บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 74 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 10

            ลูฟิวได้สบตากับชายร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้าของตน สายตาที่มองมาแฝงความน่าเกรงขามของผู้ปกครอง ลึกลงไปในดวงตาสีมรกตมีความลึกล้ำยากเกินผู้ใดจะหยั่งถึง นี่คือรังสีของชายผู้ซึ่งจะขึ้นเป็นราชาในอนาคต

            เพียงชั่วครู่พริบตา ทว่ากลุ่มของลูฟิวทั้งห้าคนกลับถูกจัดการด้วยเพียงสามวินาที ซึ่งในช่วงอดีตที่ผ่านมา ชายตาเดียวทั้งสองคนล้วนเคยมีตำแหน่งเป็นถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่ห้ามาก่อนทั้งคู่ จึงไม่มีทางที่มือใหม่เช่นลูฟิวจะรอดพ้นไปจากการลอบโจมตี

            ชายคนแรกที่ตาขวามืดบอดมีนามว่ากากุ ส่วนชายอีกคนซึ่งปราศจากดวงตาข้างซ้ายนั้นมีนามว่ากูกิ 

            พวกเขาทั้งสองมีใบหน้าคล้ายกัน มิใช่เรื่องแปลก เพราะพวกเขาคือฝาแฝดอันเป็นผู้ติดตามส่วนพระองค์ของคุณชายไอริส

            “ขอบใจมากที่มาช่วยพวกเรา ชั้นชื่อกวี” 

            เขาก้าวเดินมาหาด้วยรอยยิ้มพลางยื่นมือออกไป เพราะหากเมื่อครู่เกิดช้าอีกเพียงเสี้ยวเดียว พวกเขาทุกคนคงถูกพวกลูฟิวปาดคอจนต้องสิ้นใจ 

            “แล้วก็.. นายด้วย”

            กวีเหลียวมองไปยังด้านหลังของไอริส อสูรตนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาหากแต่ไร้ซึ่งวี่แววความเป็นศัตรู เมื่อลองจ้องมองให้ดี กลับกลายเป็นว่าอสูรตนนั้นคือข้ารับใช้ของเขานามว่ากอลัม

            อสูรร้ายทำท่าทีเขินอายประหนึ่งสาวน้อย ท่าทางของมันช่างน่าพิลึกผิดแปลกพิสดารยิ่งนัก

            “หยุดทำท่าแบบนั้นสักที นายกำลังทำให้พวกเราขนลุกอยู่นะ” กวีหักหาญน้ำใจอย่างไม่ไยดี ความผิดหวังและความน้อยเนื้อต่ำใจจึงพุ่งเข้าเสียดแทงและฉีกกระชากวิญญาณของกอลัมอย่างเหี้ยมโหด

            ถึงกระนั้น แล้วเหตุใดกอลัมจึงติดตามมากับกลุ่มขององค์ชายไอริส

            “ไม่นึกเลยว่าระหว่างที่สะกดรอยตามพวกเจ้ามาจะเจอเจ้าอสูรบ้านี่โยกเอวส่ายสะโพกให้ดู คิดย้อนกลับไปแล้วมันก็ช่างน่าอุจาดตายิ่งนัก” ไอริสกล่าวด้วยสีหน้าขยะแขยง 

            ย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้า ในช่วงเวลาที่กวีเล่นละครกับเอมบริโอ้ เลือดที่เขาเหลือทิ้งเอาไว้ได้ถูกตั้งเวลาในการร่ายทักษะ และเมื่อเวลาล่วงผ่าน เลือดเหล่านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นข้ารับใช้ของเขาในทันที จึงนับว่าโชคดียิ่งนักที่ฝ่ายลูฟิวมิได้สังเกตถึงท่าทีอันผิดแปลกไปจากปกติในช่วงเวลาดังกล่าว

            ถึงกระนั้น ตัวกวีเพียงสั่งการว่าจงเรียกร้องความสนใจของบรรดาผู้ที่ติดตามมา แต่กลับไม่นึกว่ากอลัมจะโยกย้ายส่ายสะโพกอยู่กลางดงเขาลำเนาไพร ว่ากันว่านิสัยของข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬจะขึ้นตรงกับนิสัยดั้งเดิมของมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของ หรือตัวตนที่แท้จริงของบารากะจะเป็นพวกอย่างว่า

            อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งก็เป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้ กวีและพวกพ้องยังคงอยู่รอดปลอดภัย รวมไปถึงศัตรูก็ถูกจัดการจนหมดทุกคน

            ด้วยความสูงที่น้อยกว่า ไอริสจึงเงยหน้ามองกวี ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความสงสัย ประหนึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าตนเคยรู้จักชายผู้นี้มาก่อน

            “ดวงตาสีแดงคล้ายกับเม็ดทับทิม เส้นผมสีดำไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป ร่างกายสูงใหญ่สมส่วนและมีใบหน้าที่เปรียบได้ดังชายหนุ่มรูปงาม อีกทั้งยังถือครองไหวพริบและฉลาดเป็นกรด..”

            ไอริสเริ่มต้นพึมพำพรรณนาถึงรูปพรรณสัณฐานของฝ่ายตรงข้าม

            “อย่าบอกนะว่าเจ้าคือกวี”

            สิ้นเสียงเพียงไม่นาน ดวงตาของฝ่ายตรงข้ามได้เจือแววตกตะลึงกับสิ่งที่องค์ชายน้อยกล่าวมา

            “ก็.. ใช่อยู่หรอก” กวียินยอมตอบรับแต่โดยดี กระนั้นแล้วเหตุไฉนองค์ชายน้อยผู้ทรงสง่าจึงเข้าใจถึงนามที่แท้จริงของเขาได้กัน

            “ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามาจากท่านพี่ของข้าก่อนแล้ว เช่นนั้นทางนี้เองก็คงไม่ต้องแนะนำตัวอะไรกันให้มากความ ทว่าหากจะให้พูดกันตามตรง ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินเสียงของท่านพี่แลดูมีชีวิตชีวาเท่ากับในยามที่พูดถึงเจ้ามาก่อนเลย”

            ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งกว่าที่คิด ช่างโชคดียิ่งนักที่แมรี่ได้แนะนำตัวกวีให้แก่ไอริสได้รู้จักอยู่ก่อนแล้ว

            “แล้วเหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าผู้ที่ติดตามมานั้นคือข้า ไม่คิดรึว่าอาจเป็นกลุ่มอื่นที่คิดตลบหลังเจ้าในทีเผลอที่เจ้าพวกนั้นพลาดพลั้งก็เป็นได้ ?” ไอริสเริ่มต้นกล่าวถามอีกครั้ง

            ทันใดนั้นมุมปากของกวีจึงขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เสียงของเขาพลันถูกเปล่งขึ้นอันมีใจความว่า “ชั้นเคยดมกลิ่นของพี่นายมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และนายเองก็มีกลิ่นเช่นเดียวกันกับเธอ มันคือกลิ่นน้ำหอมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร”

            แม้สัมผัสพิเศษของกวีจะไร้ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับผู้เข้าทดสอบคนอื่น กระนั้นในเรื่องของการดมกลิ่น เขานั้นหาได้ด้อยค่าไร้ราคาแต่อย่างใด

            พลันได้ยินคำตอบ ไอริสจึงเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นการบ่งบอกว่าเขากำลังใช้ความคิด 

            เมื่อได้เห็นดังนั้น ตัวกวีจึงเริ่มมีความกังวลยิ่งนักว่าเจ้าหนุ่มตรงหน้ากำลังคิดอะไรมิดีมิร้าย

            “เฮ้ๆ บอกชั้นทีว่านายไม่ได้คิดอะไรพิเรนทร์ ๆ อยู่ในหัวน่ะ” กวีเร่งกล่าวเพื่อดักทาง

            ทว่ากลับไม่ทันการณ์ ไอริสเริ่มต้นเงยหน้าขึ้นมองกวีอีกครั้ง และจึงกล่าวออกไป 

            “ข้าไม่ได้คิดมากหรอกนะ หากจะได้คนที่มีความสามารถเยี่ยงเจ้ามาเป็นพี่เขยของข้า”

            ซึ่งก็เป็นไปดั่งที่กวีคาดคิด ยามนี้เขานั้นกำลังรู้สึกปวดกบาลยิ่งนัก 

            ทว่าช่างน่าประหลาด เพราะแม้ตัวไอริสจะเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ กระนั้นกลับไม่มีร่องรอยของความหยิ่งทะนง แม้รังสีรอบกายจะแผ่ขยายถึงอิทธิฤทธิ์ขององค์ราชา กระนั้นเกรงว่านั่นคงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่หนุ่มน้อยเติบโตมาเสียมากกว่า

            เช่นเดียวกันกับแมรี่ เธอนั้นคือพี่สาวที่แท้จริงของไอริส ทั้งสองล้วนต่างเป็นมิตรและไม่เย่อหยิ่งต่อผู้ที่ต่ำกว่า ไม่เหมือนกับบรรดาชนชั้นสูงส่วนใหญ่ หากให้ยกตัวอย่างก็คงเป็นท่านหญิงเอมิลี่จากตระกูลเบลเรมผู้สูงศักดิ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองต่ำลงมาราวกับว่ากวีนั้นคือหนอนหรือแมลงสาบตัวหนึ่ง

            “เฮ้ย !!”

            เสียงของลูฟิวดังก้องกังวานเข้าแทรกในทันใด ทำให้ทุกคนจึงก้มลงมองมันในสภาพที่ถูกพันธนาการอยู่บนพื้นดินอย่างน่าเวทนา

            “หุบปากของพวกแกและรีบบอกให้ไอ้พวกโง่นี่ปล่อยชั้นไปซะ !!” ลูฟิวเดือดดาลจนสติสัมปชัญญะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พร้อมนัยน์ตากรุ่นโกรธเบิกกว้างขึ้นจนแทบถลนออกมาสู่ภายนอก 

            ความรื่นเริงประหนึ่งเพื่อนเก่าได้พบพานผ่านมาได้ทำให้ลูฟิวรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอ้วก

            แต่แล้ว ไอริสกลับเงยหน้ามองกวีอีกครั้ง พวกเขาเผยยิ้มออกมาอย่างพร้อมเพรียงอย่างรู้ใจทำให้ความกังวลเริ่มต้นก่อตัวอยู่ในหัวของลูฟิว

            สิบนาทีต่อมา

            “ถึงแม้จะไม่ใช่หมายเลขเป้าหมายที่ต้องการ แต่ก็ดูเหมือนคะแนนจะเพียงพอสำหรับการผ่านเข้าสู่รอบถัดไปแล้ว” ไอริสกล่าวพลางนับการ์ดจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในมือ

            การ์ดทั้งหมดมีจำนวนยี่สิบเอ็ดใบ โชคยังดียิ่งนักที่พวกมันเหล่านี้อยู่ในความทรงจำของกวี จึงไม่ยากเท่าใดหากต้องคาดเดาจำนวนการ์ดประจำตัวของพวกมัน

            หมายเลขสามและสี่สิบเจ็ดมีจำนวนผู้ผ่านคือสองคน หมายเลขสิบเอ็ดรวมเบ็ดเสร็จคือสามคน หมายเลขต่อมาคือหมายเลขห้าสิบห้าซึ่งมีผู้ผ่านจำนวนสี่คน และหมายเลขสุดท้ายคือหมายเลขเก้าสิบเก้าซึ่งมีผู้ผ่านทั้งหมดจำนวนสิบคน

            รวมกันแล้วมีจำนวนการ์ดทั้งหมดยี่สิบเอ็ดใบพอดิบพอดี

            “เจ้าเอาไปสิ พวกข้าคงไม่ต้องการมันอีกแล้ว” ไอริสว่ากล่าวออกมาพลางยื่นการ์ดหมายเลขสิบเอ็ดจำนวนสามใบให้แก่ฝ่ายกวี

            เขารับเอาไว้ด้วยความเต็มใจ คงมิอาจร้องขอคะแนนไปมากกว่านี้ แท้จริงแล้วการ์ดทุกใบสมควรตกเป็นของไอริสเพียงผู้เดียวเสียด้วยซ้ำ

             “ในเมื่อได้คะแนนครบแล้ว หลังจากนี้พวกข้าคงต้องเร่งหาแหล่งกบดานจนกว่าจะถึงเวลานัดหมาย พวกเจ้าเองก็พยายามเข้าล่ะ ส่วนเจ้าพวกนี้ก็.. ช่างมันเถอะ”

            ไอริสหยุดยั้งถ้อยคำของเขาให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ แววตาจ้องมองออกไปและพบกับภาพอันน่าอุจาดตา อันเป็นภาพของลูฟิวและพวกพ้องถูกจับแก้ผ้าจนหมดสิ้น ซึ่งยามนี้ถูกมัดติดกับต้นไม้พร้อมผูกป้ายอันมีเนื้อความว่า ‘ขอโทษที่เกิดมาจู๋เล็ก’ สลักอยู่เป็นใจความสั้นๆ

            กวีหัวเราะแห้งๆ ตัวนั้นคงไม่อยากนึกถึงเท่าใดนัก ว่าหากกลุ่มอื่นที่ติดตามมามิใช่พวกไอริส ป่านฉะนี้พวกเขากระมังที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น 

            และแล้วไอริสและเหล่าองครักษ์จึงเร่งจากไป หลงเหลือเอาไว้เพียงพวกกวีและกลุ่มจู๋เล็กที่มิอาจขยับเขยื้อนไปไหนได้

            ดังสายลมที่โบกพัดเข้ามาและจากไปโดยไม่รู้ตัว กระนั้นทุกสิ่งกลับเกิดขึ้นรวดเร็วจนผู้อื่นตามไม่ทัน

            “กวี นายไปรู้จักกับองค์หญิงโรสเมเรียตั้งแต่ตอนไหน นั่นมันชนชั้นสูงที่ว่ากันว่างดงามที่สุดในใต้หล้าเลยนะเว้ย !!” เรเวเนที่นิ่งเงียบมานานได้เปล่งเสียงตะโกนขึ้น

            ทว่ากวีกลับเลือกเมินที่จะตอบคำถาม เพราะหากเขาเอ่ยออกไปว่าเป็นเพื่อนกัน อีกหลายคำถามคงติดตามมาไม่รู้จักจบจักสิ้น

            “แล้วเราจะเอายังไงต่อ ?” 

            ถ้อยคำของเอมบริโอ้ดึงความสนใจทุกคนได้ชะงัก แม้ตัวเขาเองก็ต้องการล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ทว่ายามนี้หาใช่เวลาที่สมควรแก่การเสาะแสวงหาเรื่องชาวบ้าน เพราะในระหว่างที่พวกเขากำลังเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ศัตรูก็อาจย่างกรายเข้ามาใกล้โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ 

            กลับมาสู่เรื่องการทดสอบ

            คงต้องยอมรับกันตามตรงว่าหนทางยังคงอีกยาวไกล เมื่อรวมกับการ์ดที่พึ่งได้มา รวมแล้ว ณ ปัจจุบันพวกเขามีคะแนนรวมกันคือ1.5คะแนน 

            กวียกปลายมือแตะที่คางราวกับกำลังครุ่นคิด 

            “ตอนนี้ชั้นนึกวิธีการได้อยู่หนึ่งอย่าง ถึงไม่รู้ว่ามันจะได้ผลรึเปล่าก็เถอะ แต่ก่อนหน้านั้น..”

             ถ้อยคำนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน ทว่าก่อนที่เขาจะเริ่มเปล่งถ้อยคำต่อมา สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ พร้อมดวงตาพลันจดจ้องมองไปยังพื้นที่ด้านซ้ายหากแต่มันโล่งเปล่าปราศจากสิ่งใด

            เรเวนและเอมบริโอ้เร่งหันมองตาม ทว่ากลับพบเพียงเหล่าต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณหาใช่สิ่งใดอื่น

            ทันใดนั้น กวีจึงเริ่มต้นเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง เสียงทุ้มของเขาทรงพลังก้องกังวานออกไปจนทั่วพงไพร

            “ออกมาซะ ยังมีอีกกลุ่มที่อยู่ตรงนั้นใช่รึเปล่า !!”

            ทั่วป่ายังคงเงียบสนิท ไร้ซึ่งการตอบรับหรือกวีเพียงคิดไปเอง

            แต่แล้ว ด้านหลังต้นไม้หลายต้นกลับมีบางสิ่งสั่นไหวอยู่ด้านหลัง ปรากฏกายออกมาในรูปลักษณ์ของเหล่าเด็กสาว

            สองในสามมีร่างกายบางแคระแกร็นราวกับเด็กสาวในช่วงเวลาสิบถึงสิบสาม คนแรกมีเส้นผมสีฟ้า ส่วนคนต่อมามีสีเขียวอ่อน ๆ พร้อมส่องสว่างเมื่อยามที่เส้นผมต้องแสง

            คนสุดท้ายมีส่วนสูงเทียบเคียงได้กับพวกกวี เปรียบได้ดังร่างจำแลงของโมโมซึมิก็มิปาน ทว่าเส้นผมของเธอกลับมีสีเทาราวกับเศษเถ้าธุลีหาใช่สีชมพู

            ทั้งสามล่อนกายลงสู่พื้นดิน ฝีเท้าเริ่มต้นย่างก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง

            “เอาอีกแล้ว เจอกับพวกยัยเปี๊ยกอีกแล้ว สมแล้วจริง ๆ ที่เป็นเจ้าผู้กล้าโลลิค่อน”

            กวีเปล่งบางสิ่งที่มิดีมิงามออกมา และในทันใดนั้นเอง ท่าทีที่แฝงความระมัดระวังของเด็กสาวร่างเล็กทั้งสองพลันเปลี่ยนไป สีหน้าของพวกเธอเจือแววความโกรธประหนึ่งไฟ สองเท้าเร่งวิ่งเข้ามาไม่สนสิ่งใดราวกับสัตว์ร้ายในยามที่ถูกปลุกให้ตื่นจากบรรทม

            “พั่บ-”

            ปลายเท้าของหนึ่งในพวกเธอประทับเข้าสู่ใจกลางกล่องดวงใจ กวีมิอาจต้านทานพลังจนเข่าสองข้างจึงต้องทรุดลง

            “พั่บ- พั่บ- พั่บ-”

            เพียงครั้งเดียวคงยังไม่หนำใจ ทั้งสองกระหน่ำปลายเท้าเข้าย่ำยีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นชายอย่างไร้ซึ่งเยื่อใย

            “พวกเธอเป็นบ้าอะไรกับไข่ของชั้นกันนักกันหนาเนี่ย !!” 

            ในดวงตาของกวีปรากฏเป็นอารมณ์ร้อน ในใจของเขาพลันมีไฟโทสะกองสุมพวยพุ่งขึ้นมา ในครั้งก่อนก็ดี ในครั้งนี้ก็ดี เหตุไฉนทุกคนจึงไม่เห็นใจหรือมอบความสงสารให้แก่ไข่น้อยของเขา

            แต่แล้ว แววตาของหญิงสาวผมเทากลับเจือแววแห่งความตกตะลึงในทันใด 

            “อย่าบอกนะว่าเป็นนาย !!”

            เธอกล่าวด้วยเสียงดังประหนึ่งตนล่วงรู้บางสิ่ง ซึ่งกวีย่อมรู้ดีว่าเธอกำลังสื่อถึงสิ่งใด

            เหล่าเด็กสองหยุดชะงักลงเมื่อสิ้นเสียง แววตาตื่นตะลึงราวกับไม่เชื่อในสายตา

            “เยี่ยมไปเลย แสดงว่าโมโมซึมิคงเล่าเรื่องของชั้นให้ฟังบ้างแล้วสินะ งั้นแบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย” 

            ในขณะที่กวีราวกับกำลังเสวนากับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ เอมบริโอ้และเรเวนกลับรู้สึกสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก ว่าเหตุใดโลกมันจึงเล็กยิ่งนัก จึงทำให้ชายผู้นี้ได้พบพานแต่เพียงกับคนรู้จักผ่านทางใดก็ทางหนึ่ง

            แต่แล้ว เธอกลับแปรเปลี่ยนสีหน้าไปอีกครั้ง

            “นายต้องการอะไร ?”

            คำถามนี้เรียบง่ายแต่ได้ใจความ เพราะแม้จะล่วงรู้ถึงตัวตนของกันและกัน ทว่านั่นก็มิได้บิดเบือนความจริงที่ว่ายามนี้ทั้งสองกลุ่มคือศัตรู

            ทว่ากวีกลับไม่คิดเช่นนั้น ใบหน้าหล่อเหลาแฝงเล่ห์กลมิอาจคาดเดา พร้อมกับหนึ่งถ้อยคำที่ถูกกล่าวออกมาโดยไม่มีใครคาดคิด

            “พวกเรามา..”

            ‘ร่วมมือกันเถอะ’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน