บทที่43 เมล็ดพันธุ์แห่งความดี
เช้าวันใหม่มาเยือนอีกหนในวันนี้ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาไม่ได้ออกไปหาสมุนไพรป่าและฝึกฝนร่างกายเช่นทุกครั้ง ปู้ชิงเถาช่วยสตรีกลางคนผ่าฝืนที่ด้านหลังของเหลาสุราส่วนฮุ่ยจวินได้เดินทางออกไปในเมืองใกล้เคียงเพื่อมองหาโอสถมาปรุงยาบำรุงร่างกายเพิ่มเติมให้กับเสี่ยวจางการรักษาในตอนนี้ได้ดำเนินจนสิ้นสุดแล้ว ยาที่มันปรุงมาทั้งหมดก็ถูกใช้ไปจนสิ้น สุดท้ายเหลือแค่เพียงเตรียมยาบำรุงแก่เด็กชายก่อนที่พวกมันสองพี่น้องร่วมสาบานจะจากไปเท่านั้น
เมืองต้าฉาง ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของแคว้นเว่ยเป็นเมืองที่ติดเขตชายแดนเขาเถาหมิงซาน เป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ มีผู้คนมากหน้าหลายตาพลุกพล่านร้านรวงใหญ่เล็กตั้งเรียงรายตามหนทาง ความเจริญรุ่งเรืองแม้มิอาจเทียบเท่าเมืองสำคัญหรือเมืองหลวงของแคว้นแต่ถ้าเทียบเปรียบกับหมู่บ้านแถวชายแดน เมืองแห่งนี้ก็นับว่าเจริญรุ่งเรืองจนแปลกหูแปลกตายิ่งนัก
ฮุ่ยจวินเดินไปตามตรอกซอยที่ไม่ใหญ่มากสองข้างทางล้วนมีร้านรวงขนาดเล็กตั้งแผง ผู้คนมากมายออกมาจับจ่ายใช้สอย ที่ไม่น้อยไปกว่าร้านขายของเห็นทีจะเป็นเหล่าขอทานที่นั่งด้วยความเศร้าหมองขอความเมตตาจากผู้ที่ผ่านไปมา
คนในเมืองหลายผู้ส่วนใหญ่ดูมีฐานะปานกลางบ้างก็เป็นผู้ที่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องวันต่อวัน เช่นนั้นขอทานที่มีจำนวนมากเหล่านี้จึงมิใช่ทุกผู้ที่จะได้รับความเมตตาเมื่อตนมิได้อาหาร แต่เห็นเพื่อนอีกคนมีกิน พวกมันก็จะทำการแย่งชิงจนเกิดความวุ่นวายทันที
ความวุ่นวายที่เกิดจากหมู่ขอทานตะลุมบอนบังเกิดคนที่จับจ่ายใช้สอยเป็นต้องหลบฉากเพราะเกรงจะถูกลูกหลง บ้างก็ด่าทอ บ้างก็ดูแคลนพวกมันซึ่งจังหวะนั้นเองมีขอทานน้อยผู้หนึ่งได้วิ่งฝ่าฝูงชนออกมาอย่างรวดเร็ว ชนเข้ากับร่างที่ยืนอยู่ของฮุ่ยจวินอย่างเต็มแรงด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งปานหินผา ขอทานน้อยจึงผงะล้มลงร้องเสียงโอดโอย แต่เพราะที่เบื้องหลังมีเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในติดตามมามันจึงฝืนสังขารวิ่งกระเผกหลบหนีไปต่อทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้เจ้าขอทานชั่ว"
“บังอาจขโมยของร้านข้าอย่าให้จับได้นะ ข้าจะตีเจ้าให้หลาบจำ!”
ฮุ่ยจวินมองภาพอันวุ่นวายมองวิถีชีวิตที่แตกต่าง มองความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็ส่ายศีรษะแลทอดถอนใจหากเป็นไปได้มันก็อยากช่วยทุกผู้คนให้ผ่านจากความยากลำบากเหล่านี้ แต่มันในตอนนี้แม้แต่จะช่วยตัวเองยังลำบากยากนักที่จะช่วยทุกผู้ได้
เดินไปพลางคิดไปพลางจนมาถึงแผงขายโอสถร้านหนึ่งฮุ่ยจวินก้มลงมองแล้วสูดดมกลิ่นดูรู้สึกว่าใช้ได้ จึงคิดซื้อโอสถดังกล่าว ทว่าพอล้วงเอาถุงเงินออกมามันกลับพบว่าถุงเงินของตนได้หายไปแล้ว
ฮุ่ยจวินวางห่อโอสถลงโดยพลันย้อนนึกจนแน่ใจแล้วว่าตนมิได้ลืมหยิบถุงเงินที่สตรีกลางคนมอบให้เพื่อมาซื้อโอสถแน่แท้แล้วถุงเงินหายไปไหน?
“หรือว่า”
ฮุ่ยจวินนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านั้นขอทานน้อยผู้หนึ่งที่วิ่งขโมยของของผู้อื่นได้มาชนเข้าที่ตนอย่างแรงหรือขอทานน้อยจะอาศัยจังหวะนั้นขโมยเงินของตนไป
ฮุ่ยจวินจึงติดตามในทิศทางที่ขอทานน้อยหลบเลี่ยงไปด้วยท่าร่างที่รวดเร็ว เพียงปราดเดียวมันก็ติดตามไปทัน พร้อมกับพบว่าขอทานน้อยได้นอนกองบนพื้นอยู่ก่อนแล้วตามเนื้อตามตัวมีแต่รอยทุบตีที่ดูไปช่างน่าเวทนายิ่งนัก ทว่าเหล่านี้กลับเพียงสร้างแต่เสียงก่นด่าและคำหยาบคายที่สบทใส่ขอทานน้อยผู้นี้เท่านั้น
ขอทานน้อยไม่เหลือสิ่งใดแล้วของที่ขโมยมาล้วนถูกแย่งคืนไปจนสิ้น จะมีก็เพียงแต่ถุงเงินขนาดเล็กของฮุ่ยจวินที่มันนอนกอดแลปกป้องอย่างหวนแหนสุดชีวิตได้เห็นภาพตรงหน้าก็ทำให้ฮุ่ยจวินได้นึกถึงเส้าเทียนและน้องสาวของมัน ไม่รู้ป่านนี้คนทั้งสองจะหลบหนีแลปลอดภัยอยู่หรือไม่
เมื่อเหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างได้ของมีค่าของตนเองคืนพวกมันก็ด่าขอทานน้อยหลายคำค่อยจากไป ขอทานน้อยเมื่อหลุดรอดมาได้ก็ฝืนร่างที่ซวนเซลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความหวังมันวิ่งอย่างเร่งรีบมุ่งสู่ทางตอนเหนือของเมือง มุ่งไปยังอาคารที่โอ่อ่าขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
“ท่านหมอเทวดาอยู่หรือไม่"
“ท่านหมอเทวดาอยู่หรือไม่"
“ท่านหมอเทวดา"
ขอทานน้อยร้องเรียกหาหมอเทวดาอยู่หลายครั้งเคาะประตูบานใหญ่อยู่หลายหนแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ มันเคาะประตูอยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอ้อนวอนจนเสียงเริ่มสั่นเครือเจือสะอื้น กระนั้นประตูบานใหญ่ก็ยังไม่ถูกเปิดออกมา
ทำเช่นนั้นอยู่เนิ่นนานเสียงที่เจือสะอื้นเริ่มมีน้ำตาหลั่งไหล สุดท้ายประตูบานใหญ่จึงเปิดออก บุรุษร่างกำยำสูงใหญ่สองผู้ก้าวเดินออกมา
ขอทานน้อยได้เห็นเช่นนั้นก็ดีใจรีบปรี่เข้าไปทิ้งตัวลงตรงหน้าบุรุษทั้งสอง
“พี่ชายสองท่านโปรดเรียนท่านหมอเทวดาแก่ข้าที ข้ามีเงินรักษาแม่ข้าแล้ว"
บุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“เป็นเจ้าอีกแล้วรึที่มาสร้างเสียงเอะอะโวยวายจนข้าถูกท่านหมอเทวดาด่าทอรีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้หากไม่อยากเจ็บตัว"
ขอทานน้อยทิ้งตัวคุกเข่าโขกศีรษะขอความเมตตา
“เห็นใจข้าด้วยมารดาข้าจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว"
บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นตวาดก้อง
“ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
ก่อนที่เท้าของมันจะเตะเข้าใส่ขอทานน้อยจนล้มกลิ้งอย่างไร้ปราณี!
ร่างขอทานน้อยกลิ้งขลุกๆอย่างน่าเวทนา ฮุ่ยจวินได้เห็นก็กำหมัดแน่นคิดเข้าไป ทว่าหน้าปากประตูพลันปรากฏบุรุษชราร่างอ้วนท้วมตาเล็กหยีเยื้อย่างออกมา บุรุษฉกรรจ์สองผู้จึงรีบหยุดมือในทันที
“ท่านหมอวันนี้อากาศไม่ปลอดโปร่ง ท่านมิควรมาสูดรับเอาสิ่งที่โสมมเช่นนี้"
บุรุษร่างอ้วนท้วมตาเล็กหยีลูปเคราสีดำที่ลากยาวของมัน
“วันนี้ข้าอารมณ์ดีจึงอยากออกมาชมดูโลกอันวุ่นวายเล็กน้อย”
ขอทานน้อยเมื่อเห็นตัวตนอันสูงส่งของหมอเทวดาประจำเมืองต้าฉางตัวตนที่ยากนักจะก้าวเท้าออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของมัน เมื่อได้เห็นความหวังอยู่ตรงหน้าเด็กชายก็รีบไปคุกเข่าเพื่อคว้าโอกาสแลความหวังนั้นทันที
“ท่านหมอเทวดาได้โปรดช่วยมารดาข้าด้วย”
หมอเทวดาผู้นั้นแค่นเสียงออกมา
“จะให้ข้าช่วยก็ต้องมีสิ่งตอบแทน”
ขอทานน้อยรีบล้วงเอาถุงเงินที่มันขโมยจากฮุ่ยจวินขึ้นมาทันใด
“ข้าหามาได้แล้ว"
หมอเทวดาชำเรืองตามองถุงเงินขนาดเล็กทั้งยังเปอะเปื้อนบนมือขอทานน้อย
“เจ้าคิดเล่นตลกอันใดค่าจ้างเท่านี้ก็ไม่เพียงพอต่อค่าเสียเวลาของข้าแล้ว"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ตัดขาดแลไร้ความเมตตาของหมอเทวดาขอทานน้อยก็มิอาจอดกลั้นน้ำตาได้อีก มันร้องไห้อ้อนวอนหมอเทวดาอย่างกล้ำกลืน พร้อมกับยื่นถุงเงินออกไปเบื้องหน้าด้วยความหวัง
“เมตตามารดาข้าด้วยข้าสัญญา ข้าจะหาเงินมาเพิ่มแก่ท่านอีก หรือจะให้ข้ารับใช้ท่านต่างม้าต่างลาก็ยังได้ได้โปรด ได้โปรด…”
ผลั๊วะ!!!
ถุงเงินในมือของขอทานน้อยได้ลอยละลิ่วฉีกขาดพร้อมกับเม็ดเงินที่กระจัดกระจายคนละทิศละทางนัยน์ตาของขอทานน้อยตื่นตระหนกแลหวาดกลัวละคนคับแค้นใจ มันได้แต่มองเงินในถุงกระจัดกระจายไปตามแรงเตะของหมอเทวดาที่ทุกผู้ต่างยกย่องให้มันเป็นผู้สูงส่งตรงหน้า
หมอเทวดาตวาดลั่น
“แค่เศษเงินอันไร้ค่าอย่าได้นำมาก่อกวนอารมณ์ของข้าอีก!”
ขอทานน้อยรีบกุลีกุจอก้มเก็บเศษเงินที่กระจัดกระจายอย่างเห็นคุณค่าเงินในถุงนี้จริงอยู่ว่าเป็นเศษเงินของเหล่าคนมั่งมี ทว่าเศษเงินอันด้อยค่านี้กลับเป็นชีวิตของมารดามัน
หมอเทวดาหาได้สงสารหรือเวทนาขอทานน้อยตรงหน้าไม่ยิ่งมันได้เห็นตัวตนอันต่ำต้อย มันยิ่งบังเกิดความไม่สบอารมณ์ จากที่มันกำลังอารมณ์ดีก็ต้องบังเกิดความฉุนเฉียวขึ้นทันใดมันจึงได้เตะเท้าเข้าใส่ขอทานน้อยอีกครา หวังให้มันไปพ้นหน้าของตน
“ไสหัวไป!”
ขวับ!!!
เห็นหลังเท้าที่มุ่งมายังศีรษะของตนขอทานน้อยที่ก้มเก็บเศษเงินอยู่เป็นต้องหลับตาปี๋เพราะความตกใจกลัว รู้ตนว่าต้องเจ็บตัวอีกหนแต่มันก็ยังต้องกัดฟันฝืนทนเพราะต้องการช่วยชีวิตมารดา มันเตรียมใจรับความเจ็บปวด หากสิ่งใดที่ทนเพื่อมารดาได้มันก็จะทน
เสียงกร็อบดังขึ้นคราหนึ่งขอทานน้อยก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ มันคิดว่าคอของตนคงหักไปแล้ว แต่เนิ่นนานมันกลับมิรู้สึกตัวว่าเจ็บปวดมันจึงได้ลืมตาขึ้นค่อยพบว่า ผู้ที่มีใบหน้าเจ็บปวดเหย๋เกรกลับเป็นหมอเทวดาผู้นั้น!
ขอทานน้อยบังเกิดความงุนงงสงสัยจนกระทั่งมีเสียงของบุรุษหนุ่มดังขึ้นที่เบื้องหลัง มันค่อยได้รู้ว่ามีคนช่วยเหลือตน
“การกระทำของเจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าหมออยู่หรือ!”
เสียงคำรามของบุรุษหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับเสียงกร็อบของกระดูกที่หักเป็นท่อนที่สองก่อนที่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหมอเทวดาผู้นั้นจะดังขึ้น
“โอ๊ย กระดูกข้า!”
เป็นฮุ่ยจวินที่ทนเห็นภาพของผู้ที่ยกตนว่าเป็นหมอตรงหน้ามิไหวการกระทำที่ไร้เมตตา ทั้งยังกระทำผู้อื่นราวกับว่ามิใช่มนุษย์เช่นนี้เป็นสิ่งที่มันทนเห็นไม่ได้เป็นที่สุดหมอมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้ป่วย มิใช่เพื่อสนองความต้องการของตนเองเช่นนี้
หมอที่หวังเพียงชื่อเสียงและความร่ำรวยโดยไม่สนคนเจ็บไข้มันไม่สมควรที่จะยกตนว่าเป็นหมอ!
ฮุ่ยจวินเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนมันจึงทราบและรู้ดีถึงความเจ็บปวดใจของขอทานน้อยที่ต้องแบกรับ เมื่อเห็นความหวังตรงหน้าแต่ความหวังกลับถอยห่างออกไปอย่างไร้เยื่อใย ความทรมานแลเจ็บปวดใจจะเพิ่มพูนเพียงไหนแต่ตอนนั้นมันยังนับว่าโชคดีมากที่เป็นเพียงการทดสอบของเทพดาเร้นกายที่อยากถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้แก่มันทว่าเหตุการณ์ตรงหน้านี้หาได้มีความเมตตาหรือคิดจะช่วยเหลืออันใดไม่ มีแต่เพียงความเมินเฉยต่อความทุกข์ร้อนของผู้อื่นเท่านั้น!
บุรุษฉกรรจ์สองผู้เห็นหมอเทวดาผู้เป็นนายถูกทำร้ายก็ตื่นตระหนกจึงตวาดก้อง
“ตัวบัดซบเจ้าเป็นใคร!”
“ปล่อยมือจากนายของข้าเดี๋ยวนี้!”
สองบุรุษฉกรรจ์ลงมือเข้าใส่ฮุ่ยจวินแต่ฮุ่ยจวินเพียงสะบัดฝ่ามือสองครา สองบุรุษฉกรรจ์ก็ล้มคนละทิศละทางแล้ว ขอทานน้อยจดจำได้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือคนที่ตนแอบล้วงเอาเงินของมันมาเห็นมันร้ายกาจถึงขั้นลงมือใส่บุรุษฉกรรจ์บริวารของหมอเทวดาอย่างง่ายดายก็บังเกิดความหวาดกลัวคิดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้จะตามมาเอาคืนแลทำร้ายตนดั่งเช่นคนอื่นๆและยิ่งเห็นมันลงมือทำร้ายหมอเทวดาก็กลัวจะไม่มีใครช่วยรักษามารดาของตน จึงทิ้งตัวขอร้องฮุ่ยจวิน
“ท่านยอดฝีมือหากข้าไม่มีความจำเป็นก็คงไม่ล่วงเกินท่าน ได้โปรดให้อภัยแก่ข้าในครั้งนี้ ข้าสัญญาว่าจะชดใช้ในสิ่งที่ขโมยจากท่านมาอย่างไม่ขาดตกและได้โปรดไว้ชีวิตของมันด้วย"
ฮุ่ยจวินมองขอทานน้อยมันรู้ดีถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรน เพื่อให้ฮุ่ยไป๋รอด มันก็เคยขโมยตำราแพทย์และยาสมุนไพรของเทพดาเร้นกายเช่นเดียวกันแต่ทั้งหมดล้วนกระทำโดยไร้ซึ่งเจตนาที่ไม่ดี เช่นนั้นมันจึงไม่คิดที่จะโทษการกระทำของขอทานน้อยชายหนุ่มเพียงยกร่างของมันขึ้นมาแล้วพาก้าวเดินจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของหมอเทวดาผู้มีเพียงแค่เปลือกนอกผู้นี้ทันที
“ท่านทำอะไรปล่อยข้า ข้าต้องขอร้องมันให้ไปช่วยมารดา"
ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างแผ่วเบา
“คนเช่นนี้เจ้ายังคิดว่ามันจะยอมช่วยอยู่หรือ"
ขอทานน้อยนิ่งงันไปคำกล่าวของบุรุษหนุ่มผู้นี้ย่อมไม่ผิด มันขอร้องหมอเทวดาผู้นั้นมาหลายครั้งหลายคราแล้วกระทำทุกวิถีทาง สุดท้ายก็ยังคงได้ผลลัพธ์ที่ไร้น้ำใจเช่นเคย มันจึงกล่าวทั้งน้ำตา
“แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นข้าไม่รู้ว่าจะช่วยมารดาได้อย่างไร"
“โลกนี้มิได้มีหมอเพียงแค่มัน"
ขอทานน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น
“แต่โลกนี้ก็มีแต่หมอที่ต้องการเงินมากกว่าช่วยชีวิตคนเช่นเดียวกับมัน"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าโลกนี้เงินทองมิใช่ทุกอย่างข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่ายังมีหมอที่รักษาคนมิใช่เงิน"
ขอทานน้อยเหลียวมองไปที่ใบหน้าของฮุ่ยจวิน
“ท่านเป็นหมอหรือ"
“ข้ามิอาจอวดโอ่ว่าตนเป็นหมอหรือไม่แต่หากเจ้าไว้ใจให้ข้ารักษามารดาเจ้า นั่นจะเป็นคำตอบในคำถามของเจ้าเอง"
ขอทานน้อยไม่คิดว่าโลกใบนี้กลับมีคนเช่นนี้ดำรงอยู่แม้มันเป็นเด็ก แต่โลกที่โหดร้ายก็หล่อหลอมให้มันเจนโลก มันมองว่ามีแต่ความเห็นแก่ตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอดบนโลกแห่งการแย่งชิงนี้ทว่าบุรุษผู้นี้ทั้งที่ถูกตนแย่งชิงเงินไป แต่มันหาได้โกรธเคืองคิดลงโทษตนไม่ มันกลับมองเห็นถึงความทุกข์ร้อนของตนและยื่นมือช่วยเหลือด้วยเมตตาธรรม
ดังนั้นต่อให้มันผู้นี้เป็นหมอผีจอมอาถรรพ์มิได้เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงในปฐพี ขอทานน้อยก็ยังรู้สึกว่าตนสามารถไว้ใจที่จะให้มันลองรักษามารดาของตนได้มากกว่าหมอที่อวดโอ่ว่าตนเป็นหมอเทวดาเสียอีก
ขอทานน้อยกล่าวขึ้นด้วยความหวัง
“ทางนี้"
ฮุ่ยจวินติดตามขอทานน้อยไปยังกระท่อมหลังเล็กแลเก่าโทรมตลอดรายทางได้กลิ่นบุปผาแรกแย้มเบาบางหอมกรุ่น ได้กลิ่นบุปผาก็คล้ายได้รับความจรรโลงใจคืนกลับเพราะคนอย่างหมอเทวดาเป็นลักษณะที่ทำให้ใจมันเกลียดชังยิ่งนัก เมื่อจิตใจเริ่มสงบมันก็เริ่มตรวจดูอาการของมารดาขอทานน้อย ชายหนุ่มพบว่านางเป็นไข้ป่าที่อาการค่อนข้างหนักหน่วงแต่โรคพิษที่ว่ารักษายากที่สุดมันก็เคยรักษามาแล้ว เช่นนั้นเพียงไข้ป่าจึงมินับว่าคณามือเท่าใดนักมันทำการปรุงยาสมุนไพรชั่วยามเดียว และช่วยฝังเข็มชั้นสูงไล่พิษไข้แลกระตุ้นชีพจรลมปราณชีวิตเท่านี้อาการป่วยที่ปางตายของมารดาขอทานน้อยก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาแล้ว
“กินยาหม้อนี้ทุกวันจนหมดท่านก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง"
ด้วยอาการที่ดีขึ้นทันตามารดาของขอทานน้อยจึงสามารถลุกขึ้นมาโขกศีรษะด้วยความสำนึกให้แก่ฮุ่ยจวิน เช่นเดียวกับขอทานน้อยที่โขกศีรษะแก่ชายหนุ่มด้วยความซาบซึ้งอย่างสุดขั้วหัวใจ
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า
“ข้าขอรับคำขอบคุณเป็นการประพฤติดีหลังจากนี้ขอให้เจ้าอย่าได้ลักขโมยแลสร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก"
ขอทานน้อยกล่าวทั้งน้ำตา
“ข้าสัญญา…สัญญาว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และสัญญาว่าซักวันหนึ่งข้าจะเป็นหมอที่ช่วยเหลือคนตกทุกข์เฉกเช่นเดียวกับที่ท่านทำ”
ฮุ่ยจวินยกยิ้มก่อนวางเงินที่เหลือทั้งหมดที่ขอทานน้อยคืนให้มอบแก่พวกมันสองแม่ลูก ขอทานน้อยขมวดคิ้ว
“แค่ข้าขโมยมันจากท่านก็รู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแล้ว"
ฮุ่ยจวินแย้มยิ้ม
“เช่นนั้นก็จงรับเอาความรู้สึกผิดนี้เป็นเครื่องเตือนใจและช่วยจุนเจือชีพจนกว่าจะได้สร้างความดีตอบแทนปฐพีแห่งนี้เถิด”
“ข้าขอเรียนถามชื่อแซ่อันสูงส่ง"
“ข้าไม่มีนามสูงส่งอันใดเรียกข้าแพทย์ไร้นามก็พอ"
การกระทำของฮุ่ยจวินนี้มิได้ดังกระฉ่อนหรือสร้างชื่อให้ผู้ใดได้ทราบแม้เพียงนิดแต่การกระทำที่มากด้วยคุณธรรมนี้ได้จุดไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของขอทานน้อย มันกำลังได้เพาะบ่มเม็ดพันธุ์แห่งความหวังและความดีขึ้นบนโลกแห่งการแย่งชิงนี้อีกหนึ่งเมล็ดแล้ว
ฮุ่ยจวินก้าวเดินออกมาจากกระท่อมหลังเล็กของขอทานน้อยช่วยชีวิตหนึ่งคน ช่วยชี้ทางสว่างหนึ่งเส้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้จิตใจของมันจรรโลงขึ้นมิใช่น้อยเรื่องราวความดีในวันนี้ที่มันได้ทำมิจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรับรู้ มันมิต้องการให้ผู้ใดมาสรรเสริญมันเพียงอยากทำในสิ่งที่มันอยากทำ แต่เรื่องราวทั้งหมดที่มันทำกลับอยู่ในสายตาของสตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์สีขาวราวหิมะจนหมดสิ้น
นานเท่าไหร่แล้วที่โลกแห่งการแย่งชิงโลกที่เห็นแก่ตัว โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กจะปรากฏคนเช่นนี้ซักผู้ ยิ่งนางได้มองการกระทำได้ฟังคำพูด และสัมผัสถึงจิตใจส่วนลึกของบุรุษหนุ่มแปลกหน้าที่คล้ายไม่แปลกหน้าผู้นี้ก็ยิ่งทำให้นางได้หวนนึกถึงบุรุษผู้ล่วงลับ บุรุษที่ตายจากโลกแห่งนี้ไปพร้อมกับหัวใจของนาง
นางถึงได้เป็นสตรีที่ไร้ใจมาจนถึงทุกวันนี้