ตอนที่ 65 ซื้อผ้า
หลังจากที่หานชีเยวี่ยกล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นทางการแล้วเธอก็เดินตามคนที่เจียงอวี้หมิงจัดหามาให้ไปยังโกดังสินค้า
เมื่อคนในโกดังเห็นเลขาของเจียงอวี้หมิงมาพวกเขาก็รีบแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด
“เลขาหวัง คุณมาวันนี้เพราะผู้จัดการเจียงมีอะไรให้จัดการหรือครับ?” หนุ่มน้อยวัยละอ่อนคนหนึ่งกล่าวทักทายด้วยความกระตือรือร้น
ในโรงงานมีผู้จัดการโรงงานทั้งหมดสามคนประกอบด้วยผู้จัดการใหญ่หนึ่งคน รองผู้จัดการสองคนและหัวหน้าระดับกลางอีกเจ็ดถึงแปดคน ทว่าในสายตาของพนักงานระดับล่างนั้นหัวหน้าระดับกลางแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่นหัวหน้าฝ่ายผลิตซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับพนักงานแต่หัวหน้าฝ่ายการจัดการนั้นย่อมแตกต่างออกไป
เจียงอวี้หมิง หัวหน้าฝ่ายการจัดการผู้นี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสวัสดิการของพนักงานทุกคน
“พี่หลี่ ท่านนี้คือสหายหานชีเยวี่ยของขวัญในเทศกาลไหว้พระจันทร์ของโรงงานเราในครั้งนี้ เป็นเธอที่ช่วยติดต่อให้”
เลขาหวังเองก็เป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งเขาไม่ได้พูดถึงจุดประสงค์ที่หานชีเยวี่ยมาที่นี่ก่อนแต่กลับพูดถึงความดีความชอบของเธอก่อน
คนที่ถูกเลขาหวังเรียกว่าพี่หลี่นั้นเมื่อได้ยินว่าสวัสดิการที่ได้รับในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์เป็นเด็กสาวคนนี้ที่ช่วยติดต่อให้เขาก็มองเธอดีขึ้นมาทันที
คนงานในโรงงานทอฝ้ายมักจะถือตัวว่าเหนือกว่าคนอื่นทว่าในตอนนี้ สหายเสี่ยวหลี่กลับมอบรอยยิ้มที่สว่างไสวสดใสที่สุดให้กับหานชีเยวี่ย
แน่นอนว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นไม่รู้ว่ามีกี่ส่วนที่ยิ้มเพราะนับถือในความสามารถของหานชีเยวี่ยและก็ไม่รู้ว่ามีกี่ส่วนที่ยิ้มเพราะความอ่อนเยาว์และความงามของเธอ
“สหายหานชีเยวี่ยคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่อายุยังน้อยขนาดนี้แต่กลับเก่งถึงเพียงนี้เชียว”
“คุณชมเกินไปแล้วค่ะ”สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย หานชีเยวี่ยเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากหล่อนทำเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อยให้เท่านั้น
เลขาหวังยื่นใบสั่งที่เจียงอวี้หมิงอนุมัติให้กับเสี่ยวหลี่ก่อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่หลี่ รับกระดาษนี้ไว้ด้วยนะครับ”
เสี่ยวหลี่เปิดกระดาษออกมาดูสีหน้าของเขาไม่ได้แปรเปลี่ยนไปมากนัก ยังคงแย้มรอบยิ้มแจ่มใสเช่นเดิม
ในช่วงเวลาที่ทรัพยากรขาดแคลนสหายหานชีเยวี่ยผู้นี้สามารถช่วยจัดหาสิ่งของต่างๆ ได้ แสดงว่าหล่อนมีฝีมือนอกจากนี้ พวกเขาเป็นโรงงานทอฝ้าย สิ่งอื่นอาจจะขาดแคลนได้แต่ผ้าฝ้ายจะขาดแคลนได้อย่างไร?
ผ้าที่มีตำหนินั้นถูกผลิตออกมาไม่น้อยทุกปีจะขายให้ใครก็มิใช่ว่าขายได้ อย่าว่าแต่ผ้าขนาดห้าสิบเมตรเลยต่อให้มากกว่านี้ก็ย่อมได้
หลังจากเลขาหวังพูดคุยกับเสี่ยวหลี่อีกไม่กี่คำเขาก็ขอตัวกลับไปก่อน
เสี่ยวหลี่พูดด้วยความกระตือรือร้นว่า“สหายเสี่ยวหาน คุณมาได้ถูกจังหวะจริงๆพวกเราเพิ่งรับผ้าที่มีตำหนิเข้าโกดังมาเมื่อวานนี้พอดี คุณเลือกดูเองได้เลยนะครับแล้วก็วางใจได้เลย รับรองว่าจะคิดราคาที่ถูกที่สุดแน่นอนครับ”
อีกฝ่ายมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าหานชีเยวี่ยก็ย่อมยิ้มตอบเช่นเดียวกัน อีกอย่างเธอก็คงไม่อาจมาหาเจียงอวี้หมิงทุกครั้งที่ขาดแคลนผ้าหรอก
พนักงานดูแลโกดังอย่างเสี่ยวหลี่ก็นับว่ามีอำนาจในการตัดสินใจอยู่บ้าง
“รบกวนคุณแล้วค่ะ สหายหลี่”
เสี่ยวหลี่รีบร้อนเอ่ยว่า “เกรงใจเกินไปแล้วหากคุณไม่รังเกียจเรียกผมว่าพี่หลี่ก็ได้ครับ”
หานชีเยวี่ยไหลไปตามน้ำทำตามอย่างว่าง่าย“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่เกรงใจแล้วค่ะ พี่หลี่”
ระหว่างที่พูดหานชีเยวี่ยก็หยิบถุงเมล็ดแตงโมและถุงขนมหวานออกมาจากกระเป๋าเป้ที่ติดตัวมาของเธอขนมนั้นคือลูกอมรสผลไม้ ถึงจะไม่ใช่ลูกอมรสนมตรากระต่ายขาว แต่ก็ถือว่าเป็นของดีส่วนเมล็ดแตงโมนั้นก็หาได้มีน้อย มันก็มีน้ำหนักถึงหนึ่งจินเชียว
เสี่ยวหลี่คิดไม่ถึงว่าหานชีเยวี่ยจะให้ของเขาด้วยเขาจึงรีบพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แล้วจะไม่ให้ผมเกรงใจได้อย่างไร”
ถึงแม้สวัสดิการของโรงงานผ้าฝ้ายจะดีแต่ตั๋วต่างๆ ก็ยังคงไม่เพียงพอ
บังเอิญว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้เขากำลังจะแต่งงานพอดีเขากำลังคิดอยู่เลยว่าจะหาขนมหวานและเมล็ดแตงโมมาจากที่ไหนดีหานชีเยวี่ยก็เอามาส่งให้ถึงที่เลย
ทว่าอย่างไรก็ตามปริมาณมันออกจะน้อยไปสักหน่อยไม่รู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะช่วยหาเพิ่มมาให้ได้อีกหรือไม่
เสี่ยวหลี่เองก็อยู่ในภาวะป่วยจนไม่เลือกหมอแล้ว[1]เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็รีบเปิดปากพูดกับหานชีเยวี่ยทันที“สหายหานชีเยวี่ย ผมกำลังจะแต่งงานในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์พอดี ถ้าคุณพอจะมีวิธีช่วยหาขนมหวานและเมล็ดแตงโมให้ผมเพิ่มอีกได้ไหมครับ”
ขนมหวานและเมล็ดแตงโมเหล่านี้หานชีเยวี่ยหยิบมาจากห้างสรรพสินค้าในมิติของเธอ พวกขนมประเภทนี้แน่นอนว่ายังมีในห้างสรรพสินค้าอยู่
“ฉันพอจะหาวิธีได้ค่ะเพียงแต่ไม่รู้ว่าพี่หลี่อยากได้เท่าไหร่” หานชีเยวี่ยแสร้งทำท่าทางลำบากใจเธอทำแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เสี่ยวหลี่เรียกร้องมากเกินไปด้วย
เสี่ยวหลี่เห็นท่าทางลำบากใจของหานชีเยวี่ยเขาก็รู้ว่าขนมหวานและเมล็ดแตงโมพวกนี้เป็นของหายาก จึงเอ่ยว่า“ผมอยากได้ขนมหวานห้าจิน เมล็ดแตงโมสิบจิน พอจะได้ไหมครับ?”
หานชีเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอพูดว่า“เมล็ดแตงโมไม่มีปัญหาค่ะ แต่ขนมหวานอาจจะหาได้ไม่ครบ พี่หลี่ฉันรับรองได้แค่ว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ”
ทุกเรื่องต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้เสมอหานชีเยวี่ยไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างสำเร็จในครั้งเดียวหลีกเลี่ยงการถูกคนอื่นสงสัย
เมื่อเสี่ยวหลี่ได้ยินดังนั้นเขาก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ก็ได้ครับ ขนมหวานน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไรขอแค่มีเมล็ดแตงโมไว้ต้อนรับแขก เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้วครับ”
หลังจากตกลงกันเสร็จสิ้นแล้วเสี่ยวหลี่ก็พาหานชีเยวี่ยไปที่โกดังเนื่องจากเขาร้องขอความช่วยเหลือจากหานชีเยวี่ยเสี่ยวหลี่จึงพาเธอไปที่มุมหนึ่งด้วยความกระตือรือร้น
“สหายหานชีเยวี่ยผ้าตรงนี้เป็นผ้าที่มีตำหนิน้อยที่สุดบางผืนก็แค่ตอนที่ทอเกิดมีด้ายโผล่ออกมาเล็กน้อยตรงขอบบางผืนก็แค่สีที่พิมพ์ลงไปไม่สม่ำเสมอ แต่ว่าราคากลับเท่ากับผืนอื่นๆคุณลองดูนะครับว่าอยากได้แบบไหน?”
หานชีเยวี่ยสุ่มๆ เปิดผ้าสองผืนออกมาดูปรากฏว่าก็เป็นอย่างที่เสี่ยวหลี่พูดจริงๆ ปัญหาที่เกิดกับผ้าเหล่านี้มีไม่มาก
“พี่หลี่ ผ้าสีขาวแบบนี้ฉันเอาสิบห้าเมตรค่ะ” อย่างแรกที่หานชีเยวี่ยสนใจคือผ้าฝ้ายสีขาวเหมาะสำหรับทำเสื้อซับในให้คนในบ้านและยังสามารถทำเสื้อเชิ้ตสีขาวให้พี่ชายของเธอได้ด้วยแม้ว่าผ้าฝ้ายจะไม่ดีเท่าผ้าใยสังเคราะห์ แต่ก็ซึมซับเหงื่อได้ดี
ในยุคนี้เสื้อเชิ้ตที่ดีที่สุดคือเสื้อเชิ้ตที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์แต่ดูเหมือนว่าโรงงานผ้าฝ้ายจะไม่มีผ้าชนิดนี้หานชีเยวี่ยจึงทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจที่จะหาผ้าใยสังเคราะห์
ผ้าที่หานชีเยวี่ยเลือกเป็นผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปแต่ความต้องการก็สูงมากเช่นเดียวกัน มันสามารถใช้ทำเสื้อผ้า และใช้ทำผ้าห่มได้เสี่ยวหลี่จึงไม่แปลกใจที่หานชีเยวี่ยเปิดปากเลือกทีจะเอาถึงสิบห้าเมตร
เขายิ้มพร้อมกับพยักหน้า
หานชีเยวี่ยเลือกผ้าต่อไปยังมีเสื้อนอกที่เธอต้องเตรียมให้กับคนในบ้านอีกหานชีเยวี่ยหันไปเห็นผ้าสีเขียวขี้ม้าเข้าพอดี “พี่หลี่เอาผ้าแบบนี้ให้ฉันสิบเมตรได้ไหมคะ?”
ผ้าสีเขียวขี้ม้าส่วนมากมักใช้ทำเป็นเสื้อผ้าสวมใส่หานชีเยวี่ยต้องการทีเดียวถึงสิบเมตร นั่นคือจำนวนเสื้อผ้าถึงห้าชุดเชียวนะเสี่ยวหลี่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“น้องสาว คุณจะเอาเยอะขนาดนี้จริงๆ เหรอ?ผ้าของเราผืนกว้างนะ สองเมตรก็ทำเสื้อผ้าได้หนึ่งชุดแล้ว”
“พี่หลี่ ฉันขอบอกตามตรงไม่คิดปิดบังคนในบ้านฉันเยอะค่ะ พี่ชายหนึ่งคน คนละชุดก็ต้องใช้เยอะขนาดนี้แหละค่ะ”หานชีเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความขมขื่นเล็กน้อย
เมื่อเสี่ยวหลี่ได้ยินว่าคนละชุดก็ต้องใช้ผ้าเยอะขนาดนี้เขาก็ไม่ได้พยายามพูดโน้มน้าวอะไรต่อ
ในยุคนี้ครอบครัวส่วนใหญ่จะมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ
“แล้วก็ผ้าลายดอกเล็กๆพื้นสีขาวนี่เอาสี่เมตร ผ้าลายตารางสีฟ้าเอาสี่เมตรผ้าลายตารางสีเทาดำเอาสองเมตรนะคะ...”
หานชีเยวี่ยเลือกผ้าไปเรื่อยๆ เพียงพริบตาเธอก็ใช้สิทธิ์ซื้อไปแล้วสี่สิบหกเมตร หลังจากนั้นหานชีเยวี่ยก็มองไปที่ผ้าทำงานสีน้ำเงินเข้มชนิดหนึ่ง
ผ้านี้ค่อนข้างหนา เหมาะสำหรับทำกางเกงเพราะจะทนทานกว่า เธอเหลือโควต้าอีกสี่เมตรต่อให้ซื้อผ้าชนิดนี้ทั้งหมดก็ยังไม่พอใช้
หานชีเยวี่ยเงียบไปเดิมทีเธอคิดว่าผ้าห้าสิบเมตรก็นับว่าเยอะมากแล้ว แต่พอแบ่งๆ ดูแล้วก็ยังไม่พอจริงๆ
แม้ว่าทรัพยากรในยุคนี้จะขาดแคลนและรูปแบบก็ไม่หลากหลายนัก แต่นี่คือโกดังของโรงงานผ้าฝ้ายมีผ้าหลากหลายชนิดให้เลือกมากมายไม่น้อยเลยหานชีเยวี่ยอยากทำเสื้อผ้าให้ทุกคนในบ้าน แน่นอนว่ามันไม่พอ
หานชีเยวี่ยเงียบไป
เสี่ยวหลี่ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของหานชีเยวี่ยในใจของเขารู้สึกสงสัย
ถึงแม้ว่าผ้าที่มีตำหนิเล็กน้อยเหล่านี้จะราคาถูกแต่ถ้ารวมๆ กันแล้ว ผ้าเยอะขนาดนี้ก็ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว
เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ยังดูเด็กอยู่เลยเธอจะสามารถจ่ายเงินมากมายขนาดนี้ได้จริงหรือ?
ในบรรดาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่และยาปัจจัยสี่เหล่านี้ แม้ว่าเสื้อผ้าจะถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแต่คนที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเสื้อผ้าก็นับว่ามีไม่มากนัก