อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 138 เข้ามา... (2)

    ตอนที่ 138


    “เพลงกระบี่เทพพยัคฆ์...”

     

    “ปัดกวาด”

     

    ตูม!!

     

    ไม่ทันที่เพลงกระบี่เทพพยัคฆ์จะระเบิดอำนาจพลังใด ๆพลานุภาพสยบขวัญจากขวานศิลาก็สร้างกระแสลมกรรโชกซัดไล่หลังกันม้วนร่างของหมดสภาพของ โจวคุนหมิง ให้กลิ้งเกลือกไปกับพื้นลานกว้าง ฝุ่นตลบอบฟุ้งเปรอะเปื้อนอาภรณ์มือปราบที่ภาคภูมิใจให้ดูมิต่างผ้าขี้ริ้ว

     

    กระบี่ในมือของชายหนุ่มคดงอม้วนยับเยินราวกับถูกขยำใบหน้าที่ขาวซีดยังเต็มไปด้วยเศษหินเศษดิน กระบวนท่าเพลงกระบี่เมื่อครู่คือกระบวนท่าที่ 10 แล้ว... นั่นเท่ากับว่า โจวคุนหมิง พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงโดยที่ ซุน ยังมิได้ขยับจากตำแหน่งยืนแรกเริ่มด้วยซ้ำ

     

    อีกทั้ง ซุน ยังตอบโต้ทั้ง 10 กระบวนท่า ด้วยการกวัดแกว่งขวาน 10ครั้ง!!

     

    ดวงตาของ โจวคุนหมิง สั่นไหวเผยความไม่อยากจะเชื่อออกมาทั้งร่างกายและจิตใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าในทางกลับกันมันก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่ว่าจะระเบิดกระบวนท่าเพลงกระบี่ที่ทรงพลังมากมายเพียงใด สุดท้ายรังสีกระบี่ที่ปลดปล่อยออกมาก็ถูกสยบราบคาบด้วยพลังมหาศาลและแรงลมกรรโชกจากขวานศิลา

     

    สมาชิกหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ที่เฝ้ามองอยู่ ล้วนจิตใจสะท้านสะเทือน...แม้ว่าในกลุ่มผู้เยาว์ที่มิได้รับเลือกเข้าประลอง ตัวของ โจวคุนหมิงจะมิใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็นับเป็น 1 ใน 5 คนที่มีโอกาสสูงสุดก็ว่าได้ ดังนั้นย่อมไม่มีใครคิดว่าจะถูกกำราบบดขยี้ด้วยผู้เยาว์ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินผู้หนึ่ง!!

     

    หลายคนอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองมายัง ซุน ด้วยความรู้สึกล้ำลึกจากความโกรธเคืองที่ ซุน ได้ป้ายรับรองสิทธิ์เข้าร่วมการประลองอย่างไม่ยุติธรรมเวลานี้ความรู้สึกเหล่านั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน ไม่อาจชี้วัดความสามารถของเด็กหนุ่มผู้นี้จากพื้นฐานที่แผ่ล้นออกมา

     

    ไป๋หู่จิวหรง และผู้โดดเด่นทั้ง 3 คน สลับหันมองหน้ากัน...เพียงแค่คิดว่าในการประลองใหญ่จะมีโอกาสประมือกับ ซุน ก็ยังนึกภาพไม่ออกในทันทีว่าจะสามารถสยบขวานอันทรงพลังนี้ได้อย่างไร...

     

    “นี่สินะ เพลงขวานวายุตระกูลซ่งที่ถูกร่ำลือไปทั่วเมืองบุปผาแดงในเวลานี้... ไม่แปลกใจเลยที่ ซุนสามารถเอาชนะการประลองในเมืองบุปผาแดงได้ด้วยเพลงขวานอันทรงพลังที่ไม่จำเป็นต้องพึงพาการเคลื่อนไหว

     

    ถึงมันจะยังเป็นวรยุทธที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในด้านพลังเพียงอย่างเดียวก็นับว่าไร้เทียมทานมากพอแล้วสามารถกลบทับความไม่สมบูรณ์ได้อย่างมิดชิด...” ไป๋หู่จิวหรง เอ่ยพึมพำทั้งรอยยิ้มนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นพลังฝีมือของ ซุน และนางก็รู้สึกประทับใจยิ่งนัก

     

    มู่เจี้ยน ท่าทีนิ่งสงบ เพราะคาดเดาผลลัพธ์ไว้อยู่แล้ว... นับตั้งแต่ที่ซุน เคยสลายปราณกระบี่ของตนในโรงเตี้ยมได้ เวลานั้นรังสีกระบี่ที่ ซุน แผ่ซ่านออกมาเปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับบางอย่างทำให้ มู่เจี้ยน ก็พอจะคาดคะเนขอบเขตความสามารถของ ซุน ได้บางส่วนแล้ว

     

    รู้แก่ใจด้วยซ้ำ ว่าเพลงขวานของ ซุน ในเวลานี้ มิใช่ขอบเขตความสามารถสูงสุดอีกต่อไปทว่าหาก ซุน ได้จับกระบี่สีทองทื้อบิ่นเล่มนั้นเมื่อใด จะต้องเผยความเหี้ยมหาญสยบขวัญคู่ต่อสู้มากยิ่งไปกว่านี้แน่นอนแต่เพราะ ซุน จงใจเก็บงำฝีมือแท้จริงไว้มากกว่า...

     

    ไป๋หู่จิวหรง มีความสนอดสนใจวรยุทธแขนงต่าง ๆ เป็นพิเศษทว่านางก็ยังไม่เคยเห็นเพลงขวานที่ดุดันมุ่งเน้นพลังทำลายล้วนเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกอยากจะเห็นเพลงขวานที่ทรงพลังมากยิ่งไปกว่านี้...

     

    นางยกแขนขึ้นข้างหนึ่งจากภายในกระโจม ประกาศผล…

    “โจวคุนหมิง... เจ้าแพ้แล้ว หากยังคับข้องใจก็ต้องวางเดิมพันอีกครั้งในจำนวนสองแสนเหรียญทองตามที่ ซุน ได้เคยตั้งเงื่อนไขเอาไว้แต่หากยอมรับความพ่ายแพ้ ก็จงก้าวถอยออกมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่น”

     

    โจวคุนหมิง ใบหน้าด้านชา แต่ตอนนี้ตนก็ยังไม่อาจหาวิธีจะเอาชนะกระบวนท่าทำลายล้างเช่นนั้นได้จึงกัดขบฟันแนบแน่น เขม็งมองมายัง ซุน...

    “อย่าคิดว่าพลังฝีมือของข้าอ่อนด้อยกว่าเจ้า... เป็นเพราะเงื่อนไข10 กระบวนท่าตัดสินต่างหากจึงทำให้ข้าพ่ายแพ้!! ทว่าหากต่อสู้จริงไม่มีกติกานี้อีกไม่เกิน 20 กระบวนท่า ข้าจะต้องหาจุดอ่อนในเพลงขวานของเจ้าเจออย่างแน่นอน!! และด้วยการแบกขวานหนักอึ้งเช่นนั้น หากข้าคิดจะใช้วิชาตัวเบาเพื่อหลบหนีเจ้าก็ไม่มีทางตามความเร็วของข้าได้ทัน ข้าพ่ายแพ้เพราะกติกา...มิใช่ความสามารถ!!”

     

    น้ำเสียงของ โจวคุนหมิง ยังเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองเชื่อมั่นว่าตนมิได้อ่อนด้อยกว่า ซุน อย่างแน่นอนหากประลองอย่างยุติธรรม...

     

    ซุน แย้มรอยยิ้มแสนอ่อนโยน...

    “พี่ชาย... กลับไปนอนคิดหาวิธีสักคืนก่อนก็ได้ไว้พรุ่งนี้ค่อยกลับมาแก้มืออีกครั้ง... จนกว่าจะถึงวันประลองจริงในอีก 7 วันข้านั้นพร้อมรับคำท้าจากท่านเสมอ ขอเพียงท่านไม่ลืมว่าเงื่อนไขเดิมพันจะต้องมากขึ้นเท่าตัวในทุกๆ ครั้ง

     

    ยิ่งท่านมาช้า และมีคนมาท้าทายข้ามากยิ่งขึ้น ค่าเดิมพันก็อาจจะสูงเกินกว่าที่ท่านจะจ่ายไหว...นี่ข้าเตือนท่านด้วยความเป็นห่วงนะ ข้านั้นเป็นห่วงเงินของท่านจริง ๆพรุ่งนี้หลังหาวิธีการได้แล้ว มาทดสอบดูแต่เช้าเลยก็ได้...” ซุน เผยแววตาให้กำลังกับโจวคุนหมิง

     

    ทว่าผู้ใดที่ได้ยินได้เห็น กลับต้องรู้สึกตรงกันข้ามอย่างช่วยไม่ได้…

     

    โจวคุนหมิง ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากคำรามเสียงลั่นดังด้วยความเจ็บใจก่อนจะก้าวจ้ำพรวดพราดออกมาจากม่านแสงของการประลอง... ยามนี้ โจวคุนหมิง ยังไม่กล้าจะสู้หน้าผู้ใดในหน่วยสมองคิดแต่เพียงวิธีการรับมือกับ ซุน ให้ได้ในการประลองครั้งหน้า ยังไม่ยอมตัดใจ...

     

    ในตอนนั้นเอง ที่หนึ่งในสมาชิกหน่วยระดับผู้เยาว์อีกคนพลันพุ่งทะยานเข้ามาในม่านแสงสีฟ้าแทนที่โจวคุนหมิง ที่ออกไป... เป็นชายร่างกำยำที่มีไอดุร้ายแผ่ซ่านราวกับสัตว์อสูร อาภรณ์เครื่องแบบแทบมิอาจปกปิดมวลกล้ามที่จวนจะปริแตกออกมาได้...

     

    ซุน เบิกตากว้างทันที คล้ายมีอาการเลิ่กลั่กหวาดหวั่นเล็กน้อย...ทว่าในใจกลับหัวเราะร่า นึกขึ้นได้ว่าตนต้องแสดงอากัปกิริยาหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างมิเช่นนั้นการต่อสู้เมื่อครู่กับ โจวคุนหมิง อาจทำให้คนอื่น ๆ ไม่กล้าออกมาเดิมพันด้วย

     

    อีกฝ่ายเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยิ่งย่ามใจ เขม็งแววตาแข็งกร้าว พยายามจะสะกดข่มทันที...วาดแขนที่กำยำล่ำสันออกไปเพียงครั้ง เหรียญทองกว่าสองแสนพลันร่วงกรูลงมา...

    “นามของข้าคือ ตู้เจี่ยเลี่ย ขอท้าประลองกับเจ้า!!”

     

    ซุน เผยท่าทีลังเลใจไม่น้อยก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วงวาดแขนออกไปเก็บเหรียญทองทั้งหมด โค้งตัวสุภาพ... “ข้ารับคำท้าขอพี่ชายโปรดออมมือ”

     

    ตู้เจี่ยเลี่ย หัวเราะร่าออกมา ดวงตาเหี้ยมหาญทะยานพุ่งดุจลูกเกาทัณฑ์

    “โจวคุนหมิง ช่างโง่ยิ่งนักที่ปะทะเข้ากับขวานใหญ่นั่นตรง ๆ ขอเพียงเลี่ยงหลบได้สักคราชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม!!”

     

    ตู้เจี่ยเลี่ย นอกจากจะแข็งแกร่งไม่ด้อยกว่า โจวคุนหมิง แล้วยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เป็นหนึ่งในมือปราบที่ไม่ถนัดเพลงกระบี่ทว่าฝึกฝนร่างกายมาอย่างแข็งแกร่งด้วยวิชากระดูกเหล็กกล้า สายตาจดจ้องไปยังขวานศิลาแนวแน่ขอเพียงตั้งสมาธิไปยังขวานเล่มนั้น เชื่อว่าการตวัดแม้จะรวดเร็วเพียงใด ตนก็สามารถหลบเลี่ยงได้...

     

    10 ก้าว 5 ก้าว 3 ก้าว...

     

    น่าแปลกที่เข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ ขวานศิลากลับยังไม่ถูกยกขึ้น...

     

    2 ก้าว... 1 ก้าว... ครึ่งก้าว!!

     

    ตู้เจี่ยเลี่ย เบิกตากว้าง เข้ามาจึงถึงระยะประชิดเพียงนี้ ซุนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยกขวานศิลาขึ้นมา และด้วยความที่ ตู้เจี่ยเลี่ย แบ่งสมาธิทั้งหมดจดจ่อไปยังขวานศิลาจึงไม่อาจจับการเคลื่อนไหวของ ซุน ได้ถี่ถ้วน รู้ตัวอีกครั้งมือข้างหนึ่งของ ซุนก็ตะปบคว้าคร่ากุมลำคอของตนเอาไว้เสียแล้ว

     

    ดวงตาของ ตู่เจี่ยเลี่ย เบิกโพรงแทบถลน มิอาจเปล่งเสียงใด ๆเล็ดลอดผ่านลำคอ ใช้พลังจากแขนที่กำยำทั้งสองข้าง พยายามจะดึงมือจากกำลังแขนเพียงข้างเดียวของซุน ออก ทว่ามันกลับรู้สึกราวกับว่ามือและนิ้วของ ซุนเป็นโลหะที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเคล็ดวิชากระดูกเหล็กกล้าของตนเสียอีก

     

    ซุน แสยะยิ้มชั่วร้ายขึ้น แขนเพียงข้างเดียวยกร่างของ ตู้เจี่ยเลี่ยให้ลอยสูงเหนือพื้น ชายร่างกำยำดิ้นพร่านขัดขืนใบหน้าเขียวม่วง แต่คล้ายจะไร้ประโยชน์...มวลกล้ามเนื้อมหาศาล พร้อมกับพื้นฐานลมปราณชั้นสีเขียวขั้นที่ 3 ระเบิดออกเต็มกำลังแต่ก็ยังไร้วี่แววจะดิ้นหลุดไปได้... ตู้เจี่ยเลี่ย ค่อย ๆ เผยสายตาหวาดกลัวสุดพรรณนาเข้าแทนที่

     

    ซุน หัวเราะเสียงเย็น...

    “พี่ชาย... ท่านจะรู้สึกหวาดกลัวต่อขวานศิลาก็ไม่นับว่าผิดแต่ข้าอยากจะบอกท่านว่า ตัวข้านั้นน่ากลัวกว่าขวานศิลานับร้อยเท่า!! ดังนั้นท่านไม่ควรละสายตาจากตัวข้ายามที่ประมือ...อันที่จริงข้าก็อยากจะเล่นกันท่านสัก 10 กระบวนเฉกเช่นพี่ชายก่อนหน้านี้แต่คิดไปคิดมามันจะเสียทั้งเวลาและโอกาสสำหรับพี่ชายท่านอื่น ๆ

     

    ดังนั้น... วันนี้ท่านกลับไปคิดหาวิธีสักคืนก่อนก็แล้วกัน อย่าได้วิ่งดุ่มๆ เข้ามาเช่นนี้อีกเลย เพราะมันช่างไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า...” กล่าวจบซุน ก็ตวัดแขนขว้างร่างทั้งร่างของ ตู้เจี่ยเลี่ย ราวกับไร้ซึ่งน้ำหนักปลิดปลิวลอยสูงเหนือพื้นก่อนจะทะลุม่านแสงสีฟ้า โดยที่ไม่เหลือโอกาสใด ๆ ให้ตู้เจี่ยเลี่ย ได้หยุดร่างที่ลอยเคว้งเช่นนี้เอาไว้

     

    ตามกติกาแล้ว เมื่อออกจากม่านแสงสีฟ้า ก็เท่ากับพ่ายแพ้โดยไม่ต้องประลองจนครบทั้ง10 กระบวนท่า... เสียงโหยหวนของ ตู้เจี่ยเลี่ย ดังยาวระงมออกมาด้วยความเจ็บปวดสูญเสียเงินไปกว่าสองแสนเหรียญทองโดยที่ตนเองนั้น ยืนอยู่ในลานประลองไม่ถึง 20ลมหายใจเข้าออกด้วยซ้ำ

     

    อีกทั้งยังประจักษ์แจ้งอย่างหนึ่ง คือเรื่องพละกำลังที่มิอาจเปรียบเทียบกับซุน ได้เลย... มวลกล้ามเนื้อของ ซุน แปลกประหลาดราวกับมิใช่มนุษย์ พละกำลังที่ตวัดขวานศิลาหนัก2,000ชั่ง ได้รวดเร็วรุนแรงเช่นนั้น ในระดับพื้นฐานลมปราณที่ใกล้เคียงคงยากที่ผู้ใดจะเหนือล้ำกว่า...

     

    ร่างของ ตู้เจี่ยเลี่ย ม้วนตลบอีกหลายรอบกว่าจะหยุดแน่นิ่ง นอนหมดสภาพที่หน้ากระโจมเหล่าสมาชิกในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ต่างพากันใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก... แม้แต่ โจวคุนหมิงที่ก่อนหน้านี้รู้สึกสมเพชตนเองที่พ่ายแพ้ แต่พอมาเทียบกับ ตู้เจี่ยเลี่ย กลับรู้สึกขอบใจซุน ยิ่งนักที่มิได้เล่นงานตนให้ออกมาได้น่าทุเรศน่าเวทนาเช่นนี้

     

    ไป๋หู่จิวหรง ถึงกับสูดลมหายใจลึกขึ้น นางเผยท่าทีตื้นเต้นอย่างมากไม่บ่อยครั้งนักที่นางจะเฝ้ามองการต่อสู้ในระดับผู้เยาว์ แล้วรู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้...การลงมือของ ซุน นอกจากที่ยากจะคาดเดาแล้ว ยังลงมือได้อย่างเฉียบขาดรวดเร็วจนน่าทึ่งไม่มีช่องว่างให้ศัตรูแก่ตัวใด ๆ

     

    ซุน ปัดมือซ้ายขวาไปมาเบา ๆ ราวกับเพิ่งเก็บกวาดขยะเสร็จสิ้นเผยรอยยิ้มเขินอาย มองไปยังหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์อีกหลายคน ที่บัดนี้จากความคิดเดิมที่ว่าจะแก่งแย่งกันขึ้นท้าประลองทว่าหลังจากเห็นการประลองของ โจวคุนหมิง และ ตู้เจี่ยเลี่ย คนอื่น ๆ ก็จำต้องฉุกคิดไม่กล้าชะล่าใจทั้งยอดเดิมพันครั้งต่อไปก็สูงถึง สี่แสนเหรียญทองแล้ว...

     

    “มา ๆ ข้ายังอยากประลองอีกสักครั้งในวันนี้ ก่อนจะกลับเข้าไปยังที่พัก...พี่ชายท่านใดยังคับข้องใจ ก็อย่าได้ลังเลอีกเลย...” น้ำเสียงของ ซุนเต็มไปด้วยความสุภาพนอบน้อม ผิดแผกกับการลงมือที่สั่นคลอนเขย่าขวัญ จนทำให้หลาย ๆคนหนังศีรษะด้านชา...

     

    .................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน