มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 47 ขอทานชราผู้เหี้ยมโหด

    บทที่47 ขอทานชราผู้เหี้ยมโหด


            ฝีเท้าที่เบาหวิวราวกับม่านหมอกที่ลอยตามลมเคลื่อนผ่านยังเบื้องหลังของขอทานกลุ่มหนึ่งที่นั่งเรียงรายอยู่บนถนนขอทานกลุ่มนี้มองผิวเผินคล้ายขอทานทั่วไป ทว่าเมื่อมีบุคคลที่ทำตัวน่าสงสัยแลปกปิดใบหน้าผ่านมาพวกมันจะทำการออกตัวตรวจค้นราวกับคนของทางการทันที เมื่อมีเหล่าขอทานที่แสดงตัวแลคล้ายคุมเข้มตามหนทางต่างๆเช่นนี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าพวกมันก็คือคนจากพรรคเอกยาจก เช่นนั้นเมื่อฝีเท้าอันแผ่วเบาราวสายหมอกที่พัดผ่านถึงแผ่นหลังขอทานที่เรียงราวเหล่านั้นก็คล้ายถูกของหนักทุบเข้าใส่ต้นคอจนสลบเหมือดลงไปกองกับพื้นทันที

             

            แล้วภาพของธาตุอากาศที่ว่างเปล่าก็ปรากฏร่างของบุรุษสองผู้ขึ้นพวกมันล้วนอยู่ในชุดคลุมที่ไม่โดดเด่น แลสวมงอบปิดบังครึ่งใบหน้าทั้งสิ้น

             

            พวกมันก็คือฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถานั่นเอง

             

            “คนของพรรคเอกยาจกมีมากมายแลครอบคุมพื้นที่กว่าที่คิดทั้งพวกมันยังเหิมเกริมกล้าคุกคามผู้คนถึงเพียงนี้"

             

            ปู้ชิงเถาทุบหมัดลงยังต้นไม้

            “นับแต่ผู้อาวุโสมันยึดพรรคไป มันก็ได้สร้างพรรคที่ไร้คุณธรรมไปแล้ว"

             

            วาจาของปู้ชิงเถาเมื่อเอ่ยถึงผู้อาวุโสแห่งพรรคมันก็มักมีโทสะและความแค้นอัดอั้นขึ้นในอก ทว่ายังมิทันได้กระทำสิ่งใดต่อ ที่ป่าด้านข้างก็พลันมีเสียงคำรามโฮกใหญ่ดังสอดประสานมิขาดสายตามด้วยเสียงของบุรุษชราผู้หนึ่งที่ตะโกนก้องตามมา

            “เจ้าเรียกใครว่าผู้อาวุโส ตอนนี้ท่านขึ้นเป็นประมุขพรรคเอกยาจกโดยสมบูรณ์แล้วต่างหาก”

             

            ปู้ชิงเถาไม่คิดว่ากลับต้องมาเจอบริวารคนสนิทของผู้อาวุโสแห่งพรรคเอกยาจกรวดเร็วเพียงนี้

            “จื่อจิ้ง!”

             

            พุ่มหญ้าอันหนาแน่นด้านข้างขยับขึ้นลงสองคราร่างของขอทานชราผมขาวโพลนก็ปรากฏขึ้น มันเดินออกมาเพียงผู้เดียว สายตาจ้องมองปู้ชิงเถาด้วยแววของผู้ที่อยู่ในจุดเหนือกว่า

            “เจ้ากล้าเรียกชื่อข้าตรงๆ ข้าในตอนนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสของพรรคเอกยาจกแล้ว”

            มันกล่าววาจาไปพลางพร้อมสะบัดแส้โลหะในมือไปพลาง

            “วันนี้นับเป็นวันดีของข้ายิ่งนัก ว่าจะไปสืบข่าวพวกเจ็ดพรรคใหญ่ที่เมืองหลวงกลับบังเอิญเจอเสี้ยนหนามที่ต้องกำจัดพอดี สายเลือดสุดท้ายของปู้ถงเอ๋ย หากเจ้าตกตายวันนี้จะถือได้ว่าเจ้ามอบผลงานชิ้นใหญ่ให้แก่ข้าฮ่าฮ่าฮ่า"

             

            ปู้ชิงเถามองไปที่แส้ของจื่อจิ้งด้วยแววตาที่ระมัดระวังฮุ่ยจวินเองก็มองไปที่แส้นั้นก่อนกล่าวอย่างแผ่วเบา

             

            “ข้าได้กลิ่นของตัวยาชนิดหนึ่งบนแส้ มันไม่คล้ายพิษแต่หากผสมกับตัวยาหรือสมุนไพรบางชนิดมันจะกลับกลายเป็นพิษร้อนที่สร้างความทรมานอย่างหาที่สุดมิได้ไม่รู้ว่ามันมีลูกเล่นเช่นนั้นปกปิดไว้หรือไม่

             

            ปู้ชิงเถาเนื่องเพราะเป็นอดีตนายน้อยแห่งพรรคเอกยาจกรู้ทุกเรื่องในพรรคเป็นอย่างดี ดังนั้นมันจึงกล่าวขึ้น

            “แน่นอนว่ามันมีตัวยาผสม แต่มันมิได้ใช้กับคน”

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว

            “ไม่ใช่กับคน เช่นนั้นมันจะใช้กับสิ่งใด"

            พอกล่าวคำนี้ออกมา มันก็นึกได้ว่าก่อนหน้าที่ผู้อาวุโสแห่งพรรคเอกยาจกผู้นี้จะปรากฏได้มีเสียงคำรามของสัตว์ใหญ่ที่ดุดันและโหดร้ายขึ้น ซึ่งชายหนุ่มเพียงพึ่งนึกถึงนี้แส้โลหะในมือของจื่อจิ้งก็สะบัดอย่างแผ่วเบาแล้ว

             

            เสียงเปรี๊ยะดังกลางอากาศ ก่อนที่เสียงคำรามที่ซุกซ่อนอยู่ในพุ่มไม้จะดังขึ้นอีกครั้งพยัคฆ์ภูเขาตัวใหญ่สามตัวก็พลันโจนทะยานออกมาอย่างรวดเร็วหมายขย้ำเข้าใส่คนทั้งสอง!

             

            ปู้ชิงเถารู้ตัวตั้งแต่เห็นแส้โลหะเส้นนั้นแล้วมันจึงตวัดกระบี่ในมือใช้ออกด้วยกระบวนท่าหนึ่งกระบี่ร่องธารา แห่งเคล็ดวิชาท่องไพศาลได้ทันแต่ถึงแม้วิชาดี ทว่าไร้ซึ่งอาวุธแลพลังลมปราณที่ดี อานุภาพของเคล็ดวิชาก็มิอาจเปล่งออกมาถึงขั้นสุดได้แม้มันจะสกัดพยัคฆ์สองตัวที่ดุร้ายให้ถอยร่นออกไปไกล แต่ยังมีพยัคฆ์อีกตัวที่โถมร่างอันใหญ่โตส่งกรงเล็บที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าชั้นดีทั้งยังคมกริบยิ่งกว่าดาบชั้นเลิศตัดเข้าใส่กระบี่ของปู้ชิงเถาจนหักเป็นสองท่อน

             

            จริงอยู่ที่กระบี่ของปู้ชิงเถาเป็นเพียงกระบี่ธรรมดาที่หาได้จากร้านรวงขายอาวุธทั่วไปแต่เพียงหนึ่งกรงเล็บของพยัคฆ์ภูเขาตนนั้นที่ตวัดออกถึงกับทำให้กระบี่หักครึ่งย่อมแสดงว่าพยัคฆ์ตัวนี้มิธรรมดาแม้เพียงนิด

             

            ปู้ชิงเถารู้อยู่แล้วมันจึงตะโกนก้องเตือนฮุ่ยจวิน

            “พวกมันเป็นพยัคฆ์ภูเขาที่มีตบะบำเพ็ญเพียรมิต่างจากผู้ฝึกญาณเช่นนั้นจงระวังตัวและห้ามประมาท”

             

            เป็นครั้งแรกที่ฮุ่ยจวินได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าพลังญาณกับตัวเมื่อก่อนมันเคยแต่ได้ยินถึงคำเล่าลือแลกล่าวอ้างมาเท่านั้น มิน่าเมื่อครู่มันถึงรู้สึกว่าบนกรงเล็บของพยัคฆ์ตัวนั้นมีการกระเพื่อมไหวของธรรมชาติที่แท้การใช้พลังธรรมชาติเพื่อต่อสู้ก็เป็นเช่นนี้

             

            พยัคฆ์ภูเขาสองตัวที่ถูกเคล็ดวิชาท่องไพศาลบีบให้ถอยร่นพอมันถูกแส้โลหะในมือของจื่อจิ้งสะบัดฟาดเข้าใส่เบื้องหลัง พวกมันก็แยกเขี้ยวครวญครางด้วยความเจ็บปวดก่อนพุ่งทะยานเข้าจู่โจมใส่ปู้ชิงเถาต่อทันที

             

            แต่ครานี้ฮุ่ยจวินมิชักช้า ชายหนุ่มสังเกตุเห็นปลอกเหล็กหนามที่ฝังอยู่บนคอของพวกมันนอกจากหนามแหลมจะทิ่มแทงอยู่ที่เหนือลำคอแล้ว ปลอกนั้นยังมีกลิ่นของสมุนไพรชนิดหนึ่งฝังอยู่ซึ่งสมุนไพรนี้เองเมื่อผสมเข้ากับตัวยาที่อยู่บนแส้โลหะมันจะทำให้เกิดพิษกัดกินผิวหนังสร้างความเจ็บปวดทรมานที่ราวกับมีเข็มนับหมื่นพันทิ่มแทงทำให้รู้สึกเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น

            “มิน่ามันถึงควบคุมพยัคฆ์ภูเขาที่ดุร้ายทั้งสามได้…ช่างเป็นวิธีที่โหดร้ายทารุณนัก!”

             

            เพื่อหาโอกาสให้พยัคฆ์ภูเขาหลุดจากการควบคุมของขอทานอาวุโสผู้โหดเหี้ยมฮุ่ยจวินจึงใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาล่อหลอกให้พยัคฆ์สองตัวเบนเป้าหมายมาที่ตนและติดตามเข้าไปในป่าคิดอาศัยสมรภูมิที่ซับซ้อนของป่าชิงเอาชัยต่อพยัคฆ์ตัวเขื่องทั้งสองนี้ แต่เพียงหลบเลี่ยงคิดฝ่าทะลวงแมกไม้ตรงหน้าเข้าไปกระบองไม้เนื้อแข็งเรียงรายนับหลายสิบก็ก่อตัวเป็นขบวนพยุหะขัดขวางมันไว้แล้ว นอกจากบุรุษชราจื่อจิ้งและพยัคฆ์ภูเขาทั้งสามที่แห่งนี้ได้ถูกล้อมไว้ด้วยขอทานจากพรรคเอกยาจกทั้งสิ้น!

             

            จื่อจิ้งหัวเราะเสียงดังลั่น

            “ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าไม่มีทางหนีรอด เพราะวันนี้ชื่อของพวกเจ้าได้ไปรอในปรโลกอยู่ก่อนแล้ว"

             

            ขอทานนับหลายสิบตั้งขบวนควงกระบองในมืออย่างเป็นจังหวะแลมีระเบียบเคลื่อนตัวราวกับพยุหะที่ดูงดงาม รวดเร็ว ทั้งมีความล่อหลอกลวงตาสลับความไร้ระเบียบแผนหนึ่งจู่โจม หนึ่งสลับป้องกัน หนึ่งคล้ายหลุดจากขบวนแต่การโจมตีกลับยากคาดเดา ก่อนพวกมันจะวนเวียนเปลี่ยนผ่านตำแหน่งอย่างไหลลื่นหมดจดเป็นเคล็ดกระบวนวิชาที่แยบคายแลยากมองหาจุดอ่อนเป็นอย่างมาก

             

            ปู้ชิงเถาเห็นก็กล่าวเตือนฮุ่ยจวิน

            “นั่นคือเคล็ดวิชาอันเลื่องชื่อของพรรคขบวนพยุหะแย่งอาหาร ระวังด้วย"

             

            เหล่าขอทานนับหลายสิบเข้าโจมตีใส่ฮุ่ยจวินราวกับกำลังโถมเข้าเยื้อแย่งสัตว์ที่สามารถนำไปทำเป็นอาหารอันโอชะพวกมันโถมฟาดกระบองเข้าใส่ราวกับจะตีสัตว์ตรงหน้าให้ตาย ทั้งยังมีท่วงท่าการปัดป้องระหว่างตีอย่างแน่นหนาเพื่อกันมิให้สัตว์หลบหนีประการสำคัญกลุ่มคนที่คล้ายหลุดจากขบวนอย่างไร้แบบแผน ราวคนที่เชื่องช้าตามมิทันเคล็ดวิชาที่เพื่อนใช้ออกคนเหล่านี้กลับมีรูปแบบการโจมตีที่พลิกแพลงยากรู้จังหวะแลเวลาที่พวกมันจะลงมือยิ่งสมแล้วที่เป็นวิชาอันเลื่องชื่อประจำพรรค

             

            ฮุ่ยจวินร่ายรำเพลงเท้า หมัด ฝ่ามือ ตามเคล็ดวิชาท่องไพศาลอย่างรัวเร็วซัดเหล่าขอทานหลายผู้จนกระเด็นล้มกลิ้งออกจากขบวนพยุหะ แต่เสียหนึ่งพวกมันก็เข้ามาเติมช่องว่างอีกหนึ่งทำให้ขบวนพยุหะแย่งอาหารเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องมีกระบองจำนวนมากที่ปัดป้องกระบวนท่าที่สี่แห่งเคล็ดวิชาท่องไพศาล ‘หมัดทะลวงนภา’ แต่พลังหมัดนี้ทรงพลังนักมันปลดปล่อยลมปราณทอดผ่านชั้นอากาศจนคล้ายเสาไร้ลักษณ์แท่งหนึ่ง เมื่อสัมผัสถูกตัวผู้คนจะสำแดงอานุภาพแห่งพลังปราณที่ทะลุทะลวงรุนแรงกระบองไม้ที่ทานรับจึงแตกละเอียด ไม้หนึ่งเล่ม สองเล่ม สามเล่มมิอาจต้านทาน แต่ขบวนพยุหะเคลื่อนลมปราณหนุนเสริมซึ่งกันกระบองไม้ก็สอดประสานต้านทานด้วยกัน ไม้ท่อนเดียวย่อมแข็งแรงไม่มาก ทว่าไม้นับหลายสิบที่เสริมประสานความแข็งแกร่งกว่าเพิ่มพูนจนพลังหมัดของฮุ่ยจวินทำลายไปได้แค่กึ่งเดียว มิอาจทำลายให้พวกมันหายไปทั้งแถบดั่งใจหวัง!

             

            เมื่อมิอาจทลายกำแพงป้องกันของขบวน ชายหนุ่มก็กลับกลายว่าถูกกระบองไม้ของเหล่าคนที่คล้ายหลุดจากขบวนฟาดเข้าใส่จนร่างลอยเคว้งล้มลงกระบองนับสิบหวดฟาดลงมาหวังกำราบมันอย่างต่อเนื่องทันที ทำให้ฮุ่ยจวินต้องใช้สองมือค้ำพื้นเตะเท้ากลางอากาศรับกระบองที่ฟาดลงมาหยิบยืมเป็นแรงสภาวะหมุนตัวถอยร่นทันใด

             

             

            ฮุ่ยจวินครุ่นคิด

            “นอกจากความพร้อมเพรียงทั้งการโจมตีต้านรับ แลล่อหลอกแล้ว พลังลมปราณของพวกมันยังไหลเวียนสอดคล้องจนเสริมประสานกันเป็นหนึ่งพวกมันแต่ละคนไม่แข็งแกร่งมาก แต่เคล็ดวิชานี้กลับส่งเสริมให้พวกมันแข็งแกร่ง หากมองช่องโหว่แลจุดอ่อนไม่เจอเราต้องพลาดพลั้งในซักคราแน่"

             

            ปอหนึ่งเส้นเพียงนิ้วดีดก็ขาด แต่เมื่อนำปอจำนวนมากมาพันเกี่ยวมัดรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแม้แต่มีดก็ยังฟันมิขาด นี่ก็คือหลักการเบื้องต้นของเคล็ดวิชาขบวนพยุหะแย่งอาหาร แต่รู้เพียงผิวเผินมิอาจจะเอาชัยได้

             

            ที่จริงเคล็ดวิชาท่องไพศาลที่ฮุ่ยจวินมีมิได้อ่อนด้อยกว่าแม้เพียงนิดแต่ละกระบวนท่ามีโอกาสทำลายขบวนพยุหะตรงหน้าได้ทันที แต่น่าเสียดายที่พลังลมปราณของมันสามารถปลดปล่อยได้เข้มแข็งขั้นสุดแค่เท่านี้หากสู้ตัวต่อตัวมันย่อมสู้ได้สบาย แต่พอต้องเจอการกลุ้มรุม ทั้งยังเป็นการกลุ้มรุมที่มีพลังลมปราณเสริมประสานจนหล่อหลอมมัดรวมกันเป็นหนึ่งเช่นนี้ก็นับว่าตึงมือของมันไม่น้อย

             

            ไม่มีโอกาสได้พักหายใจ ขบวนพยุหะแย่งอาหารยังคงเคลื่อนขบวนอย่างต่อเนื่องฮุ่ยจวินครานี้เพียงอาศัยท่าร่างหลบรีบอย่างวูบไหวไม่โจมตีตอบโต้ ชายหนุ่มอาศัยความไวในท่าเท้าของตนหนีการโจมตีเท่านั้นเหล่าขอทานคิดได้ใจนึกว่าฮุ่ยจวินในตอนนี้ใกล้สิ้นฤทธิ์หมดพลังลมปราณแล้ว จึงต่างเร่งเร้าปลดปล่อยกระบวนท่าทั้งหมดรุกไล่ฝั่งตรงข้ามหวังปิดฉากในคราเดียว

             

            จื่อจิ้งมิได้สนใจบุรุษหนุ่มผู้แปลกหน้าคนนี้ตั้งแต่ต้นมันเพียงมุ่งสมาธิที่จะสังหารปู้ชิงเถาสายเลือดคนสุดท้ายของอดีตประมุขพรรคคนเดิมเท่านั้นจังหวะที่ปู้ชิงเถากำลังรับมือกับสามพยัคฆ์ภูเขาอย่างยากลำบาก มันก็ลอบสะบัดแส้เล่นงานเข้าใส่ปู้ชิงเถามิให้ชายหนุ่มได้รู้ตัว

             

            แส้นี้ของมันไร้ใจยิ่ง โดยไม่สนว่าตรงหน้ามีบริวารของตนอย่างพยัคฆ์ภูเขาขอเพียงจัดการเป้าหมายได้แส้นี้จะถูกใครบ้างมันก็ไม่สน

             

            ส่วนกลางของแส้จึงกระทบถูกพยัคฆ์ภูเขาสองตัวความเจ็บปวดจากแส้ว่าหนักหน่วงแล้ว แต่ตัวยาที่กำจายออกพร้อมกับแส้ที่สะบัดได้ตกลงยังปลอกคอเหล็กหนามที่ใส่ไว้ด้วยสมุนไพรซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนให้ตัวยาที่ฟุ้งกำจายเป็นพิษมันจึงกัดกินผิวหนังแลบาดแผลบนลำคอของสองพยัคฆ์ภูเขาจนพวกมันร้องโหยหวนลงไปนอนเจ็บปวดดิ้นทุรนทุราย 

             

            ส่วนปลายแส้ก็สะบัดฟาดเข้าใส่แผ่นหลังของปู้ชิงเถาอย่างถนัดถนี่ด้วยพลังลมปราณที่ไม่อ่อนด้อยของจื่อจิ้ง กอปรกับเป็นการโจมตีลอบกัดทำให้ฝ่ายตรงข้ามมิทันได้ตั้งรับพลังจากแส้นี้จึงสร้างความเจ็บปวดจนปู้ชิงเถาล้มทั้งยืน กลางหลังอาบไปด้วยโลหิตทางยาวกระดูกสันหลังของมันได้รับพลังดีดสะท้อนผ่านกล้ามเนื้อจนแทบหักลง

             

            หนึ่งการโจมตีนี้ส่งให้ปู้ชิงเถามิอาจหยัดยืน!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    848K 1761
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852