ขณะเดียวกัน ภายในกลางดึกคืนนั้น ณ อาณาเขตของตระกูลการค้าโอวหยาง
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า สาดแสงสีเงินนวลตาลงมายังผืนดิน
ด้านล่างเป็นสวนเล็กๆที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์อันงดงาม กลิ่นหอมของดอกไม้บางชนิดล่องลอยไปตามสายลม
ทว่าในบรรยากาศอันเงียบสงบนี้ กลับแฝงไว้ด้วยความมืดมิดและความอึมครึมบางอย่าง
โอวหยางเฉิน ชายร่างอ้วนท้วมที่เป็นหัวหน้าตระกูลโอว ยืนอยู่ท่ามกลางสวน มือของเขาไขว้ไว้ด้านหลัง
ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยขณะทอดมองไปยังท้องฟ้า
ใบหน้าอวบอูมที่เต็มไปด้วยไขมัน ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังขบคิดบางสิ่งอยู่ในใจ
“ฟุ่บ..”
ในตอนนั้นเอง ร่างเงาของใครบางคนก้าวออกมาจากเงามืด ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าหัวหน้าตระกูลโอว
“นายท่าน!”
เสียงแหบต่ำดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน
“พวกเราได้ใช้เส้นสายทั้งหมด ทำการสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับชายผู้นั้นแล้ว”
โอวหยางเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และยังคงเงียบไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
ชายในชุดดำที่คุกเข่าอยู่ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเคารพ
“ชายคนนั้นมีนามว่า เทียนจุน..”
“เขาไม่ได้มีเบื้องหลัง หรือเกี่ยวข้องกับกองกำลังใดๆทั้งสิ้น”
“คาดได้ว่าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ที่บังเอิญเข้ามาช่วยเหลือเจ้าตงจางเท่านั้น!”
คำพูดนี้ทำให้โอวหยางเฉินหรี่ตาลง ไขมันบนใบหน้าของเขาขยับเล็กน้อย ทว่าเขายังคงเงียบ รอฟังรายงานให้จบ
“ดังนั้น.. ต่อให้มันจะเป็นผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณที่แข็งแกร่ง”
“แต่ยังไงเสีย ตัวตนเช่นนั้นก็ไม่มีทางเทียบเคียงกับศิษย์จากสำนักใหญ่ทั้งสี่ได้!”
“เพราะรากฐานและทรัพยากรในการฝึกฝนของมันย่อมผิดกันอย่างลิบลับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไขมันบนใบหน้าของโอวหยางเฉินก็สั่นไหวเล็กน้อย
จากนั้นไม่นาน เสียงหัวเราะของเขาก็ดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน
“หึ หึ หึ... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะของเขาหนักแน่น ดังก้องไปทั่วสวนเล็กๆ ราวกับเป็นเสียงของพญามังกรที่หัวเราะเยาะเหยื่อที่อ่อนแอ
“ยอดเยี่ยม! เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว!”
โอวหยางเฉินยกมือขึ้นลูบเคราของตนเอง แววตาของเขาฉายประกายแห่งความพึงพอใจ
“ข้ายอมรับว่าชายที่ชื่อเทียนจุนผู้นั้นมีฝีมือ..”
“แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไร้รากฐานเท่านั้น!”
“มันจะไปมีคุณสมบัติอันใดมาต่อกรกับศิษย์ของสำนักใหญ่ได้!?”
เขาหัวเราะเยาะอีกครั้ง ก่อนที่สายตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ดีมาก.. ไปติดต่อโอวหยางชิง ลูกชายของข้าที่อยู่ในนิกายวายุโลหิต!”
“ให้มันไปเชื้อเชิญศิษย์พี่ที่มีพลังระดับสูงกว่ามา..”
“บอกไปว่าตระกูลโอวมีเรื่องต้องการให้ช่วย”
“และข้าโอวหยางเฉินจะตอบแทนให้กับพวกเขาอย่างงาม!”
น้ำเสียงของโอวหยางเฉินเต็มไปด้วยความเด็ดขาด และแฝงไปด้วยความอำมหิต
ชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม ก่อนจะตอบรับคำสั่งโดยไม่ลังเล
“ขอรับ นายท่าน!”
จากนั้นร่างของเขาพลันจมหายไปในความมืด ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นมาก่อน
โอวหยางเฉินยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาของเขาสะท้อนแสงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้า
ขณะที่ริมฝีปากของเขาค่อยๆแสยะยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น
“เจ้าตงจาง.. ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าไม่มีใครที่จะมาขัดขวางเส้นทางของตระกูลโอวได้!”
“รวมถึงเจ้า.. ไอ้ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเทียนจุน!”
“อีกไม่นานข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้ง ผู้พเนจรเช่นเจ้าจะไม่มีวันเอาตัวรอดในเมืองหนานปิงได้!”
ไม่นานนัก ภายในห้องพักของเทียนจุน อยู่ดีๆร่างของเขาก็สั่นกระตุกขึ้นเล็กน้อย
คลื่นพลังบางอย่างแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา
ปราณเซียนแห่งพุทธะไหลเวียนผ่านเส้นชีพจร ล่องลอยไปตามเส้นทางของมันอย่างมั่นคงและสง่างาม
ก่อนจะบรรจบยังจุดตันเถียนส่วนลึก
“วูมมม!”
จังหวะนั้นเองที่ตันเถียนของเขาได้เปล่งแสง
ปราณเซียนที่กักเก็บไว้ระเบิดออกมาเป็นคลื่นพลัง แผ่สะท้อนออกจากร่างของเขาราวกับแรงสั่นสะเทือนของสวรรค์
เทียนจุนค่อยๆลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายสีทองจางๆ ขณะสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังภายในร่างกาย
“ระดับหลอมกายาขั้นแปด..”
“ช้ากว่าที่ข้าคิดเอาไว้นิดหน่อยแฮะ?”
เขาพูดพึมพำกับตนเอง แววตาของเขาฉายประกายครุ่นคิด
“โดยปกติด้วยหินปราณเซียนระดับต่ำทั้งสิบก้อน”
“ข้าควรจะทะลวงไปถึงระดับหลอมกายาขั้นเก้าได้แล้ว”
“แต่ตอนนี้ข้ากลับยังติดอยู่ในระดับขั้นที่แปดเท่านั้น!!”
เทียนจุนขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้พลังของเขาจะเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่กลับรู้สึกว่าความเร็วในการบ่มเพาะของตนเองเริ่มช้าลง
“เหมือนกับว่าร่างกายแห่งพุทธะนี้เป็นหลุมดำที่กลืนกินพลังเซียนอย่างไม่รู้จบเลยแฮะ”
ในตอนนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังก้องขึ้นมาในจิตสำนึกของเขา
【ไม่แปลก คัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพานขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาบ่มเพาะเซียนที่แข็งแกร่งมากที่สุด】
【แม้จะสามารถดูดซับปราณเซียนได้รวดเร็วเหนือกว่าหลายสิบเท่า】
【แต่ในการฝึกฝน ย่อมต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าผู้อื่นนับสิบเท่าเช่นเดียวกัน】
【เพราะสิ่งนี้คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ร้ายกาจยิ่งกว่าสายเลือดพระเจ้า หรือกายศักดิ์สิทธิ์ใดๆ】
【ขอเพียงแค่โฮสต์มีทรัพยากรมากพอ ก็จะสามารถยกระดับขึ้นได้เรื่อยๆ】
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย เทียนจุนก็พยักหน้าเบาๆ แววตาของเขาฉายประกายเข้าใจ
“มันเป็นเช่นนี้เอง.. หากมองในอีกแง่หนึ่ง นี่ก็ถือว่าเป็นข้อดีของคัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน”
“ถึงเส้นทางของข้าจะต้องใช้พลังเซียนมากกว่าผู้อื่นหลายเท่า แต่รากฐานที่ได้รับกลับมั่นคงกว่าผู้ใด”
“และแน่นอนว่าเมื่อรากฐานแข็งแกร่ง.. นั่นหมายความว่าขีดจำกัดของข้าจะสูงยิ่งกว่าผู้ใดในอนาคต!”
เทียนจุนครุ่นคิดและเผยยิ้มออกมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงช่วงชีวิตก่อนของตนเอง
“ในชาติก่อน.. ข้ามีกายศักดิ์สิทธิ์แห่งราคะ”
เขาหลับตาลงช้าๆ หวนระลึกถึงอดีตที่เต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์และหายนะไปพร้อมกัน
“แม้ปราณเซียนของข้าจะยกระดับได้อย่างรวดเร็ว..”
“ข้าสามารถทะลวงผ่านขั้นพลังได้รวดเร็วจากการพรากพรหมจรรย์ของเหล่าเทพธิดาที่แข็งแกร่ง”
“แต่รากฐานของข้ากลับอ่อนแอยิ่งกว่าผู้ที่มีกายศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ”
“ข้าเหมือนเป็นเพียงปรสิตที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการเติบโต แต่ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งที่แท้จริง..”
“เมื่อถึงช่วงเวลาของการต่อสู้ ข้าสามารถสังหารศัตรูที่อ่อนแอกว่าได้อย่างง่ายดาย”
“แต่ถ้าศัตรูเป็นคนระดับเดียวกันที่แข็งแกร่ง.. ข้ากลับแทบไม่สามารถต่อกรกับพวกมันได้เลย!”
“นั่นเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุดของกายศักดิ์สิทธิ์แห่งราคะ”
“มันเป็นดาบสองคมของเทพมารเช่นข้า..”
ริมฝีปากของเทียนจุนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แต่ในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“แต่ในชาตินี้ ข้าเดินบนเส้นทางแห่งพุทธะ”
“ไม่มีจุดอ่อน ไม่มีทางลัด มีเพียงเส้นทางแห่งความแข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้น!”
“และข้าจะสร้างรากฐานของข้าให้มั่นคงเหนือผู้ใด!”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เทียนจุนก็ลืมตาขึ้น ภายในดวงตาของเขาสะท้อนแสงสีทองเรืองรอง
เขายื่นมือออกไปตรงหน้า ปราณเซียนแห่งพุทธะไหลเวียนไปตามปลายนิ้วของเขา ก่อนจะก่อร่างเป็นสัญลักษณ์แห่งธรรมจักร
“เพื่อให้ถึงจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ ข้าจะต้องสะสมทรัพยากรให้มากกว่านี้”
“ข้าจะต้องหาทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับการทะลวงผ่านระดับทะเลวิญญาณ!”
เขาพลันนึกถึงเมืองหนานปิง และขุมพลังต่างๆภายในเมือง รวมถึงสำนักมังกรที่จะเปิดรับสมัครขึ้นในอีกยี่สิบวันข้างหน้า
“ถึงเวลาที่ข้าจะต้องลงมือแล้ว”
แววตาของเทียนจุนพลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคม
เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ และมันเป็นเส้นทางที่ไม่มีวันย้อนกลับ