TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 38 กายากระบี่

    ตอนที่ 38 กายากระบี่


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    ท่วงท่าการเหินทะยานของเฟิร์สแทบไม่ต่างไปจากตัวเอกในหนังกำลังภายในเลยแม้แต่น้อย ปลายเท้าแตะสัมผัสไปบนยอดไม้ร่างก็โจนทะยานดุจวิหคโผลมร่อนกลางอากาศ


    แม้ระยะทางจากถ้ำกระบี่ที่อยู่ในป่าลึกจะห่างจากบ้านของเขาหลายกิโลเมตร แต่เขาก็กลับมาถึงบ้านได้อย่างรวดเร็ว บนใบหน้ามีเหงื่อผุดพรายออกมาเล็กน้อย นั่นเพราะวิชาท่าร่างของเขายังอยู่ระดับต้น หากสามารถเข้าถึงระดับที่สูงกว่านี้ การใช้พลังคงเล็กน้อยกว่านี้มากอีกทั้งยังมีโอกาสเดินทางบนอากาศได้จริงๆ ด้วย


    หลังจากที่กลับมาเขาก็ทำการอาบน้ำแล้ว ลงมาพักผ่อนด้านล่าง


    ไม่นานสัญญาณบนกำไลข้อมือก็ดังขึ้น มันแจ้งว่าโดนส่งของได้มาถึงเขตพื้นที่บ้านของตนแล้ว


    เฟิร์สเดินไปที่สวนหลังบ้านที่เป็นที่โล่งกว้าง


    “มาแล้ว”


    ด้วยสายตาที่เฉียบคมของเขา มันสามารถสังเกตเห็นสิ่งที่ลอยอยู่ที่ไกลได้


    โดรนส่งของลำหนึ่งมีขนาดใหญ่ถึงเมตรครึ่งกำลังบรรทุกกล่องนิรภัยกล่องหนึ่งบินมาทางนี้


    ต้องรู้ไว้ว่ารอบๆ โดรนตัวนั้นมีม่านพลังที่แม้แต่เวเนเตอร์ดาราแดงยังทำลายได้ยาก และตัวกล่องนิรภัยก็มีความปลอดภัยอย่างสูง มีเพียงเจ้าของกล่องที่ทำการยืนยันด้วยกำไลข้อมือของนิวโฮปเท่านั้นถึงจะสามารถเปิดมันออกได้


    โดรนลำนั้นร่อนลงมายังสวนหลังบ้านในตำแหน่งที่เฟิร์สยืนอยู่


    กล่าวตามตรงแล้วโดรนลำนี้จะระบุเป้าหมายเป็นที่อยู่ของกำไรเวเนเตอร์ ต่อให้เฟิร์สไม่อยู่ที่บ้านของเขา มันก็จะไปส่งอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่าที่นั่นจะเป็นอบิสหรือพื้นที่เสี่ยงมากๆ มันก็จะไม่เดินทางไป


    หลังจากกล่องนิรภัยถูกปล่อยลงมา โดรนลำนั้นก็บินกลับไปในทันที


    เฟิร์สเดินไปที่กล่องนิรภัยนั้นแล้วใช้กำไลแสกนบาร์โค้ดเพื่อเปิดมัน ระหว่างนั้นเองเขาได้กางสัมผัสพลังโดยรอบออกไปแล้ว และตรวจจับสิ่งมีชีวิตบริเวณนั้น


    สัมผัสของผู้ใช้อักขระนั้นละเอียดอ่อนมาก โชคดีที่บ้านของเขาตั้งอยู่ห่างผู้คน มันเขตชาญเมืองที่สงบ จึงไม่ค่อยมีใครผ่านไปมามากนัก


    เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนดักซุ่มอยู่ที่นี่เขาก็เปิดกล่องนิรภัยได้อย่างสบายใจ


    อย่างไรก็ตามสิ่งของที่อยู่ภายในกล่องนี้ก็มีมูลค่าถึงสามพันล้าน เงินก้อนโตขนาดนี้ย่อมเป็นที่ล่อตาล่อใจผู้คน


    แม้คนทั่วจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเวเนเตอร์ แต่มันก็ยังมีเวเนเตอร์ที่ลักลอบทำผิดกลายเป็นโจรหรือผู้ก่อการร้ายก็มี


    มนุษย์นั้นมีความโลภไม่จบสิ้น เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ พวกเขาจึงไม่รังเกียจที่จะใช้มัน


    ภายในกล่องบรรจุแกนสปีริตเรียงรายเป็นแผงอย่างมีระเบียบ 


    เฟิร์สกวาดสัมผัสตรวจนับแกนสปีริตเหล่านี้อย่างรวดเร็ว มันเป็นจำนวนหกพันก้อนอย่างถูกต้อง


    “นิวโฮปช่างเป็นองค์กรที่เชื่อใจได้จริงๆ” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ติดสนุก


    แน่นอนว่าเขารู้จุดประสงค์ของนิวโฮป แต่ชีวิตไม่ควรเคร่งเครียดมากขนาดนั้น


    เมื่อทำการตรวจนับเสร็จแล้ว เฟิร์สก็ทำการย้ายแกนสปีริตทั้งหมดไปไว้ในแหวนมิติเก็บของ ส่วนกล่องนิรภัยเขานำมันไปเก็บไว้ในห้องเก็บของเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต


    กล่องเหล่านี้ล้วนสามารถติดตามได้โดยนิวโฮป หากเฟิร์สเก็บมันเข้าไปในแหวนหรือทำให้มันหายไป นิวโฮปจะต้องสงสัยในตัวเขาอย่างแน่นอน 


    เฟิร์สไม่ต้องการให้ตนเองเป็นจุดเด่นจนกว่าจะสามารถปกป้องตนเองและครอบครัวได้


    “ดูเหมือนว่าฉันจะสามารถฝึกฝนกายากระบี่ได้แล้ว ด้วยการบ่มเพาะระดับนี้ฉันอาจจะสามารถทะลวงขั้นแรกได้ น่าเสียดายที่แรงกดดันกระบี่ในถ้ำอ่อนแอเกินไป ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะรีดเร้นขั้นที่สองให้สำเร็จขึ้นมาก็ได้” เฟิร์สเอ่ยพึมพำ


    สำหรับการบ่มเพาะกายากระบี่ มันคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายที่ได้รับมาจากมรดกเซียนกระบี่


    มันคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายที่เหมาะสมกับระดับผู้ฝึกตน ซึ่งแบ่งออกเป็นห้าขั้นด้วยกัน เมื่อฝึกฝนจนไปถึงขั้นสุดท้ายได้ เขาสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายตนเองแทนกระบี่ที่ทรงพลังเล่มหนึ่งเลยทีเดียว


    เมื่อผู้ฝึกฝนสามารถหลุดพ้นจากขอบเขตผู้ฝึกตนจนกลายเป็นครึ่งเซียนได้ ก็จะต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาฝึกกายเป็นเคล็ดวิชากายาวิญญาณกระบี่


    และเมื่อฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตเซียนได้ ก็มีเคล็ดวิชากายาวิถีกระบี่เหนือโลก


    ทั้งหมดนี้คือมรดกที่เขาได้รับมอบมาจากเซียนกระบี่อู๋หมิง


    “การฝึกกายากระบี่มีส่วนทำให้รับรู้ถึงวิถีกระบี่มากยิ่งขึ้น ที่อีกโลกหนึ่งขั้นกระบี่ของฉันไปถึงขั้นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน และการฝึกฝนกระบี่เข้าถึงวิถีที่สามได้ เพียงการเข้าสู่กระบี่ที่สามก็สามารถนับได้ว่าเป็นครึ่งเซียนกระบี่ได้แล้ว แม้การบ่มเพาะของฉันจะยังไปไม่ถึงขอบเขตครึ่งเซียนก็ตาม ทั้งนี้เพราะการฝึกเคล็ดกายากระบี่ของฉันขึ้นไปถึงขั้นที่ห้าแล้ว ทั้งหมดเพราะผลประโยชน์ของการฝึกฝนเคล็ดวิชาชุดนี้”


    เฟิร์สทำการรื้อฟื้นการฝึกฝนของตนที่อยู่อีกโลกหนึ่ง การเดินทางในวิถีกระบี่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดาย แม้ว่าวิถีนี้จะเป็นสุดยอดวิถีก็ตาม


    เด็กหนุ่มยังไม่รีบออกไปฝึกฝนในทันที เพราะเวลาช่วงเย็นเป็นเวลาของครอบครัว


    พ่อของเขาที่เป็นหมอ แม้บางวันจะทำงานไม่เป็นเวลา แต่ช่วงนี้เขาก็ออกจากบ้านแต่เช้าและกลับมาตอนเย็นเสมอ


    แม้คุณหมอสมคิดจะเป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุน แต่ทักษะของเขาก็ไม่สามารถใช้กับมนุษย์ธรรมดาได้ นั่นจึงทำให้การเป็นหมอของเขายังต้องใช้ทักษะเดิมในการรักษา


    การทำงานของสายสนับสนุนนั้นจะไปกระตุ้นพลังสปีริตที่อยู่ภายในร่างของเป้าหมาย เช่น เมื่อเวเนเตอร์มีบาดแผล สายสนับสนุนสามารถใช้ทักษะกระตุ้นพลังสปีริตภายในร่างให้ฟื้นฟูร่างกายได้เร็วกว่าปกติได้ สายสนับสนุนระดับสูงบางคนกระทั่งสามารถต่อแขนขาให้งอกใหม่ได้เลยก็มี


    ดังนั้นการเป็นหมอของสมคิดจึงไม่ต่างไปจากคนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย


    “เฟิร์สพ่อกลับมาแล้ว ดูสิวันนี้พ่อซื้ออะไรกลับมาด้วย”


    “โหพ่อ ทำไมซื้อมาเยอะขนาดนี้ พวกเรากินไม่หมดหรอก”


    “ไม่หมดก็เก็บไว้กินพรุ่งนี้สิ”


    “แต่เฟิร์สเบื่อนี่น่า ไม่อยากกินของซ้ำๆ เดิมๆ”


    “ไอ้ลูกคนนี้นิ ไป ... เอากับข้าวไปใส่จานได้แล้ว”


    บรรยากาศในบ้านหลังสีขาว ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุข


    เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสองกำลังสร้างบรรยากาศที่ดีในการอยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะได้ลืมเรื่องเศร้าๆ ที่ผ่านมา


    ท่าทางของเฟิร์สเมื่ออยู่กับพ่อของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้วางมาดที่เย็นชาอีกต่อไป เมื่ออยู่กับครอบครัว เขาต้องการเป็นแค่เด็กธรรมดาของพ่อเท่านั้น


    วันรุ่งขึ้น 


    เด็กหนุ่มเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลาระหว่างนี้เขาต้องการบ่มเพาะให้ไวที่สุด บรรลุขั้นดาราขาวเจ็ดแฉกภายในก้าวเดียว


    ร่างอันผอมบางในเสื้อยือสีขาวอันหลวมโพล่งทะยานตามยอดไม้


    โชคดีที่ที่นี่ลับตาผู้คน การเคลื่อนไหวของเขาจึงไม่ได้เป็นที่สะดุดตามากนัก


    เฟิร์สตรงไปยังถ้ำกระบี่ของตน


    เมื่อเขาเปิดผนึกวงแหวนอักขระตรงปากถ้ำ สายลมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันกระบี่ก็พัดผ่านใบหน้า จิตวิญญาณรับรู้ถึงเจตจำนงกระบี่ ราวกับมีเสียงกระบี่กระทบกันมากมาย แต่ความจริงแล้วมันกลับไม่มีเสียงนั้นเลยแม้แต่น้อย


    เด็กหนุ่มเดินเข้าไปภายในถ้ำและไม่ลืมที่จะปิดผนึกปากถ้ำเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครมารบกวน


    เมื่อเขาเดินมาถึงห้องโล่ง แสงสว่างจากวงแหวนอักขระก็เรืองแสงออกมา รอบกายมีแรงกดดันกระบี่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างนับไม่ถ้วนจากรอยจารึกกระบี่เหล่านั้น


    “เอาล่ะ ได้เวลาแล้วที่ฉันจะได้ฝึกฝนกายากระบี่” เด็กหนุ่มกล่าวพึมพำด้วยแววตาที่เจิดจ้า


    เขายืนอยู่กลางวงแหวนอักขระค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อย แล้วนำแกนสปีริตจำนวนหนึ่งออกมา


    “เมื่อทะลวงระดับสามต้องใช้แกนสปีริตสองร้อยก้อน การจะทะลวงระดับสี่ก็ต้องใช้แกนสปีริตแปดร้อยก้อนสินะ”


    เฟิร์สทำการแบ่งแกนสปีริตออกมาในจำนวนสิบสองกลุ่มเท่าๆ กันแล้ววางตามตำแหน่งของค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อย หลังจากนั้นเขาก็โคจรกระตุ้นการทำงานของค่ายกลในทันที


    โลกนั้นพลันเปลี่ยนไป แกนสปีริตทั้งสิบสองกองกลายเป็นดวงแสงทั้งสิบสองดวงทันที


    “การฝึกฝนเคล็ดวิชากายจำเป็นต้องหลอมรวมการบ่มเพาะให้เข้ากับร่างกาย ใช้แรงกดดันกระบี่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของร่างกาย ฝึกกายให้กลายเป็นกระบี่”


    ดวงตาของเฟิร์สพลันสว่างขึ้น ก่อนที่เจตจำนงกระบี่ของเขาจะไปกระตุ้นจารึกกระบี่ที่อยู่รอบๆ ห้อง จนทำให้จารึกเหล่านั้นส่งเจตจำนงกระบี่ออกมา กลายเป็นภาพตระการตาราวกับมีกระบี่นับหมื่นนับพันกำลังร่ายรำอยู่รอบๆ ตัวเขา


    ซึ่งในวินาทีนี้เองเฟิร์สก็ดูดซับทั้งพลังสปีริตและเจตจำนงกระบี่เข้ามาในร่างกาย 


    กลายเป็นการบ่มเพาะพลังสปีริตและเคล็ดวิชากายากระบี่ไปพร้อมๆ กัน