไม่หรอก” เยว่เทียนหงเอ่ยพลางหัวเราะเสียงต่ำ .. มือขวายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย
“ที่จริงนับแต่ห้าขวบ ข้าก็อาศัยอยู่ในอารามมาตลอด”
“อาราม ?” มู่เชียนไม่เข้าใจ เหตุใดรัชทายาทผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้นอันดับหนึ่ง ต้องถูกส่งไปไว้ในวัดด้วย
“อืมม.. เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับพลังจากกระจกรัตติกาล ข้าถูกสั่งสอนให้ควบคุมอารมณ์ ฝึกจิตใจให้สงบ .. เหล่าราชาทุกพระองค์ของแคว้นต้าเยว่ล้วนต้องเคยผ่านกระบวนการนี้”
เขามิได้กล่าวต่อไปว่า ราชาองค์ก่อนๆนั้น กว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทก็เติบใหญ่มากแล้ว ทุกพระองค์ใช้ชีวิตอยู่ในอารามเพียง 1-2 ปี ก็ขึ้นครองราชย์ ทว่าตัวเขาที่ได้รับการคัดเลือกตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ย่อมแตกต่างออกไป
สิบปีเต็มๆ ที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เจอผู้ใดนอกจากอาจารย์ และคนสนิทข้างกายเพียงไม่กี่คน …. ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมเขาได้ แม้แต่เสด็จแม่..
เยว่เทียนหงมีพรสวรรค์ในด้านปราณยุทธ์อย่างมาก อายุสิบสองก็บรรลุยอดยุทธ์ สิบห้าบรรลุจ้าวยุทธ์ สิบเจ็ดบรรลุมหายุทธ เพียงรับพลังจากกระจกวันแรกก็บรรลุสู่มหาราชันย์ยุทธ์ได้ทันที ความก้าวหน้าระดับนี้เหนือกว่าราชาองค์ก่อนๆไปไกล
ทว่ายิ่งเก่งกาจเท่าไหร่ ปราณธาตุมืดในร่างก็รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น .. หากมิใช่ว่าเคยได้รับการสั่งสอนอย่างเข้มงวดมาก่อน วันที่เขาบรรลุระดับเหนือยุทธ์ คงอาการกำเริบจนเป็นบ้าไปแล้ว
ยิ่งใกล้วันบรรลุกึ่งเทพยุทธ์เยว่เทียนหงยิ่งนึกหวั่นใจ ปราณชั่วร้ายทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้นทุกที
“ชีวิตข้าก็น่าเบื่อเช่นนี้แหละ” ร่างสูงแสร้งก้มลงมองถ้วยชาในมือ หมายจะปกปิดความชั่วร้ายในแววตาของตน
“อย่างไรท่านก็ควรมีสิ่งที่อยากทำบ้างไม่ใช่หรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถามอย่างห่วงใย นางอยากรู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด วันหน้ามีโอกาสจะได้ช่วยให้เขาสมปรารถนา
“สิ่งที่อยากทำหรือ ?” เยว่เทียนหงชะงักไป ความอ่อนโยนในน้ำเสียงหวานใส กลับทำให้ความมืดในใจตีรวนขึ้นอย่างอดไม่ได้ ดวงตาคมวาวกวาดมองทั่วร่างหญิงสาวรอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย
“หากข้าบอกไป… แน่ใจหรือว่าเจ้าจะรับได้ ?”
มู่เชียนมองดวงตาสีเทาเปล่งประกายบางอย่าง พลันเกิดลางสังหรณ์ร้าย จนต้องรีบบอกตนเองให้ละวางความอยากรู้อยากเห็นส่วนนี้ไปโดยเร็ว
“ข้าขอถามเรื่องอื่นแทนได้หรือไม่ ?” ท่าทางลนลานยามเปลี่ยนเรื่องนั้น ทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะเสียงต่ำออกมา
“ครั้งนี้ถือว่าสัญชาตญาณของเจ้าใช้ได้” เยว่เทียนหงมอบคำชมแปลกๆให้ ก่อนจะเอนกายลงพิงพนักเก้าอี้ด้านหลังด้วยท่าทางเกียจคร้าน ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม.. “เจ้าอยากรู้เรื่องใด ?”
“ท่านก็รู้ว่าช่วงนี้ข้ากำลังสร้างแคว้น ทว่าข้าไม่มีประสบการณ์มาก่อน ทั้งยังไม่เคยเรียนรู้การปกครองเช่นท่านอีกด้วย เกี่ยวกับการก่อตั้งสภาขุนนาง ท่านพอจะแบ่งปันประสบการณ์ให้ข้าได้หรือไม่ ?”
“อืมม” ได้ยินนางเอ่ยปากขอความรู้อย่างจริงจังเพียงนี้ ย่อมไม่อาจสั่งสอนเพียงผ่านๆได้ ราชาแห่งแคว้นอันดับหนึ่งนิ่งคิดครู่ใหญ่ พยายามควบรวมประสบการณ์ตลอดหลายปีให้เหลือเพียงใจความสำคัญ
“สำหรับข้า… ขุนนางทั้งหลายล้วนน่าเบื่อ ทุกเรื่องราวไม่อาจคิดด้วยตนเองได้ ทั้งยังไม่อาจวางไว้ใจ จำต้องแสดงอำนาจให้พวกมันได้เห็นเป็นระยะ ความหวาดกลัว.. คือสิ่งที่สามารถควบคุมใจคนเหล่านั้นได้ดีที่สุด”
มู่เชียนเกือบจะคว้ากระดาษขึ้นมาจดอยู่แล้ว ทว่ากลับชะงักไปตรงคำว่าคนเหล่านั้นต้องถูกควบคุมด้วยความหวาดกลัว.. เยว่เทียนหงรู้ดีว่า คงไม่อาจทำให้นางบรรลุสัจธรรมข้อนี้ได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค จึงตัดสินใจยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอให้นางได้ฟัง
“บ่ายวันนี้… เจ้าเมืองชายแดนผู้หนึ่ง รายงานว่าชายแดนแห้งแล้งต่อเนื่องหลายปี ทะเลทรายของต้าเยว่กินพื้นที่รุกล้ำไปยังแคว้นต้าหลัว ทำให้ต้าหลัวเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหาร ปริมาณส่วยที่ส่งมาในปีนี้จึงลดลงอย่างมาก เจ้าเมืองผู้นั้นขอให้ส่วนกลางส่งเสบียงอาหารไปชดเชย…”
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาคมกริบพลันจ้องมองมาที่นางนิ่ง “หากเป็นเจ้า จะจัดการเยี่ยงไร ?”
มู่เชียนนิ่งคิดไปอึดใจ… ก่อนจะตอบคำถามนั้นตามตรง “ข้าจะไปดูด้วยตา และช่วยเหลือคนเหล่านั้นเท่าที่ทำได้” ในเมื่อเขาสั่งไม่ให้ไว้ใจ เช่นนั้นไปดูด้วยตาตนเองย่อมดีที่สุด
“หึ.. สมเป็นคำตอบของเจ้า” เยว่เทียนหงคลี่ยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ทว่าทุกๆวันล้วนมีข้อราชการใกล้เคียงกันนี้มากมาย หากต้องเดินทางไปทุกที่คงไม่อาจดูแลแคว้นทั้งหมดได้เป็นแน่”
“แต่การเป็นราชา มิใช่มีหน้าที่คอยช่วยเหลือคนในแคว้นหรือ ?” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างข้องใจ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ดวงตาสีเทาเข้มก็พลันอ่อนแสงลง.. นางเป็นเช่นนี้เสมอ เห็นคนเดือดร้อนก็ยื่นมือช่วยโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ความเมตตาเช่นนี้ คู่ควรแล้วที่มีเชื้อสายเทพบิดา
น่าเสียดายที่ว่า… มีเพียงปีศาจเท่านั้นที่เหมาะสมกับตำแหน่งราชาผู้ครองแคว้น !
“นอกจากต้าเยว่แล้ว แคว้นอื่นโดยรอบล้วนมิได้อาศัยเพียงพืชผลจากการเพาะปลูกเท่านั้น พวกมันรำ่รวยจากผลผลิตทางทะเล..” เยว่เทียนหงบอกใบ้เพิ่มเติม ทว่ามู่เชียนยังคงไม่เข้าใจนัก
“เช่นนั้นท่านทำเช่นไร.. หรือจะบังคับให้แคว้นต้าหลัวส่งผลผลิตทางทะเลมาให้”
เยว่เทียนหงยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ… ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยชั่วร้ายเยียบเย็น
“ข้าสั่งประหารขุนนางชายแดนผู้นั้น.. ”
“หาาา…..!!” คำตอบของบุรุษตรงหน้าไม่ใกล้เคียงสิ่งที่นางคิดเลยแม้แต่น้อย
“ในเมื่อต้าหลัวมิได้เดือดร้อน เหตุใดจึงขอลดส่วยเล่า มีเหตุผลเดียวเท่านั้นคือมันรับผลประโยชน์บางอย่างจากแคว้นต้าหลัว เพื่อมาเกลี้ยกล่อมข้า” เยว่เทียนหงเอ่ยปากอธิบายช้าๆ เพื่อไขข้อสงสัยให้นาง
“ขุนนางชั่วช้า ช่วยเหลือแคว้นอื่น มาเอารัดเอาเปรียบแคว้นของตน …ย่อมต้องรับโทษตาย !” เสียงทุ้มที่เอ่ยอย่างเป็นธรรมชาตินั้นทำให้มู่เชียนรู้สึกอึ้งไปบ้าง
“ทว่าหากเรื่องผลิตผลทางการเกษตรลดลงเป็นเรื่องจริงเล่า ท่านไม่สืบเรื่องนี้ก่อนหรือ ?”
“นั่นไม่ใช่ปัญหาของข้า… ตราบใดที่พวกมันยังมีทะเล ย่อมต้องมีความสามารถซื้อหาผลิตผลมาส่งส่วยให้เราจนครบ”
มู่เชียนนิ่งอึ้งไปกับความเด็ดขาดของราชาผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ นางเข้าใจดีว่า.. หากบุรุษตรงหน้าใจดีเกินไป ย่อมไม่อาจปกป้องแคว้นที่แห้งแล้งเป็นอันดับหนึ่งเช่นต้าเยว่ได้ … ทว่า…
“จำเป็นต้องประหารหรือ ?”
เยว่เทียนหงยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยปากสั่งสอนหญิงสาวให้เริ่มรู้จักโลกอันโหดร้าย “เจ้าอาจมองว่าการทุจริตเป็นโทษที่ไม่ถึงตาย เขาไม่ได้ฆ่าคนวางเพลิง โทษไม่ควรประหาร.. ทว่าคนเหล่านี้แท้จริงแล้วโทษฆ่าคนวางเพลิงยังเบากว่าคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ”
เห็นดวงตาไร้เดียงสามองมาอย่างสงสัย เยว่เทียนหงพลันลังเลใจ นึกอยากปกป้องความบริสุทธิ์ของวิญญาณดวงนี้ไว้จากความจริงอันโหดร้าย … ทว่าอีกใจก็ยังหวังให้นางแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะอยู่บนโลกนี้ได้ แม้ยามที่ไม่มีเขา…
“ขุนนางพวกนี้เสพสุขบนความทุกข์ยากของประชา คนมากมายเท่าไหร่ต้องอดตายขณะที่พวกมันเพียบพร้อมด้วยสุรานารี กี่ครอบครัวที่ต้องขายลูกทิ้งเพียงเพื่อแลกกับข้าวสารไม่กี่ถ้วย หญิงสาวเท่าไหร่ที่ต้องเร่ขายตัวเพื่อประทังชีวิต.. เจ้าว่าโทษเช่นนี้สมควรประหารหรือไม่ ?”
ความจริงอันปฏิเสธไม่ได้ทำให้มู่เชียนค่อยๆซึมซับการตัดสินใจต่างๆของเยว่เทียนหงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อการเป็นผู้นำที่ดีในระยะเวลาอันใกล้ นางจึงยอมรับการสั่งสอนของเขา …
มู่เชียนถึงกับลืมไปแล้วว่านางกำลังเรียนรู้การปกครอง.. จากราชาที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดในแผ่นดิน !!
เห็นหญิงสาวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เยว่เทียนหงพลันคลี่ยิ้มเอ็นดู “สถานการณ์ของเจ้าและข้าแตกต่างกัน การตัดสินใจบางอย่างย่อมไม่อาจลอกเลียนได้ เจ้าจะปกครองเหล่าขุนนางด้วยเมตตาก็ตามใจ เพียงจำไว้ว่าอย่าไว้ใจพวกมันก็พอ”
ร่างสูงลอบหมายมั่นในใจ หากนางต้องการปกครองด้วยคุณธรรมก็ย่อมได้ ถึงเวลาเขาจะช่วยจัดการเรื่องยุ่งยากใจทั้งหลายแทนนางเอง เพียงนางสามารถอยู่เคียงข้างเขาเช่นนี้ต่อไปได้.. เขายินดีทำทุกอย่าง
“ยามศึกสงคราม จำไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย หากมีอันตรายจงเรียกข้า…. ข้าจะรีบไปหาเจ้า..” ได้ยินเขาเอ่ยด้วยความห่วงใย มู่เชียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างมาก
“อืมม.. หากท่านอยากให้ข้าช่วยเรื่องใดก็บอกข้าได้เช่นกัน”
‘เฮอะ.. นางมีพวกข้า เหตุใดต้องพึ่งพาเจ้าอีก..’ เสียงเล็กๆของเสี่ยวจิ้งแว่วมาไกลๆ เทพมังกรน้อยยังคงตะโกนโหวกเหวกอยู่ในหัวใจที่สั่นไหวของนางอีกครู่ใหญ่ ทว่ามู่เชียนยังคงปักใจอยู่กับประโยคสุดท้ายของบุรุษผู้นั้น
‘ขอเพียงให้ข้ามีเจ้าเช่นนี้ตลอดไป ก็พอแล้ว’
ลวี่ซานถงนั่งสงบนิ่ง จิบชาดอกไม้อยู่ในกำไลมิติอย่างผ่อนคลาย เขาไม่ใช่คนไร้มารยาทอย่างน้องชาย ที่ชอบแอบฟังเจ้านายพูดคุยเรื่องส่วนตัว ทว่าคนแซ่เยว่ที่ชอบหยอกเย้านายหญิงของเขาผู้นั้น
‘คงต้องหาโอกาสสั่งสอนมันให้รู้จักมารยาทของสุภาพบุรุษเสียบ้าง…’