เช้าวันต่อมา
หลังจากที่กินข้าวเช้ากันเสร็จแล้วไลท์และคนอื่นๆก็เดินเที่ยวเล่นรอบเมืองหลวง
ส่วนตอนบ่ายอัสลอนก็เป็นคนนำพวกไลท์เข้าไปในวังหลวง
อัสลอนพาพวกไลท์ไปที่สวนดอกไม้
สวนดอกไม้แห่งนี้กว้างขวางอย่างมากและยังมีดอกไม้นับไม่ถ้วนถูกปลูกเอาไว้อย่างเป็นระเบียบและสวยงาม นอกจากนี้ยังมีผีเสื้อหลายพันตัวบินไปมา
ตรงกลางสวนดอกไม้มีศาลาขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่
ศาลาที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและสวยงาม ถูกสร้างขึ้นมาจากหินอ่อนทั้งหมด
ซึ่งภายในศาลามีราชามอสต้าและคนอื่นๆรวมกันกว่ายี่สิบคน
นอกจากราชามอสต้าแล้วก็ยังมีราดิชและเอเทียที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
รอบๆสวนดอกไม้ก็มีทหารเอลฟ์กว่าสามร้อยคนเฝ้าประจำการเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีแม่ทัพใหญ่ลูก้าที่ยืนด้านข้างศาลา
เมื่อพวกไลท์เดินเข้ามาที่ศาลา ทุกๆคนก็มองมาที่พวกไลท์ด้วยแววตาเคร่งเครียดและจริงจัง เพราะทุกๆคนทราบดีว่าพวกไลท์เป็นใครและทุกคนก็รู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
“ มาๆเดี๋ยวฉันจะแนะนำภรรยาและลูกๆของๆฉันให้พวกนายรู้จัก ” ราชามอสต้าพูดขึ้นพร้อมกับค่อยๆแนะนำภรรยาและลูกทีละคน
ราชามอสต้าแนะนำตัวโดยที่ภรรยาและเหล่าองค์ชายองค์หญิงก็ยืนขึ้นและโค้งคำนับให้กับพวกไลท์ เนื่องจากไลท์และเฮลเฟลชเป็นถึงตัวตนระดับSS ส่วนคนอื่นๆก็แข็งแกร่งในระดับS เพียงเท่านี้ก็ทำให้ราชินีและสนม รวมไปถึงองค์ชายองค์หญิงให้ความเคารพได้แล้ว
“ หวังว่าคนคงจะไม่มากเกินไปใช่ไหมไลท์? ” ราชามอสต้ายิ้มแห้งๆเพราะเขาลืมบอกไปว่าเขาจะให้ลูกๆกินอาหารของที่ไลท์ทำด้วย
“ แม้ว่าจะเยอะไปหน่อยแต่ก็อดทนสักหน่อยแล้วกันเพราะถึงยังไงก็ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง งั้นเอาแบบนี้เป็นไงราชามอสต้าก็ส่งตัวองค์ชายหรือองค์หญิงมาประลองฝีมือกับคนของฉันเพื่อฆ่าเวลาเป็นยังไง? ” ไลท์พูดขึ้น
ดวงตาของราชามอสต้าเปร่งประกายก่อนที่จะพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น
“ ดีๆเป็นความคิดที่ดี ” ราชามอสต้าหัวเราะและพยักหน้าเห็นด้วย
ไลท์เลิกสนใจราชามอสต้าก่อนที่จะส่งตัวไลก้า คอลรุยและเฮลเฟลชออกไปเป็นคู่ฝึกซ้อมให้กับเหล่าองค์ชายและองค์หญิง ส่วนตัวเขา เวโรนิก้า เดซี่และเบเรียลก็ทำอาหาร
ส่วนอาหารที่พวกไลท์ทำก็เป็นแบบที่ทำกินกันปกติแต่ส่วนมากจะเป็นเมนูผักมากกว่า
หลังจากที่ไลท์เริ่มลงมือทำอาหาร เสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้นท่ามกลางสวนดอกไม้
การต่อสู้เป็นเพียงแค่การปะทะกันด้วยเพลงดาบเท่านั้นและไม่ได้ใช้พลังเวทย์แต่อย่างใด เพราะกลัวว่าจะทำให้สวนดอกไม้แห่งนี้กลายเป็นการทำลายสวนดอกไม้แทน
โดยไลก้าใช้หอก ส่วนคอลรุยก็ใช้ดาบสู้แทน แม้ว่าคอลรุยจะเป็นมือปืนแต่ทว่าเขาก็ถูกไลท์บังคับให้ฝึกฝนการใช้ดาบไว้บ้างเผื่อบางครั้งการต่อสู้ประชิดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แม้ว่าฝีมือดาบของคอลรุยจะไม่ได้ยอดเยี่ยมมากนักทำได้เพียงแค่ต้านทานเหล่าองค์ชายองค์หญิงอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้
ในตอนแรกเหล่าองค์ชายองค์หญิงพากันตื่นเต้นที่สามารถเอาชนะคอลรุยในวิชาดาบได้ แต่พอทุกๆคนรู้ว่าคอลรุยเป็นมือปืน ส่วนฝีมือดาบก็เป็นเพียงแค่ฝึกฝนเล็กๆน้อยๆเท่านั้นก็พากันตกใจเพราะพวกเขารู้ดีว่าวิชาดาบของคอลรุยนั้นยอดเยี่ยมในระดับหนึ่งเลย
‘ นี้ขนาดฝึกฝนแบบเล็กน้อยๆยังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้แล้วถ้าหากเป็นนักดาบจริงๆล่ะจะขนาดไหน ’
แต่พอเหล่าองค์ชายองค์หญิงมาเจอกับไลก้าและเฮลเฟลชก็ทำได้เพียงแค่เดินคอตกกลับมานั่งดูคนอื่น
ส่วนทางด้านองค์ชายและองค์หญิงที่มีวิชาดาบแข็งแกร่งที่สุดก็มีแค่สองคนคือองค์ชายออสก้าและองค์หญิงเอเทีย ส่วนคนอื่นๆสู้ได้ไม่เกินห้ากระบวนท่าก็พ่ายแพ้ไปแล้ว แต่กับองค์ชายออสก้าและองค์หญิงเอเทียสามารถต่อสู้ได้มากกว่าห้าสิบกระบวนท่าก่อนที่จะพ่ายแพ้ไป
ทางด้านเอเทียเองก็เดินมาหาเดซี่และขอท้าเดซี่สู้ ซึ่งเดซี่เองก็ยอมรับก่อนที่ทั้งสองคนจะเริ่มสู้กัน
เพียงแต่เวลาไม่นานเอเทียก็พ่ายแพ้ให้กับเดซี่ เนื่องจากวิชาดาบของเดซี่เหนือกว่าเอเทียอยู่ประมาณสามขั้น
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงเศษ
ในจุดที่พวกไลท์ทำอาหารก็เริ่มส่งกลิ่นหอมออกมา จนทำให้ราชามอสต้าที่นั่งอยู่ในศาลาได้กลิ่นหอมก็เดินออกมาดูด้วยความตื่นเต้น
หลังจากที่อาหารกว่าสามสิบอย่างก็เสร็จสิ้นและถูกยกมาวางไว้บนโต๊ะโดยเหล่าเมดทั้งหลาย
และเมื่อทุกคนได้ลองกินอาหารที่พวกไลท์ทำแล้วก็พากันเอ่ยปากชื่นชม
หลังจากที่กินอาหารกันจนอิ่มแล้ว ราชามอสต้าก็บอกให้ภรรยาและลูกๆของเขากลับไปก่อนส่วนตัวเขาจะคุยกับพวกไลท์เป็นการส่วนตัว
ส่วนไลท์ก็ให้อัสลอนพาคนอื่นๆออกไปเดินเล่นข้างนอกเพื่อเป็นการฆ่าเวลาไปก่อน
“ ไลท์ฉันได้ยินจากอัสลอนว่าเธอกำลังจะไปที่อาณาจักรเมลเทียร์ใช่ไหม? ” ราชาอัสลอนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ใช่ครับพอดีฉันมีธุระที่จะต้องไปยังอาณาจักรเมลเทียร์ ” ไลท์พูดขึ้น
“ งั้นหรอ…ในเมื่อเธอมีธุระที่นั้นฉันก็คงจะห้ามอะไรเธอไม่ได้ แต่ฉันอยากจะเตือนเธอว่าตอนนี้ที่อาณาจักรเมลเทียร์กำลังเตรียมพลเพื่อทำสงครามกับเผ่าปีศาจและอีกไม่นานน่าจะมีคำสั่งเรียกรวมพลเหล่าราชาของอาณาจักรทั้งหมดมาประชุมกันที่อาณาจักรเมลเทียร์ ” ราชามอสต้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ เกิดอะไรขึ้น ” ไลท์ประหลาดใจและไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเอลฟ์กำลังทำสงครามกับพวกปีศาจ
“ เมื่อครึ่งเดือนก่อนองค์หญิงเมลิซ่าที่เป็นองค์หญิงที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาตระกูลเมลเทียร์ในรอบหมื่นปีถูกปีศาจเผ่าจับตัวไป ทางอาณาจักรเมลเทียร์ได้ส่งองครักษ์ไปช่วยเหลือองค์หญิงเมลิซ่าอย่างลับๆแต่ทว่าไม่สามารถช่วยกลับมาได้แถมองครักษ์เหล่านั้นก็ถูกสังหารตายทั้งหมดอีกด้วย
ทางด้านองครักษ์ที่ไปช่วยเหลือต่างก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเป็นถึงตัวตนระดับSSสองคนและระดับSอีกสิบคน แต่ทว่าพวกเขากลับถูกฆ่าตายทั้งหมด ทำให้จักพรรดินีแฟร์ซ่าโกรธเป็นอย่างมากถึงขั้นประกาศต่อหน้าห้องประชุมว่าจะต้องบุกไปชิงตัวองค์หญิงเมลิซ่ากลับมาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ” ราชามอสต้าพูดขึ้น
“ เดี๋ยวนะคุณบอกว่าจักรพรรดินี? หรือว่าผู้ปกครองทวีปเอลฟ์เป็นผู้หญิงหรอครับ? ” ไลท์ประหลาดใจ
“ ใช่แล้วล่ะ เนื่องจากเอลฟ์อย่างพวกเรานับถือสายเลือดเป็นอย่างมากและจักรพรรดินีแฟร์ซ่าก็มีสายเลือดที่บริสุทธิ์ที่สุดในยุคนั้นจึงทำให้นางได้กลายเป็นจักรพรรดินีผู้ปกครองทวีปเอลฟ์ ส่วนเวลานี้ก็คือองค์หญิงเมลิซ่าที่มีสายเลือดบริสุทธิ์มากกว่าจักรพรรดินีเสียอีก แต่ทว่าตอนนี้องค์หญิงถูกเผ่าปีศาจจับตัวไปเพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงจักรพรรดินีก็ต้องชิงตัวองค์หญิงกลับมาให้ได้ ” ราชามอสต้าอธิบาย
ไลท์เข้าใจได้ทันทีและไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจักรพรรดินีเอลฟ์ถึงได้เปิดศึกกับเผ่าปีศาจ ถ้าหากว่าที่อนาคตจักรพรรดินีถูกจับตัวไปก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อชิงตัวกลับมา นอกจากนี้ตัวตนระดับSSสองคนและระดับSอีกสิบคนก็ยังตายอยู่ที่ทวีปปีศาจ เห็นได้ชัดว่าพวกปีศาจได้เตรียมตัวมาอย่างดี ดีไม่ดีพวกปีศาจอาจจะเตรียมแผนการนี้มานานหลายปีแล้วก็ได้
“ เข้าใจแล้วราชามอสต้า ขอบคุณที่บอกเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ ” ไลท์พูดขอบคุณทันที
“ ไม่เป็นไรหรอกแค่เรื่องเล็กน้อย เมื่อไปถึงที่อาณาจักรเมลเทียร์พวกเธอก็ต้องระวังตัวให้ดีๆแล้วกันเพราะอาจจะถูกสงสัยว่าเป็นสายของเผ่าปีศาจก็ได้ ” ราชามอสต้าพูดขึ้นก่อนที่จะส่งแหวนมิติให้กับไลท์
ไลท์เก็บแหวนมิติของราชามอสต้าไว้ในแหวนมิติของเขาทันทีโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยซ้ำ
หลังจากที่คุยกันไปกว่าครึ่งชั่วโมงไลท์ก็ออกมานอกวัง
ไลท์เรียกทุกคนๆไปรวมตัวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งพร้อมกับเปิดห้องส่วนตัว
ไม่นานทุกๆคนก็มารวมตัวกันที่ร้านอาหาร
ไลท์เล่าเรื่องที่องค์หญิงเมลิซ่าถูกเผ่าปีศาจจับตัวไปและจักรพรรดินีเอลฟ์แฟร์ซ่ากำลังจะระดมทหารเพื่อชิงตัวองค์หญิงเมลิซ่ากลับมา นอกจากนี้ยังบอกว่าองครักษ์ของจักรพรรดินีที่เป็นถึงตัวตนระดับSSสองคนและระดับSอีกสิบคนก็ถูกเผ่าปีศาจสังหารทั้งหมด
“ เป็นเรื่องจริงหรอครับท่านไลท์? ” อัสลอนตกใจจนต้องลุกขึ้นยืน
“ ราชามอสต้าเป็นคนบอกฉันด้วยตัวเอง ” ไลท์พูดขึ้น
อัสลอนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะขอตัวออกมาข้างนอก
“ เจ้าพวกปีศาจนั้นก็ยังเหมือนเดิมเลยแหะ ” เฮลเฟลชพูดขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าเหยียดหยาม
“ หมายความว่ายังไงพี่เฮลเฟลช? ” เดซี่ถามด้วยความสงสัย
“ ตั้งแต่ตอนที่ฉันอยู่เผ่ามังกรก็เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เผ่าปีศาจต้องการที่จะตัดกำลังของเผ่าอื่นๆถ้าหากมันทราบว่าเผ่าไหนมีอัจฉริยะเกิดขึ้นพวกมันก็จะวางแผนชิงตัวหรือไม่ก็ลอบสังหารทิ้งซะเพื่อที่จะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามในอนาคต ส่วนเผ่ามังกรของฉันไม่เคยโดนอะไรแบบนี้เพราะพวกมันรู้ดีว่าอย่าทำให้มังกรโกรธ ไม่งั้นเผ่าปีศาจจะเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ แต่เผ่าอื่นๆอย่างเอลฟ์ คนแคระ มนุษย์สัตว์ มนุษย์พวกนี้เคยโดนอยู่หลายครั้ง บ้างก็รอดมาได้บ้างก็ถูกฆ่าไม่ก็ถูกลักพาตัวกลับไปที่ทวีปปีศาจ ” เฮลเฟลชอธิบาย
“ เป็นเผ่าที่สมควรตายจริงๆ ” เดซี่พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ แล้วหัวหน้าจะเอายังไงต่อ? ” เวโรนิก้าถามขึ้น
“ ฉันคิดว่ายังไงก็ต้องไปที่อาณาจักรเมลเทียร์ ” ไลท์พูดขึ้น
เมื่อไลท์ตัดสินใจคนอื่นๆก็จะไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วยเท่านั้น
ไม่นานอัสลอนก็กลับมาพร้อมกับใบหน้าที่จริงจัง
“ เป็นอย่างที่ท่านไลท์บอกจริงๆครับ ผมถามท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อเองก็เพิ่งรู้ข่าวเมื่อไม่นานมานี้เอง ดูเหมือนว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ในรอบหมื่นปีเลยทีเดียว ” อัสลอนพูดขึ้น
“ งั้นนายกลับไปที่อาณาจักรก่อนก็ได้นะ ” ไลท์พูดขึ้น
อัสลอนส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “ อีกไม่นานท่านพ่อก็จะต้องไปประชุมที่อาณาจักรเมลเทียร์ เดี๋ยวพวกเราไปเจอกันที่นั้นก็ได้ครับ ”
ไลท์พยักหน้าก่อนที่จะตัดสินใจรีบออกเดินทางทันที
การเดินทางจากอาณาจักรโวลาสไปยังอาณาจักรเมลเทียร์จะต้องผ่านอาณาจักรอีกสองอาณาจักร แต่ทว่าพวกไลท์ไม่ได้สนใจที่จะเที่ยวเล่นที่อาณาจักรเหล่านั้น พวกเขาบินตรงไปยังอาณาจักรเมลเทียร์
การเดินทางใช้เวลาประมาณสิบสี่วัน
ตอนนี้พวกไลท์อยู่ที่ชายแดนของอาณาจักรแมทเฟียร์และอีกไม่กี่ร้อยกิโลเมตรก็จะถึงอาณาจักรเมลเทียร์แล้ว
ในขณะที่ทั้งหมดกำลังบินอยู่นั้นจู่ๆก็มีกลุ่มคนกว่าสิบคนบินมาจากด้านหลังก่อนที่จะล้อมพวกไลท์เอาไว้
ไลท์และคนอื่นๆหยุดชะงักก่อนที่จะมองดูเอลฟ์ที่ล้อมรอบเขาด้วยความสงสัย
เอลฟ์เหล่านี้ต่างก็สวมชุดคลุมที่มีฮู้ดปกปิดใบหน้าทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่
“ พวกคุณคิดจะทำอะไรกันแน่? ” อัสลอนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ แหม่ๆอัสลอนสหายเก่าของฉันไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ ” น้ำเสียงที่ดูหยิ่งผยองดังขึ้นก่อนที่จะมีเอลฟ์คนหนึ่งค่อยๆลอยออกมาด้านหน้าก่อนที่จะเปิดฮู้ดของตัวเอง
อัสลอนหรี่ตาลงก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามว่า “ ที่แท้ก็เป็นแกนี้เองจอมขี้แยโรดิโก้ ”
โรดิโก้สีหน้ามืดมนทันทีพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ ไอเวรเอ้ยแกอยากตายนักใช่ไหมอัสลอน? ”
“ ก็เข้ามาสิฉันจะได้อัดแกให้กลับไปฟ้องพ่อของแกอีกครั้งเลยเอาไหม? ” อัสลอนหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
โรดิโก้กัดฟันแน่นด้วยความโกรธเพราะเมื่อก่อนเขาไม่สามารถเอาชนะอัสลอนได้แถมยังถูกอัสลอนอัดจนต้องร้องไห้ไปฟ้องพ่อของเขา แต่นั้นมันก็เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ แต่อัสลอนก็ยังล้อเลียนเรื่องนี้มาตลอดทำให้เขาโกรธอัสลอนมากและสัญญากับตัวเองว่าสักวันจะต้องทำให้อัสลอนเป็นแบบเขาในอดีตให้ได้
ทันใดนั้นสายตาของโรดิโก้ก็เหลือบมองไปยังพวกไลท์ด้วยแววตาประหลาดใจก่อนที่จะหัวเราะออกมาและพูดขึ้นว่า “ แกนี้เดี๋ยวนี้ตกต่ำลงนะถึงกับลงไปคบค้ากับพวกมนุษย์ ”
“ แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อเมื่อก่อนแกเองก็เคยคบค้ากับพวกมนุษย์สัตว์ไม่ใช่หรอ? ” อัสลอนเหยียดยิ้ม
“ นั้นมันเป็นแค่อดีตเท่านั้นแหละ ” โรดิโก้พูดอย่างเย็นชาจากนั้นสายตาของเขาก็มองไปที่พวกไลท์และพยายามจดจำใบหน้าของพวกไลท์เอาไว้
“ แกโชคดีนะที่ฉันต้องรีบไปที่เมืองหลวงเมลเทียร์ แต่จากที่ฉันดูแกก็น่าจะไปที่เมืองหลวงเมลเทียร์เหมือนกัน ถ้าหากฉันเจอแกที่เมืองหลวงเมลเทียร์ฉันจะจัดการพวกแกแน่ ” โรดิโก้พูดจบเขาก็บินไปพร้อมกับพวกของเขาทันทีโดยที่ไม่รอให้อัสลอนตอบโต้
“ พวกนั้นมันคือใครหรออัสลอน? ” เดซี่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ เจ้านั้นคือองค์ชายรองแห่งอาณาจักรคาร์เมียน ชื่อของมันคือโรดิโก้ คาร์เมียน ฉันกับมันอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทำให้เวลาเข้าร่วมงานประลองทีไรก็จะต้องเจอกับมันตลอด แต่ว่ามันก็ไม่เคยชนะฉันแม้แต่ครั้งเดียว โดยเฉพาะเมื่อก่อนตอนที่มันแพ้ให้กับฉัน มันก็ร้องไห้ไปฟ้องพ่อของมันใหญ่เลยหาว่าฉันไปรังแกมัน จนทำให้ฉันตั้งฉายามันว่าโรดิโก้จอมขี้แย
นอกจากนี้พ่อของฉันกับพ่อของเจ้าโรดิโก้ก็ไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วและมันก็ทำให้ฉันกับมันไม่ถูกกันด้วยเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนพ่อของฉันไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด ส่วนพ่อของมันก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะพ่อของฉันให้ได้แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายก็ไม่สามารถเอาชนะพ่อของฉันได้อยู่ดี ” อัสลอนอธิบาย
“ ที่แท้ก็พวกขี้แพ้แล้วโววายนิเอง ” เดซี่พึมพำออกมา
“ แต่ท่านไลท์และคนอื่นๆจะต้องระวังตัวเอาไว้ด้วยนะครับเพราะเจ้าหมอนั้นเป็นพวกที่แค้นแล้วจะต้องแก้แค้นให้ได้ และดูเหมือว่าเมื่อกี้มันได้จำหน้าของทุกท่านเอาไว้แล้วด้วยเกรงว่าตอนที่อยู่เมืองหลวงเมลเทียร์เจ้าหมอนั้นจะต้องพยายามหาเรื่องพวกท่านไลท์แน่ๆ ” อัสลอนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ งั้นก็ให้มันเข้ามาสิพวกเราเดธปาร์ตี้ไม่เคยกลัวใครหน้าไหน ” ไลท์หัวเราะด้วยความไม่แยแส ส่วนคนอื่นๆก็ไม่ได้รู้สึกเครียดเมื่อได้ยินที่อัสลอนบอก
อัสลอนที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกชื่นชมพวกไลท์เข้าไปใหญ่
ไม่นานทั้งหมดก็ออกเดินทางอีกครั้ง