หนิงเฟยหลงพอออกจากหุบเขาแล้วก็หาสถานที่ก่อกองไฟและนอนพัก รุ่งสางจึงค่อยอออกเดินทางเข้านครหลวง กองมือปราบพึ่งสวนทางออกไป ชายหนุ่มคาดการณ์ว่ามือปราบพวกนี้พึ่งได้รับข่าวเรื่องหมู่บ้านเมื่อคืนเป็นแน่! แต่ว่าไฟโหมแรงสว่างไสวเช่นนั้น
เหตุใดทหารรักษาการณ์บนเชิงกำแพงจึงพึ่งจะทราบมันควรจะแจ้งไปทางมือปราบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วถึงจะถูก“ที่แท้การทำงานในเมืองหลวงก็อืดอาดเช่นนี้”
ถึงแม้หนิงเฟยหลงจะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่แท้จริงแล้วกลับขบคิดว่า “เรื่องนี้ต้องมีผู้ทรงอำนาจอยู่เบื้องหลัง การกระทำทุกอย่างเพียงช้ากว่าเราเพียงก้าวเดียวและคนผู้นี้คงจะประเมินตัวเราต่ำเกินไป”
คลื่นลมในนครหลวงบัดนี้หาได้สงบสุขดังเดิมแล้วทั้งเรื่ององค์จักรพรรดิ ทั้งเรื่องเหตุการณ์การลักพาตัวทั้งการเคลื่อนไหวของทหารและมือปราบ มันดูแปลกประหลาดเกินไป
หนิงเฟยหลงสูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้งแล้วควบม้าเข้าในเมือง ตัวเมืองในยามนี้คึกคักเหมือนเช่นเคยที่แตกต่างมีเพียงทหารรักษาการณ์พระนครที่เดินตรวจตราอยู่โดยรอบอย่างเข้มงวดต่างจากเมื่อวาน
นี่ย่อมไม่พ้นสายตาของชายหนุ่มมันรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ และย้ำเตือนตนให้ระวังยิ่งขึ้น
..........
“งานนี้ข้าไม่โทษท่านที่ทำพลาดนั่นเพราะข้าดูถูกซื่อจื่อผู้นี้เกินไป แต่คราวหน้ามันคงไม่ง่ายเช่นนี้ข้าจะทูลขอฝ่าบาทให้ท่านเข้าเป็นอาจารย์ในสำนักยุทธ์หลวงอย่าพึ่งดำเนินการใดจนกว่าข้าจะสั่ง ท่านไปได้แล้ว...” ชายชราผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นกับชายวัยสามสิบเศษสวมชุดเกราะมือถือคันธนูไว้ไม่ห่าง
ชายชราผู้นี้เป็นคนรูปร่างผอมโปร่งศีรษะหน้าโล้นไปเกือบครึ่งสวมหมวกซาเม่า และชุดสีแดงเลือดนก บนเสื้อปักด้วยภาพไก่ฟ้าสีทอง อันแสดงสถานะของขุนนางชั้นผู้ใหญ่และภาพนั้นได้บ่งบอกถึงขั้นของขุนนาง ในแคว้นเยว่นั้นขุนนางแบ่งออกเป็นเก้าขั้นแต่ละขั้นจะมีสีชุดและปักผ้าลายต่างกันไป
ดังนั้นชายชราผู้นี้จึงนับว่าเป็นคนสำคัญของแคว้นเป็นขุนนางขั้นที่สองรั้งตำแหน่งเสนาบดีอย่างแน่นอน ส่วนบุรุษผู้ถือคันธนูแม้ว่าไม่ได้ใส่ชุดขุนนางไว้ แต่ก็มีสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นขุนนางคือชุดเกราะของทหารและหมวกระดับแม่ทัพ
“ได้แล้วข้าจะรอท่านเสนารักษาตัวด้วย...” แม่ทัพผู้นั้นก้าวเดินออกไปจากหอนารีด้วยท่วงท่าที่องอาจชายชรารอสักพักจึงเดินออกไป จากหอนารีแห่งนี้
..........
หนิงเฟยหลงกลับมาถึงจวนแล้วกำลังดุว่าหนิงอันอันอยู่ หญิงสาวก็นั่งหน้าสลดไม่มีข้อโต้แย้งใดเพราะนางทำผิดจริง และนี่คงจะทำให้นางเลิกซุกซนอีกนาน
“อันอันวันนี้ข้าจะไปพักผ่อน แต่เจ้าห้ามเกียจคร้านเร่งฝึกฝนวิชากระบี่ให้ดีหากไม่เกิดความก้าวหน้าข้าก็จะฝึกหนักให้เจ้าทุกวัน!”เอ่ยจบหนิงเฟยหลงก็ไม่รอให้นางกล่าวโต้ตอบเดินกลับห้องของตนทันที
ตอนนี้ชายหนุ่มเพียงรู้สึกว่ามีเรื่องมากมายเข้ามาทำให้สับสนบวกกับความเหนื่อยล้า จึงอยากจะพักผ่อนเต็มทีมันเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วล้มตัวลงนอน...
เวลาล่วงเลยไปจนถึงรุ่งขึ้นอีกวัน
หนิงเฟยหลงไม่ได้เป็นคนตื่นสายพอตะวันเริ่มขึ้นก็ตื่นแล้วมานั่งรอน้องสาวอยู่หน้าตึกหนิงอันอันออกจากห้องมาเห็นพี่ชายนั่งรออยู่จึงรีบเข้าไป
“ท่านพี่...” หญิงสาวเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบาแววตาของนางยังคงสำนึกเสียใจอยู่
“อันอัน เจ้าแสดงเพลงกระบี่ให้ข้าดูหน่อย” หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปกติมันไม่อยากให้น้องสาวมัวแต่นึกเสียใจ อยากจะให้มุ่งมั่นกับการฝึกฝนมากกว่า
หนิงอันอันชักกระบี่ออกมาวาดกระบี่ออกพร้อมปลดปล่อยพลังหยวนเป็นคลื่นกระบี่คลื่นกระบี่ที่วาดออกมานั้นแม้จะดูไม่ทรงพลังแต่ก็ถาโถมออกไปอย่างต่อเนื่องคลื่นลมนั้นก็เปลี่ยนทิศทางไปตามตัวกระบี่ ทว่าการใช้กระบี่ยังไม่จบเพียงเท่านั้นหนิงอันอันเริ่มใช้กระบวนท่าจู่โจม
“สะบั้นสายลม!”หญิงสาวกล่าวพร้อมกับวาดกระบี่จากบนลงล่างฟาดลงกับพื้น พลังหยวนที่สะสมไว้พุ่งทะลักออกมาจากตัวกระบี่ประหนึ่งวายุฟาดผ่านปฐพี!!
ตู้ม! แกร๊ก..!! ไหนเลยปฐพีจะสามารถต้านทานไว้ได้แรงจากการโจมตีนี้นับว่าเป็นท่าที่รุนแรงที่สุดของวิชา ยิ่งมีลมปราณมากก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
คลื่นหยวนที่คมกริบฟาดผ่านอากาศแหวกหน้าดินของสวนหน้าตึกเป็นทางยาวหลายจั้ง และลึกลงไปหนึ่งฉื่อนับว่าหนิงอันอันมีฝีมืออยู่บ้างหนิงเฟยหลงมองด้วยความพึงพอใจ แต่ไม่ใส่แสดงสีหน้าแววตาออกมา
หนิงอันอันยังไม่จบเพียงเท่านี้เก็บคืนลมปราณตะหวัดกระบี่เฉียงออกไปทางขวาจนสุดแขนหมุนตัวตามแรงลมลอยสูงขึ้นโดยใช้ลมปราณช่วยเสริมหนุนที่เท้าแล้ววาดกระบี่ออกเป็นรูปจันเสี้ยวพลังลมปราณที่พึ่งเก็บคืนไปได้กลับมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเท่าครั้งที่แล้ว แม้อานุภาพจะด้อยกว่าแต่ก็ไม่มาก
“ใช้ท่าสายลมเสี้ยวจันทร์ได้ไม่เลว!” หนิงเฟยหลงอดไม่ได้จนต้องเอ่ยปากชม
เมื่อพลังหยวนฟาดเป็นแนวลงมาแล้วหญิงสาวหมุนตัวกลับหัวไปด้านหลัง แล้วหมุนตัวดุจลมพายุพุ่งถอยหลังกลับไปเกิดเป็นระลอกคลื่นพลังหมุนวนช่วยส่งตัวหญิงสาวถอยห่างออกไป และคลื่นพลังนี้ยังคอยรบกวนคู่ต่อสู้ได้อีกด้วยเป็นหนึ่งในท่าพลิกแพลงของวิชานี้ ‘สายลมหมุนวน’
ดวงตาของนางฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น หมุนตัวกลับหลังยั้งเท้าหยุดที่พื้นข้างหนึ่งแล้วพุ่งทะลวงออกไปด้านหน้าเสือกแทงเข้าไป หมายจะทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่ง ทว่าลมปราณของนางนั้นน้อยเกินไปพุ่งไปไม่สุดก็ต้องหยุดลง
ตั้งแต่ต้นจนจบหนิงเฟยหลงมองดูน้องสาวด้วยความพึงพอใจมันเห็นถึงพรสวรรค์ของหนิงอันอันแล้ว ก็รู้สึกทึ่งไม่น้อยเลยแววตาของชายหนุ่มเปล่งประกายเป็นระยะ จนกระทั่งกระบี่ของหญิงสาวหยุดลง
“เจ้าทำได้ดีมาก ข้าคาดว่าเจ้าคงจำทุกกระบวนท่าได้ และใช้ได้อย่างดีแล้วถึงแม้ว่าจะไม่ครบทุกกระบวนก็ตาม แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าหากเจ้าอยากสำเร็จไปไกลกว่านี้ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ท่วงท่าที่เจ้าจำได้แต่มันขึ้นอยู่กับเจ้าใช้มันถูกเวลาหรือไม่และท่วงท่าของเจ้าต้องสอดประสานกับสายลม จึงจะเป็นวิชากระบี่สายลมที่แท้จริง”
หนิงเฟยหลงกล่าวจบก็หยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งและโอสถเม็ดหนึ่งออกจากแหวนมิติ“อันอัน นี่เป็นวิชาตัวเบา เจ้านำไปศึกษาให้ดี ก่อนการประลองจงฝึกให้สำเร็จ และพยายามทะลวงเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดให้ได้!”ชายหนุ่มยื่นให้หญิงสาวแล้วก็สบตากัน คล้ายจะสื่อถึงความเชื่อมั่นในตัวของน้องสาวแก้มของหนิงอันอันก็พลันแดงระเรื่อก่อนจะค่อยๆเดินออกไปหาที่ฝึกฝน
..........
วันสุดท้ายก่อนวันสอบเข้าสำนักยุทธ์หลวง
ตู้ม!!
“เกิดอะไรขึ้น! นั่นคือเสียงอันใด!” หนิงเฟยหลงที่กำลังฝึกฝนตนเองอยู่ในห้องต้องสะดุ้งตกใจ! ด้วยเสียงที่ดังสนั่น!
“เรียนคุณชาย ข้าเองก็ไม่ทราบชัด แต่เสียงนั่นมาจากห้องของคุณหนูเมื่อสักครู่ข้าได้สั่งให้ให้องครักษ์สองคนรีบไปดูแล้วขอรับ”ชงเป่าเอ่ยตอบขณะรักษาการณ์หน้าประตูอันที่จริงแล้วห้องของชงเป่าและหนิงเฟยหลงนั้นอยู่ติดกันและห้องของชงเป่าก็นับเป็นห้องสั่งการองครักษ์ เมื่อมีเหตุฉุกเฉินจึงสั่งการออกไปได้ทันท่วงที
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว”ชายหนุ่มกล่าวจบก็หลับตาลงดังเดิม
ชงเป่าได้ฟังก็แปลกใจ “อะไรกันนี่คุณหนูมีเรื่องเกิดขึ้น เหตุใดคุณชายยังนิ่งเฉยอยู่?...หรือว่าจะทราบเรื่องก่อนหน้าแล้ว!” ชงเป่าไม่ได้คิดให้มากความต่อเพราะอย่างน้อยชงหยงก็เฝ้าระวังให้อยู่ไม่ไกลหากเกิดอันตรายขึ้นคงจะป้องกันได้ทันท่วงที
เข้าถึงยามเที่ยงหนิงเฟยหลงและหนิงอันอันก็มารวมกันที่ห้องทานอาหาร ส่วนองครักษ์ก็ผลัดกันทานเพราะยังต้องทำหน้าที่คุ้มกัน
หนิงเฟยหลง ทานอาหารจนเสร็จ จึงเริ่มกล่าว “ไม่เลวๆถือว่าดีเลยทีเดียว” กล่าวพลางหันไปมองหญิงสาวอยู่ชั่วครู่ให้พอรู้สึกตัว ด้วยสายตาที่อบอุ่นและรอยยิ้มที่อิ่มเอมใจ แล้วจึงเดินออกไปจากห้อง
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ชมการฝึกในครั้งก่อนที่ชายหนุ่มได้ชมน้องสาวและแสดงท่าทีที่อบอุ่นเช่นนี้ นั่นเพราะหนิงเฟยหลงรับรู้ได้ถึงความเพียรพยายามของหญิงสาวที่มุ่งมั่นทำการฝึกอย่างขันแข็งจนสามารถทะลวงขั้นพลังสูงขึ้นกว่าเดิมถึงสองขั้นนั่นเกินความคาดหวังของมันเสียอีก เท่ากับว่าตอนนี้หนิงอันอันอยู่ขอบเขตแดนกายขั้นที่แปดแล้ว!! เพียงสี่วันก็เลื่อนขั้นขึ้นถึงสองได้แม้จะได้รับโอสถวิเศษจากพี่ชายไป แต่นี่มันรวดเร็วเกินไปแล้ว!!
หลังพ้นสายตาผู้คนแล้วชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มออกมาแววตาส่องประกายความสุข “ในที่สุดเจ้าก็ทำได้”
วันเวลาที่ผ่านมาจากเหตุการณ์กลุ่มเงาสังหารหนิงเฟยหลงทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมให้น้องสาวและตนเองไม่ได้สนใจข่าวคราวด้านนอกจวนแต่อย่างใด
พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ต้องเข้าการทดสอบแล้วจะให้พลาดไม่ได้!