"น้องชายข้าไม่ได้มีความสามารถเช่นนั้นหลอก เจ้าดูนี่" ฉีเยี่ยนแบมือ เซี่ยซีหานมองเห็นก้อนหินประหลาด มันมีอักษรเวทย์สลักไว้รอบหิน มันเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ จางๆ อยู่
ฉีเยี่ยนเอามือออกจากตัวเซี่ยซีหานหินประหลาดแสงสีทองอยู่ๆ ก็จางลงจะไร้แสง
"หินรู้ใจ มันเป็นของยอดนิยมที่หาซื้อได้ไม่ยากในอาณาจักรชั้นสามราคาเพียงหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นบูลนี่เท่านั้น ไม่แพงเลยใช่ไหม ฮะฮาฮา แต่ที่มันไม่แพร่หลาย ส่วนหนึ่งเพราะว่า 'หินรู้ใจ' คือสมบัติวิเศษที่ถูกควบคุม คนที่จะมีมันได้มักจะต้องเกี่ยวข้องกับอาณาจักร หรือสำนักวิหารศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่สำคัญเท่านั้น"
ฉีเยี่ยนโยนหินรู้ใจให้เซี่ยซีหาน ส่วนตัวเซี่ยซีหานเขาเกือบรับมันไม่ทันแน่ะ เกิดเป็นภาพคว้าจับอย่างร้อนรน
"ของขวัญนี้มอบให้น้องชาย" เซี่ยซีหานยิ้มตอบบางเบาเมื่อได้ยินฉีเยี่ยนพูด
ก่อนที่ตัวเขาจะรู้ตัวรีบหยิบแผ่นศิลาจารึกยุทโธปกรณ์เวทมนตร์สงครามออกมา "พี่ชายฉีเยี่ยนน้องชายเซี่ยซีหานมอบให้ท่านแทนคำขอบคุณจากความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพี่ชายขอรับ" ตอนยื่นจารึกเซี่ยซีหานโค้งตัวต่ำหน้ามองดิน มือยกสูงเหนือศีรษะ
ฉีเยี่ยนหัวเราะ เขาหยิบแผ่นศิลาจารึกยุทโธปกรณ์เวทมนตร์สงครามจากมือเซี่ยซีหาน จากนั้นก็ส่งจิตตระหนักรู้เข้าไป และเขาก็รับรู้ว่าศิลาจารึกนี้มีอะไรซ่อนอยู่ด้านใน
หลังจากฉีเยี่ยนทำความเข้าใจมันบางส่วนเสร็จ เขาก็โยนให้เซี่ยซีหานกลับคืนไป
เซี่ยซีหานงงงัน
"ไม่ต้องงงเจ้าน้องชาย เจ้าเก็บสิ่งนี้ไปเถอะ สำหรับข้า แม้มันจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร อย่างมากก็คงเพียงได้รับทรัพย์สินเพิ่มเล็กน้อย ราวห้าสิบถึงหกสิบล้านบูลนี่ก็เท่านั้น แต่สำหรับเจ้านี่คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ หากเจ้ามอบสิ่งนี้ให้อาณาจักรของข้า อาณาจักรดาบที่สิบสาม เจ้ามีโอกาสได้รับฐานะผู้มีเกียรติของที่นั่นและได้เข้าไปอยู่ในอาณาเขตปลอดภัย สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าได้มีชีวิตที่ดีในดินแดนที่ข้าอยู่"
ดวงตาเซี่ยซีหานเป็นประกาย เขารู้สึกว่าจำต้องมองฉีเยี่ยนผู้นี้ใหม่ นี่เขาไม่ได้เข้าหาข้าเพราะคิดจะขโมยไอ้ของสิ่งนี้จากข้าไป แล้วฆ่าข้าทิ้งอย่างนั้นเหรอ เซี่ยซีหานดูคล้ายจะไม่เข้าใจฉีเยี่ยน จนเรียกว่าประหลาดใจเลยก็ว่าได้
ฉีเยี่ยนเห็นใบหน้าโง่ๆ ที่เยาว์วัยของเซี่ยซีหาน เขายักคิ้ว และเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา นั่นเพราะจากหินรู้ใจ ฉีเยี่ยนรับรู้ได้ว่าเซี่ยซีหานไม่ใช่ชายที่เลวร้ายอะไร และเหมาะที่เขาจะลงทุนลงแรงผูกสัมพันธ์
"เจ้าคงสงสัยว่าทำไมข้าถึงทำดีกับเจ้า เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าฉีเยี่ยนจะพูดกับเจ้าตรงๆ ไอ้น้องชาย ในอนาคตไม่ว่าเจ้าจะยอมรับข้าหรือคบข้าเป็นสหาย หรือพี่ชายหรือไม่มันก็สุดแท้แต่กับตัวเจ้า"
"ข้าชอบเจ้าเพราะเจ้ามีพรสวรรค์ นอกจากนั้นเจ้าก็ดูจะมีบางอย่างคล้ายกับข้า มีพรสวรรค์เดินอยู่บนสองวิถีทั้งผู้วิเศษและนักรบเช่นข้า แต่พวกเราสองคนกับไร้รากฐานไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ เจ้าคงจะคิดว่าทำไมข้าถึงรู้ นั้นง่ายดาย หากเจ้าเกิดในตระกูลใหญ่ของอาณาชั้นสูงตั้งแต่ชั้นที่สองเป็นต้นไป เชื่อเถอะว่าต้นตระกูลของเจ้าจะมีผู้วิเศษร่ายเวทย์คุ้มกายเจ้า อย่างน้อยหนึ่งหรือสองอย่าง นอกจากนั้นบนตัวเจ้าจะต้องมีสมบัติวิเศษช่วยชีวิต"
"แต่ทันทีที่เจ้าโดนหมัดทำลายของกัวเฉินผู้ติดตามของข้า ข้าไม่พบสิ่งใดๆ ในตัวเจ้าเลย นั่นเพราะเจ้าไร้รากฐาน ไร้ผู้สนับสนุน และข้าก็ไม่ต่างกัน ข้าก้าวเดินและแข่งขันกับเหล่าลูกหลานผู้มีเกียรติ แต่ลึกๆ ข้าก็เบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน การได้พบเจอคนแบบตัวเองไม่ง่าย และข้าก็อยากจะสนับสนุนเจ้า หากวันหนึ่งเจ้าได้ไปที่อาณาจักรดาบที่สิบสาม เจ้าสามารถไปหาข้าได้ แม้ข้าจะไม่อาจจะช่วยเจ้าได้ทุกอย่าง แต่ข้าจะพยายามช่วยเจ้าอย่างดีที่สุด"
"และสุดท้ายเจ้าคงคิดว่าเจ้ามีประโยชน์อะไรกับข้า ในเมื่อข้าทำดีกับเจ้ามากมาย ใช่ข้าคาดหวังบางอย่างกับเจ้า แต่ไม่ใช่ตัวเจ้าในตอนนี้อย่างน้อยๆ เจ้าต้องเป็นผู้ฝึกปราณขอบเขตทะเลปราณ หรือเป็นผู้วิเศษอาณาจักรวิญญาณเป็นอย่างน้อยเสียก่อน เจ้าถึงจะมีคุณสมบัติที่พอจะช่วยข้าได้บ้าง ที่ที่ข้าอยู่นั้นขอบเขตที่ต่ำกว่านี้นับว่าไร้ประโยชน์"
"ทำไม" เซี่ยซีหานถามอย่างงงงันและใคร่รู้
ฉีเยี่ยนถอนหายใจและมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
"เจ้าคิดว่าโลกนี้สงบสุขงั้นเหรอ แม้ในอาณาจักรชั้นที่หนึ่งนี้จะดูวุ่นวายและมีการแก่งแย่งกันอยู่บ้าง แต่สำหรับข้าที่อยู่อาณาจักรชั้นที่สาม ที่นี่ช่างสุขสงบ จนข้าอยากจะมาสร้างบ้านพักผ่อนที่นี่เลยล่ะ... แต่ถ้าเจ้าได้รู้ความจริงของโลกใบนี้ เจ้าอาจจะอยู่ไม่สุขเหมือนข้า... และพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อมีชีวิตไปอีกวัน"
"พี่ชายมันคือเรื่องอะไรกัน..."
"เจ้าอยากรู้ อยากรู้มันจริงๆ หรือ แต่ข้าขอบอกเจ้าอะไรบางอย่าง หากเจ้าได้รู้ความจริง เจ้าอาจจะไร้กำลังใจที่จะมีชีวิต และอาจจะเลือกที่จะใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ ก็ได้" ฉีเยี่ยนย้ำเตือนเซี่ยซีหาน
แต่ไม่รู้ทำไมเซี่ยซีหานกลับรู้สึกว่า เขาอยากรู้เรื่องนี้อย่างแท้จริง
ดังนั้น เขาจึงพูดน้ำเสียงที่หนักแน่นกับฉีเยี่ยน
"พี่ชายฉีเยี่ยนข้า... ข้าอยากรู้มันจริงๆ ข้าไม่กลัวที่จะได้รู้ แต่กลัวที่จะไม่รู้มากกว่า"
"ดี" ฉีเยี่ยนพูดพร้อมหันหน้าเข้าหาเซี่ยซีหาน จากนั้นเขาก็จ้องดวงตาเซี่ยซีหาน เพื่อดูว่าเขาคู่ควรที่จะรับรู้ความจริงของโลกใบนี้หรือไม่
ดวงตาของเซี่ยซีหานมีความแน่วแน่
และเมื่อเป็นแบบนั้น ฉีเยี่ยนถอนหายใจและพูด
"เทพเจ้าที่ปกป้องพวกเราเริ่มบิดเบี้ยว พระองค์ถูกกลืนกินและค่อยๆ เสื่อมทรามไปในเส้นทางแห่งความมืดมิด โลกใบนี้เริ่มแตกร้าว ทางเลือกของพวกเราอาจจะเป็นเส้นทางแห่งการสังหารเทพเจ้า แต่การฆ่าเทพเจ้ากับยากอย่างยิ่งยวด ไม่มีผู้ใดที่สามารถทำสำเร็จได้ และจิตใจที่เริ่มบิดเบี้ยวขององค์เทพตอนนี้ เริ่มส่งผลต่อผู้คนในโลกใบนี้ ผู้ศรัทธาและผู้ได้รับอำนาจภายในจากพระองค์ จิตใจของเหล่านักบุญและเทวทูตตัวตนที่สูงส่งในขอบเขตที่เหนือกว่าปราชญ์ พวกเขาเริ่มถูกความมืดเข้าครอบงำ"
"โชคดีเล็กๆ ที่เทพเจ้าหลายพระองค์มีช่วงเวลาที่รู้ตัวและต่อสู้กับด้านมืดของตัวเอง พระองค์จึงเริ่มตัดการเชื่อมโยงกับเหล่านักบุญและเทวทูตของพระองค์ และมอบวิวรณ์อันเป็นทางเลือกให้แก่มนุษย์เพื่อเป็นทางรอด หนึ่งคือการฆ่าพระองค์ให้ตายและกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจ"
"สองหาผู้ล้ำเลิศไปช่วงชิงอำนาจแห่งพระองค์ เพื่อไปแทนที่"
"สามทำลายรากเหง้าของสิ่งที่กำลังกลืนกินเหล่าพระองค์..." พูดถึงตรงนี้ฉีเยี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง ซึ่งมันทำให้เซี่ยซีหานใคร่รู้กว่าเดิมจนเขาต้องถามฉีเยี่ยน
"อะไรคือรากเหง้าที่กลืนกินเหล่าเทพเจ้า"
"ความโกลาหลแรกเริ่ม ความมืดมิดอันเป็นจุดเริ่มต้นของโลกใบนี้ ความโลภในชีวิตอมตะของเหล่าเทพเจ้า... สิ่งที่ถูกผนึกใต้แผ่นดินนี้มาเนิ่นนาน พวกมันถูกเรียกว่า 'คนนรก' แต่เจ้าน่าจะรู้จักพวกมันในชื่ออมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าไม่รู้ เหล่าอมนุษย์คือพลังเพียงเสี้ยวเดียวของคนนรก คนนรกนั้นมีอำนาจดุจเทพเจ้า พวกมันคือต้นกำเนิดของพลังแห่งนิรันดร์และความเป็นอมตะ แต่ในพลังแห่งความเป็นนิรันดร์และอมตะนั้น มันก็แฝงไว้ด้วยความบิดเบี้ยวและจิตใจอันเสื่อมทราม ความกระหายอันไร้ที่สิ้นสุด โลกใบนี้มีประวัติศาสตร์ที่หลับใหลมากมายของเหล่าคนนรก"
"เงื่อนไขข้อที่สามดูจะเป็นไปได้ยากที่สุดใช่หรือไม่" เซี่ยซีหานถาม
ฉีเยี่ยนพยักหน้าและพูดว่า ใช่ใช่ใช่ ก่อนจะพูดเรื่องสำคัญต่อ
"แต่นั้นกลับไม่ใช่ปัญหาที่เลวร้ายที่สุด ปัญหาที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เหล่าผู้ที่จากไปต่างกลับมา เทพเจ้าจากยุคสมัยบรรพกาล พวกเขากลับมาอีกครั้งเพราะปรารถนาพลังแห่งความเป็นอมตะ และอำนาจของเทพเจ้าทั้งหลายของพวกเราที่ถูกครอบงำ โลกใบนี้กำลังถูกกัดกร่อนจากอำนาจชั่วร้ายทั้งจากภายในและภายนอก ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายของพวกเราคืออะไร สุดท้ายแล้วก็มีแต่สิ่งที่เลวร้ายรออยู่ เมื่อไหร่ที่พวกเราฆ่าเทพเจ้าของพวกเราสำเร็จ เทพเจ้าจากภายนอกก็จะเข้ามาที่โลกใบนี้ได้ พวกเขาไม่สนใจว่ามนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ใดๆ ของโลกใบนี้จะมีชีวิตอย่างไร สิ่งที่พวกเขาสนใจคือ ชิ้นส่วนแห่งอำนาจและความเป็นเทพของโลกใบนี้ ต่อให้คนทั้งหมดของโลกใบนี้ตายลง แต่พวกเขาได้มันไป เทพภายนอกก็คงมีแต่รอยยิ้ม"