สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 220 งั้นช่วยข้าที

        ซุนเฟยวางตะเกียบลงเขามองไปยังกล่องดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองปีศาจสาวพลางถามกลั้วหัวเราะว่า“ไม่มีอาหารกลางวันฟรีบนโลกนี้ นี่คือความจริงที่แม้แต่วณิพกยังรู้เลยหากข้ารับของขวัญชิ้นนี้ไป คงไม่ใช่ว่าข้าจะต้องมีของที่มีราคาสมน้ำสมเนื้อจ่ายให้เจ้าคืนหรือ?"

        “ทำไม กลัวงั้นหรือ?” ปีศาจสาวพูดเย้าแหย่ด้วยน้ำเสียงใจกว้างในขณะที่ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความยั่วยุ

        “อันที่จริงแล้วข้อมูลประเภทนี้มันไม่มีความหมายสำหรับข้าหรอกนะผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงจะเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใครก็แค่ใช้หมัดปิดปากมันเสีย!” ซุนเฟยพูดออกมาด้วยท่าทางมั่นใจแต่มือของเขากลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วยิ่งกว่างูฉกเหยื่อ แสงสีเงินพลันสว่างวูบก่อนที่กล่องสีดำจะถูกดูดเข้าไปในแหวนเก็บของ

        “ท่าน...ข้าไม่เคยพบเจอราชาที่มีนิสัยเช่นท่านมาก่อนเลย!”ปีศาจสาวเจ้าเสน่ห์เห็นฉากตรงหน้าก็พูดไม่ออกไปชั่วครู่นางมองหน้าซุนเฟยด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายได้

        “ยกย่องกันเกินไปแล้ว!” ราชาผู้ไม่มียางอายตอบกลับมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสาวงามดุจหยกชั้นดีตรงหน้า นอกจากจะไม่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแล้วยังแสดงท่าทาง ‘หน้าหนา’ ที่เหนือชั้นกว่าออกมาอย่างไม่อายซุนเฟยพูดต่อไปด้วยท่าทางสบายๆ ว่า “ข้าคิดว่าเจ้าคงอยากจะพูดว่า 'ข้าไม่เคยเห็นราชาคนไหนที่ไร้ยางอายเท่าท่านมาก่อน' แบบนี้หรือเปล่า?ฮ่าๆๆ แต่ข้าไม่สน เพราะอะไรรู้ไหม...เพราะเจ้ากำลังบังคับข้าอย่างไรเล่า ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเสียใจ หากข้าปฏิเสธไม่รับมันดังนั้นข้าจึงกล้ำกลืนฝืนทนรับมันอย่างเสียไม่ได้ แต่เจ้าอย่าได้หวังเชียวว่าข้าจะมอบของที่เท่าเทียมกันให้นะ เพราะข้าไม่มี”

        แพรีสลุกขึ้นมาเทเหล้าให้แก่ซุนเฟยด้วยท่าทางสง่างามใบหน้าสวยเผยรอยยิ้มที่น่าหลงใหลเล็กน้อย “ใช่แล้ว ท่านเดาถูกข้าอยากจะพูดแบบนั้นจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นราชาคนไหนที่ไร้ยางอายเท่าท่านมาก่อนไม่มีใครเหมือนท่านสักคน!”

        ซุนเฟยกลอกตาเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วดื่มอีกครั้ง เขาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง มองดวงจันทร์ที่กำลังสาดแสงลงมาอย่างเงียบๆทันใดนั้นก็ก่อเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ไม่นานพวกเรายังถือมีดไล่สังหารกันประหนึ่งเจ้าตายข้ารอดแต่มาตอนนี้กลับมานั่งทานอาหารพูดคุยกันแบบสบายๆโชคชะตาช่างทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ตอนนี้พวกเราหันมาเป็นสหายแทนศัตรูกันแล้วหรือ?”

        “อะไรคือการพูดคุยกันแบบสบายๆ ฝ่าบาท ท่านช่างหยาบคายยิ่ง”ในดวงตาของแพรีสเป็นมีร่องรอยความโกรธเคืองขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวสงบเดี๋ยวมีเสน่ห์ เดี๋ยวดูสูงส่งเดี๋ยวดูบริสุทธิ์บางครั้งอบอุ่นบางครั้งก็น่าหลงใหล อารมณ์ที่ไม่แน่นอนของนางทำให้ผู้คนรู้สึกหลงใหล

        ซุนเฟยหัวเราะออกมาก่อนจะพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาจนน่าตกใจว่า “ฮ่าๆๆมันเป็นนิสัยเสียที่ข้าแก้ไม่หายจริงๆ เวลาพบสาวงามข้ามักจะชอบกระเซ้าเย้าแหย่นางเช่นนี้...จริงสิ ข้านึกขึ้นมาได้ว่าที่เมืองแซมบอร์ดของข้าได้สถานที่ตั้งค่ายใกล้ๆ แม่น้ำนี้ น่าจะเป็นเจ้าที่จัดการให้ใช่ไหม!”

        “ฝ่าบาททรงทราบขนาดนี้ก็น่าจะรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่!”ปีศาจสาวแสร้งพูดกระเง้ากระงอด

        ซุนเฟยใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆสีหน้าเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา “เรื่องของพวกเจ้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า หากไม่มากระตุ้นข้าข้าก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว”

        “หากองค์หญิงกำลังตกอยู่ในอันตราย ฝ่าบาทจะลงมือช่วยนางไหม?” แพรีสถามออกมา คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

        ซุนเฟยเงียบไปสักพัก

        ผ่านไปชั่วครู่จึงค่อยตอบคำถามนี้“ถ้านางมีอันตรายถึงชีวิต ข้าก็จะช่วยนาง”

        สีหน้าของแพรีสดูแปลกไปเล็กน้อยราวกับทั้งพอใจและไม่พอใจกับคำตอบนี้ ท่าทีแปลกๆเช่นนี้ปรากฏออกมาเพียงวูบเดียวก่อนจะหายไป ทำให้ซุนเฟยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของแพรีสเริ่มจริงจังขึ้น ก่อนที่นางจะถามต่อไปว่า“แล้วถ้าข้าฉันมีอันตรายถึงชีวิต ฝ่าบาทจะช่วยข้าไหม?”

        “ช่วยสิ!” ซุนเฟยตอบกลับมาอย่างหนักแน่น

        “หือ? ทำไมเล่า?”

        “เพราะเจ้าเป็นสาวงามไงเล่าข้าคนนี้คงทนไม่ได้ที่จะต้องมาเห็นสาวงามอย่างเจ้าถูกใครก็ไม่รู้มาทำลายไปต่อหน้าต่อตาอีกอย่างข้าไม่ชอบโศกนาฏกรรม!” ราวกับกินอิ่มแล้ว ซุนเฟยยกผ้ามาเช็ดปากก่อนจะตบท้ายด้วยสุราชั้นดีอีกหนึ่งแก้ว

        แพรีสหัวเราะอย่างพอใจครู่หนึ่ง“ดีเลย งั้นตอนนี้ฝ่าบาทเชิญช่วยสาวงามอย่างข้าได้เลย!”

        “อะไรนะ?” ซุนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง

        ตอนนี้เองด้านนอกร้านเหล้าก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา

        ลูกธนูสีดำที่ดูเหมือนกับจะหลอมรวมเข้ากับความมืดถูกยิงเข้ามาทางหน้าต่างแล้วพุ่งทะยานมายังร่างของแพรีสที่กำลังยืนยิ้มอยู่

        ลูกธนูดอกนี้ปรากฏขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้านี่มันจะแปลกเกินไปแล้ว!

        แต่แพรีสดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้นางชักดาบออกมาจากฝักแล้วสะบัดดาบฟันเข้ากับลูกธนูในอากาศจนเกิดเสียงดังติ้งขึ้นมาสะเก็ดไฟกระจายไปทั่วความมืดลูกธนูที่แฝงไปด้วยพลังที่น่ากลัวถูกแพรีสใช้ดาบฟันขาดสะบั้นเป็นสองท่อน

        ปีศาจสาวเจ้าเสน่ห์อย่างแพรีสนอกจากจะมีใบหน้าที่สวยงามชวนหลงใหลแล้ว ยังเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งอีกด้วย

        “ฟุ่บๆๆ!”

        วินาทีต่อมาลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วนก็ลอยเข้ามาอีกครั้งห่าธนูนี้ยิงทะลุเข้ามาจากกำแพงไม้ของร้านเหล้ากระซิบสายลมเป็นรูเล็กรูใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนแล้วลอยไปยังร่างที่บอบบางของแพรีสท่ามกลางฝุ่นขี้เลื้อยไม้!

        เปลวไฟสีฟ้าอมเขียวพลันระเบิดออกมา

        ทั่วร่างของแพรีสปกคลุมไปด้วยเปลวไฟสีฟ้าอมเขียวนางโคจรคลื่นพลังธาตุไม้อย่างบ้าคลั่งร่างอรชรของนางเคลื่อนไหวไปมาไม่มีหยุดด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึงนางตวัดดาบฟันห่าธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว ทำลายพวกมันเป็นชิ้นๆห้องโถงชั้นหกที่เคยเงียบสงบและอบอุ่น ตอนนี้เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันเสียงปะทะกันของโลหะและสะเก็ดไฟที่กระจายไปทั่วห้องโถงฉากนี้ราวกับบทเพลงซิมโฟนีหมายเลขห้าที่กำลังบรรเลงอยู่ก็ไม่ปาน

        แน่นอนว่าดาบและคลื่นพลังธาตุธาตุไม้ของแพรีสไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

        แต่ห่าธนูที่ลอยเข้ามากลับดูเหมือนจะพุ่งเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายฝูงตั๊กแตนกระหายเลือดที่หิวจนหน้ามืดตามัวกระโดดออกมาจากเงามืดแล้วทะยานเข้าไปหาแพรีส

        ในที่สุดผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านล่างก็รู้สึกได้ถึงสถานการณ์ที่ผิดปกตินี้

        “คุ้มครองท่านแพรีส!”

        เหล่าผู้คุ้มกันทั้งตกใจทั้งโมโหพวกเขารีบวิ่งขึ้นบันไดมายังชั้นหกเพื่อเข้าไปปกป้องปีศาจสาวเจ้าเสน่ห์นางนี้

        แต่ตอนนี้เองเรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

        เสียงสั่นสะเทือนเลือนลั่นก็ดังขึ้นทันใดนั้นกำแพงชั้นห้าก็ระเบิด

        ท่ามกลางฝุ่นขี้เลื่อยไม้มีเงาร่างสีดำหกสายกระโดดข้ามซากกำแพงเข้ามาจู่โจมผู้คุ้มกัน เสียงดาบปะทะกันอุตลุด เปลวไฟหลากหลายสีส่องสว่างสดใสท่ามกลางความมืดไม่ช้า ผู้บุกรุกก็ทำลายบันไดที่จะขึ้นไปยังชั้นหกอย่างรวดเร็วจากนั้นก็พุ่งไปหาผู้คุ้มกันที่พยายามขึ้นไปสนับสนุนแพรีสทั้งสองฝ่ายต่างเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด ประกายกระบี่ดาบปะทะกันวุ่นวายเสียงร้องโหยหวน เลือดสาดกระจาย อวัยวะต่างๆ ปลิวว่อนเต็มไปหมด...

        ในขณะเดียวกันแพรีสที่อยู่บนชั้นหกก็พบกับความยากลำบาก

        คลื่นดาบสามสายที่แหลมคมทำลายกำแพงไม้ชั้นหกจนย่อยยับท่ามกลางฝุ่นขี้เลื่อยไม้สีขาวที่กระจายไปบริเวณปรากฏร่างนักฆ่าสามคนที่สวมชุดเกราะสีดำกระโจนเข้ามาหลังจากห่าธนูเพิ่งหยุดลงไปครู่หนึ่ง แพรีสไม่ทันจะได้พักหายใจก็มีร่างของนักฆ่าสามคนที่มีเปลวไฟสีฟ้าปกคลุมทั่วร่างวิ่งเข้ามาหา!

        “ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!!!”

        ทั้งสามคนต่างกู่ร้องเป็นคำเดียวกันราวกับเป็นเสียงร้องที่ดังมาจากในนรก

        ชิ้งๆๆ!

        แพรีสมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยดาบในมือขยับเคลื่อนไหว ชุดกระโปรงสีขาวพลิ้วไหวไปมา ผมสีบลอนด์ทองสะบัดไปตามแรงลมคล้ายเปลวไฟสีทองกำลังลุกไหม้ ร่างบอบบางขยับดาบอย่างว่องไวเหลือเพียงแสงสีเงินเลือนรางในอากาศ แพรีสเข้าโจมตีนักฆ่าทั้งสามเสียงดาบปะทะกันดังขึ้นไม่หยุดท่ามกลางห้องโถงชั้นหกเต็มไปด้วยสะเก็ดไฟที่กระจายไปทั่วบริเวณราวกับพลุที่ระเบิดอยู่ในความมืด

        ตั้งแต่ต้นซุนเฟยก็แค่นั่งนิ่งๆ อยู่บนเก้าอี้ มองตาปริบๆ

        ก่อนหน้านี้ที่ห่าธนูทำลายกำแพงพุ่งเข้ามาซุนเฟยเองก็ถูกปกคลุมด้วยห่าธนูเช่นกัน แต่สิ่งที่ซุนเฟยทำกลับเหนือชั้นกว่าแพรีสเขานั่งนิ่งๆ อยู่กับที่หลังจากลูกธนูที่สามารถเจาะทะลุกำแพงไม้ที่หนากว่าห้านิ้วเข้ามาได้ทันทีที่มันพุ่งเข้ามาในรัศมีหนึ่งเมตรรอบกายของเขา ฉับพลันลูกธนูเหล่านั้นก็เหมือนติดอยู่ในบึงที่มองไม่เห็น มันไม่สามารถทะลวงเข้าไปด้านหน้าได้ในอากาศปรากฏระลอกคลื่นน้ำโปร่งใสขึ้นมา ก่อนที่มันจะร่วงลงสู่พื้น

        ห่าธนูพวกนี้ไม่มีค่าพอให้ซุนเฟยต้องเคลื่อนไหว

        จนกระทั่งมีเสียงดาบแหลมคมลอยเข้ามาพร้อมๆ กับร่างของใครอีกคนที่ปรากฏตัวขึ้นมา

        ----------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน