ฮวาชิงเหยียนเอ่ยกับบ่าวรับใช้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อืม เช่นนั้นตามข้ากลับไปเอาที่เรือนก็แล้วกัน อย่าลืมพกเงินมาด้วยละ”
บ่าวรับใช้ “...”
ฮวาชิงเหยียนรู้แน่ว่าเขาเป็บ่าวคนสนิทของอ๋องเก้า นางจึงพูดเช่นนั้นอย่างไม่ลังเล
ในเมื่อเขาเป็บ่าวที่ติดตามอ๋องเก้าไปทุกหนแห่ง เช่นนั้นเงินติดตัวย่อมไม่น้อย เงินในมือของเขาย่อมมากพอจะจ่ายหนึ่งพันตำลึงทองได้อย่างไม่ลังเล เพราะไม่ว่าจะจิบชา ซื้อของ ล้วนเป็หน้าที่เขาที่ต้องตามไปจ่ายทุกครั้ง
อ๋องเก้าเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็สัญญาณ บ่าวคนนั้นก็รีบตามฮวาชิงเหยียนกลับไปทันที
เมื่อบ่าวผู้นั้นมาถึงจวนอันกั๋วกง ก็เจอกับฮวาเจิ้นเซี่ยผู้เป็อันกั๋วกงคนปัจจุบัน
ฮวาเจิ้นเซี่ยเห็นเขาก็รีบยิ้มรับอย่างประจบประแจงกล่าวว่า “พ่อบ้านเว่ย ไม่พบกันเสียนาน แต่กลับดูหล่อเหลาสง่างามขึ้นทุกวัน ไม่ทราบว่าครานี้อ๋องเก้ามีรับสั่งสิ่งใดถึงข้าหรือ”
เขาทำราวกับไม่เห็นฮวาชิงเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย
เว่ยสือซานรู้สึกพอใจอย่างมากกับท่าทีเช่นนี้ นี่ถึงจะสมกับที่เขาเป็บ่าวคนสนิทของอ๋องเก้า หาใช่พิลึกพิลั่นเช่นฮวาชิงเหยียนที่ไม่เห็นหัวเขาแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ดี เว่ยสือซานยังคงค้อมกายคารวะพลางกล่าวอย่างสุภาพ “อันกั๋วกงกล่าวเกินไปแล้ว ข้ามาวันนี้เพื่อรับของบางสิ่งจากคุณหนูฮวาชิงเหยียนตามคำสั่งของอ๋องเก้าขอรับ”
“ของอะไรหรือ” อันกั๋วกงโพล่งถามโดยไม่ทันคิด ก่อนจะรู้ตัวว่าเสียมารยาท
เว่ยสือซานไม่ตอบ เขาเห็นฮวาชิงเหยียนไม่แม้แต่ชายตามองฮวาเจิ้นเซี่ยแล้วเดินจากไป จึงค้อมกายคำนับให้อีกครั้งแล้วรีบติดตามนางไป
สีหน้าฮวาเจิ้นเซี่ยพลันมืดครึ้ม อ๋องเก้ารู้จักกับฮวาชิงเหยียนั้แ่เมื่อใด แล้วในเรือนของฮวาชิงเหยียนจะมีสิ่งใดที่อ๋องเก้าให้ความสนใจได้ด้วย
เขากวักมือเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งมาสั่งว่า “ไปสืบมาว่าอ๋องเก้า้าของสิ่งใดจากฮวาชิงเหยียน”
บ่าวรับใช้รับคำแล้วรีบออกไป ส่วนฮวาเจิ้นเซี่ยก็ขมวดคิ้วเงียบงัน ซ่อนความสงสัยไว้ในใจโดยไม่ปริปากออกมา
เว่ยสือซานมองความโอ่อ่าหรูหราที่ถูกตกแต่งเพิ่มขึ้นทุกปีของจวนอันกั๋วกงอย่างไม่ใส่ใจ เพราะถึงอย่างไร เมื่อเทียบกับจวนของอ๋องเก้าแล้ว ยังนับว่าห่างไกลกันมากนัก
แต่เมื่อเขาเดินมาถึงเรือนเก่าทรุดโทรมที่ฮวาชิงเหยียนอยู่กับครอบครัวสามคน เขาก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
จวนอันกั๋วกงที่โอ่อ่าหรูหราเพียงนี้ ยังมีเรือนเก่าทรุดโทรมที่ฝนตกเพียงนิดก็รั่วซึมอยู่ได้อีกหรือ ช่างเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้จริงๆ!
เขาไม่เคยได้ยินว่าอันกั๋วกงกดขี่รังแกคนของบ้านหลัก ซ้ำยังร่ำลือกันว่าหลายปีมานี้เขาดูแลแม่ม่ายบ้านหลักเป็อย่างดีอีกด้วย
แต่เมื่อได้เห็นเรือนพักที่แตกต่างจากบริเวณรอบข้างอย่างสิ้นเชิงแล้ว เขาก็แทบจะเข้าใจความจริงทั้งหมดในทันที
ดูท่าแล้ว ชื่อเสียงอันดีที่อันกั๋วกงสร้างมาตลอดนั้นคงจะเต็มไปด้วยคำกล่าวเกินจริงเสียมาก
และความคิดนี้ก็ยิ่งฝังแน่นขึ้นเมื่อเขาเห็นซูซื่อผู้ซูบผอมจนเห็นกระดูก และฮวาเฮ่าเย่ว์ที่ใบหน้าไร้สีเื อีกทั้งยังสวมเพียงชุดยาวที่ซักจนซีดจาง
มีข่าวลือว่าเพราะซูซื่อล้มป่วยเรื้อรัง ส่วนฮวาเฮ่าเย่ว์ก็กลายเป็คนพิการ ทำให้ต้องใช้โอสถจำนวนมากซึ่งอันกั๋วกงเป็คนออกเงินทั้งหมดให้ แต่จากสภาพของครอบครัวฮวาชิงเหยียนตอนนี้ ใครเห็นก็รู้ว่าต้องอดมื้อกินมื้อมาเนิ่นนาน กระทั่งของมีค่าที่สุดในเรือนก็อาจมีเพียงหม้อเหล็กบนเตาไฟเท่านั้น
เว่ยสือซานจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดแม้ฮวาชิงเหยียนจะรู้ว่าอ๋องเก้า้าโอสถจากนาง ฮวาชิงเหยียนจึงยังกล้าตั้งราคาสูงลิบ
ในเวลานั้นเอง ฮวาเฮ่าเย่ว์ก็นำถ้วยกระเบื้องเคลือบบรรจุน้ำเย็นใบเก่าที่บิ่นไปหนึ่งมุมยื่นให้เว่ยสือซานด้วยท่าทีเก้อเขิน
“ท่านเว่ย ต้องขออภัยด้วย ที่นี่ไม่มีแขกมาเยือนเสียนาน จึงไม่มีน้ำชาไว้รับรอง ขอได้โปรดยกโทษให้ด้วย”
ด้วยเว่ยสือซานเป็ถึงบ่าวคนสนิทของอ๋องเก้า จึงย่อมไม่เผยสีหน้าให้เห็น เขารับถ้วยนั้นมาด้วยความสุภาพ จิบไปหนึ่งอึก ก่อนจะทอดสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนึกเสียดาย
ชายผู้นี้เคยเป็อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเกือบเทียบเคียงอ๋องเก้า หากไม่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน เวลานี้คงได้สืบทอดตำแหน่งอันกั๋วกงไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ฮวาชิงเหยียนก็ขอให้เขารออยู่หน้าลานเรือน แล้วเข้าไปในห้องเพื่อลงมือปรุงโอสถ
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม นางจึงนำโอสถน้ำสมานแผลที่เพิ่งปรุงเสร็จบรรจุลงในขวดเคลือบเงาลายครามที่ล้างสะอาดเรียบร้อยออกมาให้
เว่ยสือซานยืนอยู่ในลานก็ได้กลิ่นหอมอ่อนจางลอยมาเตะจมูก เขารู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง
แค่หยิบโอสถสักขวด เหตุใดถึงใช้เวลานานถึงเพียงนี้ หรือว่าฮวาชิงเหยียนตั้งใจเข้าไปชำระกายแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะออกมาส่งของ?
เขาไม่คิดว่าฮวาชิงเหยียนใช้เวลาครึ่งชั่วยามนั้นไปกับการปรุงโอสถขึ้นมาใหม่ได้
แม้แต่โอสถระดับหนึ่งทั่วไป สำหรับนักหลอมยาทั่วไปยังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าชั่วยาม
อย่างเช่นหวังเฟิง เขาเป็ถึงนักหลอมยาระดับห้า จะหลอมโอสถก่อแก่นปราณระดับห้าหนึ่งเตา ต้องใช้เวลาครึ่งเดือนเต็ม และยิ่งเป็โอสถระดับสูงเท่าใด เวลาที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ว่ากันว่าแม้แต่ปรมาจารย์หลอมโอสถอย่างไป่เฉ่าจื่อก็ยังต้องใช้เวลาครึ่งปีเต็มในการหลอมโอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวระดับเก้าเพียงเม็ดเดียว
เมื่อฮวาชิงเหยียนเปิดประตูออกมา กลิ่นหอมเย็นของโอสถน้ำก็ยิ่งฟุ้งชัดขึ้น เว่ยสือซานรู้สึกประหลาดใจและใคร่รู้ในตัวยานั้นยิ่งนัก
เขารับขวดยามา พอจ่ายหนึ่งหมื่นตำลึงทองแล้วก็รีบขอตัวจากไปในทันที
“น้อง...น้องสาว! เ้าปรุงโอสถได้จริงหรือ”
ฮวาเฮ่าเย่ว์จ้องมองตำลึงทองในมือน้องสาวด้วยสีหน้าไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง
เมื่อคืนเขาเข้านอนเร็ว จึงไม่รู้ว่าน้องสาวปรุงยาอยู่ในห้อง จวบจนกระทั่งกลิ่นโอสถลอยเตะจมูก จึงเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกแปลกแยกกับนาง เขาไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวของตนมีฝีมือด้านการปรุงโอสถ
ยิ่งไปกว่านั้น อ๋องเก้าถึงกับควักเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาซื้อโอสถของนาง กลิ่นที่เขาได้กลิ่นเมื่อครู่เป็กลิ่นของโอสถสมานแผล และที่สำคัญคือหอมล้ำยิ่งกว่าโอสถทั่วไปอีกด้วย
เขาจ้องหน้าน้องสาวอย่างตื่นตะลึง ทว่าฮวาชิงเหยียนกลับส่ายหน้าพลางเอ่ย “พี่ชายเข้าใจผิดแล้ว นั่นมิใช่โอสถสมานแผล แต่เป็โอสถน้ำสมานแผลที่ข้าลองปรุงสุ่มๆ ขึ้นมา ท่านก็รู้ว่าข้าชอบลองทำอะไรเพี้ยนๆ เสมอ”
“อะ...อะไรนะ”
ฮวาเฮ่าเย่ว์รู้ดีว่าน้องสาวตนมักชอบลองปรุงโน่นผสมนี่มาั้แ่เด็ก แต่เขาเคยคิดว่าเป็เพียงความคึกคะนองตามประสาวัยเยาว์เท่านั้น
ใบหน้าเขายังคงเต็มไปด้วยความฉงน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “โอสถน้ำสมานแผลคืออะไรหรือ แล้วเหตุใดอ๋องเก้าถึงซื้อของสิ่งนั้นจากเ้า”
“ก็คล้ายกับโอสถสมานแผลนั่นละ แต่ได้ผลดีกว่า ข้ายังลองปรุงตัวยาอื่นด้วยนะ แม้จะไม่ใช่โอสถเม็ด แต่สรรพคุณเทียบเท่าได้เลย”
ฮวาชิงเหยียนจึงเริ่มเล่าเื่ด้วยน้ำเสียงครึ่งจริงครึ่งเท็จ บอกว่าตนเองอยากปรุงโอสถเพื่อรักษาแม่และพี่ชาย จึงลองปรุงดูโดยไม่ได้คาดหวัง แต่กลับบังเอิญได้ผลลัพธ์เกินคาด
ฮวาเฮ่าเย่ว์รู้ดีว่าแม้น้องสาวจะฝึกพลังปราณไม่ได้ แต่นางเคยอยากเป็นักหลอมโอสถอยู่ เขาจึงไม่ได้สงสัยอะไร
ฮวาชิงเหยียนยังยกขวดโอสถอีกขวดที่เหลือออกมาให้เขาชิม พอฮวาเฮ่าเย่ว์จิบลงไปก็ตาเบิกกว้างทันที
เขาเคยกินโอสถสมานแผลมาก่อน จึงยิ่งตระหนักชัดว่าโอสถน้ำที่น้องสาวปรุงนี้ออกฤทธิ์เร็วกว่ามาก จนอดไม่ได้ที่จะชมว่าน้องสาวคืออัจฉริยะโดยแท้
ฮวาชิงเหยียนกล่าวว่านับจากนี้สามารถหาเงินจากการขายโอสถน้ำได้ และเมื่อมีสมุนไพรครบแล้วก็จะสามารถปรุงโอสถระดับสูงเพื่อรักษามารดากับพี่ชายให้หายดีได้
ฮวาเฮ่าเย่ว์ได้เห็นกับตาตนเองว่ายาได้ผล จึงเชื่อมั่นในตัวน้องสาวอย่างไม่ลังเล อีกทั้งยังไม่กังวลว่าอ๋องเก้าจะมาเอาคืนอะไรภายหลัง จึงรีบไปแจ้งข่าวดีให้มารดาทราบทันที
ในใจของฮวาเฮ่าเย่ว์ก็เกิดประกายความหวังขึ้นมา คำพูดของฮวาชิงเหยียนนั้นช่างล่อลวงนัก หากเขากลับมายืนหยัดและฝึกฝนได้อีกครั้ง...นั่นเป็สิ่งที่เขาเฝ้าถวิลมาโดยตลอด
ไม่ว่าอย่างไร เขาย่อมเชื่อมั่นในตัวน้องสาวของตน
ขณะที่ฮวาเฮ่าเย่ว์เปี่ยมด้วยความหวัง ซูซื่อกลับสงบเงียบและยอมรับชะตากรรม นางรู้สึกว่าร่างกายของตนดีขึ้นในยามเช้า แต่ก็คิดว่านั่นอาจเป็เพียงปรากฏการณ์ก่อนวาระสุดท้ายเท่านั้น นางไม่อาจบอกความจริงแก่บุตรทั้งสองได้ มีเพียงสายตาที่มองด้วยความอ่อนโยนและห่วงใยเท่านั้นที่เปล่งประกายมากขึ้นทุกที
ฮวาชิงเหยียนเคี่ยวโอสถน้ำสำหรับเที่ยงวันเรียบร้อย ก็ป้อนให้ซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์ดื่ม จากนั้นจึงออกจากเรือนไปอีกครั้ง
อาหารเมื่อวานหมดเกลี้ยงแล้ว นางจะต้องออกไปซื้อเพิ่ม
โอสถสำหรับซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์มีเหลือให้กินอีกเพียงไม่กี่วัน นางจึงจำเป็ต้องซื้อขวดเคลือบ สมุนไพรสำหรับปรุงโอสถ คัมภีร์สมุนไพร รวมถึงคู่มือหลอมโอสถเบื้องต้นสักเล่มด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจความแตกต่างระหว่างการหลอมโอสถกับการปรุงโอสถอย่างถ่องแท้