
ตอนที่ 11
การเข้ามาพักอาศัยของสุธาสินีกับบุตรชายเป็นอันรู้กันทั่วบ้านในวันรุ่งขึ้นเมื่อพร้อมหน้าพร้อมตาขณะรับประทานอาหารเช้าสาวใหญ่วัยสี่สิบเศษผูกมิตรกับปีวราและมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานชวนสนทนาด้วยมธุรสวาจา จนคุณนายใหญ่แอบขัดคออยู่หลายครั้งซึ่งเจ้าตัวดูเหมือนจะปั้นยิ้มทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ทว่าไมตรีที่สุธาสินีหยิบยื่นให้ดูคล้ายเกล็ดน้ำตาลที่เคลือบสีสันสวยงามบนยาขมหาความจริงใจได้...หญิงสาวรู้สึกเช่นนั้นจริงๆโดยเฉพาะประโยคหนึ่งอันชวนสะดุดใจว่า
“สุไม่เคยรู้เลยนะคะว่าพี่ปราณีกับหนูปีมาอยู่ที่บ้านนี้ตั้งหลายสิบปี...เวลาที่คุณพี่ทั้งสองแวะไปเยี่ยมหาสุกับลูกที่กรุงเทพฯก็ไม่เห็นเคยพูดถึงมาก่อน นี่ดีนะคะที่คุณพี่สาแนะนำให้รู้จักว่าคุณพี่ปราณีเป็นผู้ดูแลบ้านหลังนี้ อยู่ที่นี่มานาน” คนพูดไม่เพียงแค่ปั้นยิ้มด้วยริมฝีปาก แต่ยังฉาบรอยยิ้มนั้นไปถึงดวงตาซึ่งมองอย่างไรก็เห็นชัดว่าขัดกับน้ำเสียงอ่อนหวานนั้น “ยังไงเราก็คงต้องนับว่าเป็นญาติสนิทกันจริงไหมคะ”
ปีวราเดาว่าคำพูดหวานเลี่ยนของสุธาสินีคือคำเหน็บแนมกึ่งประชด และแม่ของเธอก็รับรู้ได้ จึงมีสีหน้าฝืดเฝื่อนแล้วคุณนายใหญ่ก็ขัดคอขึ้นด้วยวาจากระทบอีกตามเคย
“ก็แน่ล่ะแม่ปราณีเขาอยู่ที่นี่แบบคนในครอบครัวเดียวกัน ถึงไม่ใช่ญาติ แต่ก็เหมือนญาติดีๆนี่เอง”
“คุณพี่ล่ะก็...ทำเป็นพูดเล่น”
ปีวราได้แต่นิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะมีแต่ผู้คนที่สวมหน้ากากเข้าหากัน มันช่างชวนสะอิดสะเอียนดูอย่างไรก็เห็นว่าสุธาสินีกับคุณนายใหญ่ ไม่ต่างไปจากพวกนักแสดงเจนเวทีเล่นละครตบตาผู้ชมมานักต่อนัก
แต่กระนั้นปีวราก็จับสังเกตได้ว่าในคำพูดที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยของทั้งคู่มีการข่มกันอยู่ในที...แล้วนายหัวผู้ลงมาจากห้องนอนเป็นคนสุดท้ายก็เป็นฝ่ายเอ่ยตัดบทด้วยเสียงราบเรียบ
“กำลังคุยอะไรกัน” นายหัวหันหน้าไปทางสุธาสินี แล้วขยับเก้าอี้ลงนั่งหัวโต๊ะ รับไหว้สองแม่ลูกผู้มาอยู่ใหม่“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะแม่สุ ถึงได้หอบลูกหอบเต้ามาถึงที่นี่เห็นคุณสาไปบอกผมตั้งแต่เช้า”
สุธาสินีเหลือบมองไปยังทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะจ้องตาผู้ถามนิ่ง เห็นได้ว่าริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย “คุณพี่จะให้สุพูดเรื่องของตัวเองต่อหน้าทุกคนหรือคะ”
นายหัวจึงพยักหน้า ลอบถอนหายใจ“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวกินข้าวกินปลาให้อิ่มก่อนละกัน แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ”
อาหารมื้อเช้าจึงเริ่มต้นขึ้น...โดยที่นายหัวแอบมองมาทางสุธาสินีเป็นระยะซึ่งปีวราผู้ติดใจสงสัยบางสิ่งในวันก่อน แอบจับตามองอยู่เช่นกันและการสังเกตของเธอก็เกิดความตงิดใจขึ้นเมื่อพบว่าสายตาที่สุธาสินีลอบมองกลับชายสูงวัยนั้นมีความแพรวพราวของประกายตาชนิดมีความปองใจลึกซึ้งแก่กัน
แล้วภาพของสตรีผู้นั้นที่เดินคลอเคลียกับนายหัวในซุปเปอร์เซ็นเตอร์ก็แวบผ่านเข้ามาในสมอง ทำให้ปีวราเผลอวางช้อนกระทบกับขอบจานเสียงดังจนทุกคนหันมาทางเธอ
คุณนายใหญ่แหวขึ้นตามนิสัยจุกจิก “กินอาหารร่วมโต๊ะอยู่ตั้งหลายคนหัดมีมารยาทบ้างสิยะยายปี”
หญิงสาวตวัดสายตาไปยังผู้ตำหนิ...แต่ก็ข่มใจให้สงบปากสงบคำเอาไว้จึงตัดสินใจรวบช้อน แล้วยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบพอเป็นพิธี พลันสายตาเหลือบไปทางสูรย์เข้าพอดีเห็นเขามีสีหน้าเรียบเฉยเสียยิ่งกว่าปูนที่ถูกฉาบผนัง
มันทำให้เธอกระอักกระอ่วนแก่ใจที่จะรักษามารยาทรอจนทุกคนอิ่มจึงลุกขึ้นแล้วขอตัวทันที
................................................