เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ สามสิบเก้า

     

    บทที่ สามสิบเก้า

     

    บรรยากาศภายในตำหนักสงบเงียบมีเพียงเสียงลมที่พัดใบไม้ไหวกระทบกันเบาๆกับเสียงกรอบแกรบของใบไม้และเสียงเสียดสีของผ้าฝ้ายเมื่อผู้หนึ่งขยับตัวหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งก้าวเท้าจากพื้นที่ด้านนอกกลับเข้าไปนั่งพักที่ตั่งริมห้องในอาภรณ์ชุดในบางเบาสีอ่อนหลิวชิงเซียงขยับตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อตั้งสมาธิเส้นผมที่เคยมัดไว้อย่างเรียบร้อยตอนนี้คลายออกเล็กน้อยเส้นผมยาวสลวยสีนิลบางส่วนหล่นแนบลงกับลาดไหล่ริมฝีปากแดงเรื่อเม้มเมื่อเก็บลมหายใจให้สงบ จากนั้นจึงยืดกายลุกขึ้น

    รอบกายตอนนี้มีแสงแดดยามบ่ายลอดกระดาษโปร่งบางของตำหนักฟู่ตงเกิดลวดลายพร่าเลือนละมุนตาหลิวชิงเซียงกลับเข้าห้องได้ไม่นานหลังจากออกไปฝึกวิชาตามปกติที่ด้านหลังตำหนักที่ซ่อนเร้นก็ต้องแสร้งทำเป็นนอนเต็มอิ่มแล้วก้าวออกไปทั้งที่ความจริงนางไม่ได้เพิ่งตื่นจากนิทราดังที่พยายามแสดงออกนางฝึกวิชาทุกบ่ายในช่วงที่บอกให้นางกำนัลทั้งหลายห้ามรบกวนด้วยข้ออ้างว่าอยากพักผ่อนอาการเกียจคร้านและเก็บตัวยิ่งทำให้ทุกคนเคยชินและเชื่อสนิทใจว่ายามบ่ายคือช่วงพักนอนของหลี่ผินจริงๆซึ่งวันนี้ถูกใช้ฝึกซ้อมท่วงท่าหลบหลีกอาวุธและคุมลมหายใจผลที่ออกมาวันนี้น่าพอใจยิ่ง

    ขณะสาวเท้าช้าๆไปยังมุมห้องด้านในเพื่อจัดแต่งชุดให้เหมือนคนพึ่งตื่นหลิวชิงเซียงเลือกผ้าผืนบางสีงาช้างลายกลีบดอกมู่ตานพาดลงบนกายอย่างแผ่วเบาแล้วคาดเข็มขัดเส้นเล็กสีเดียวกับชุดไว้อย่างหลวมๆผมยาวรวบขึ้นถูกปล่อยให้ชายผมสยายแนบแผ่นหลังนางเหลือบมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองครู่หนึ่งพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจแล้วก้าวออกจากห้องนอน

    พอเปิดประตูห้องออกมาเสียงจอแจอ่อนๆ จากนอกระเบียงก็ชัดขึ้น นางชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าหน้าตำหนักมิได้เงียบสงบเช่นเคย มีนางกำนัลหลายคนกว่าปกติที่จะรอปรนนิบัตินางหลังงีบกลางวัน“ทำไมวันนี้คนเยอะกว่าปกติ..” เสียงหวานเอ่ยเบาๆขณะดวงตากลมใสกวาดมองอย่างสงบ หากในใจกลับระแวดระวัง

    ก่อนที่นางจะเอ่ยอะไรต่อนางกำนัลคนสนิทซึ่งยืนอยู่ถัดจากเสาหินฝั่งขวาก็ก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมแววตาของหญิงสาวสะท้อนความสงสัยไม่น้อยไปกว่าผู้เป็นนาย

    “นายหญิงวันนี้มีคนมาถวายงานมากกว่าปกติเจ้าค่ะ โดยเฉพาะ..” นางลดเสียงลง “มีนางกำนัลสองคนที่เพิ่งเข้ามาเพิ่ม”

    ดวงตาคมของหลิวชิงเซียงเลื่อนมองไปยังสองสตรีวัยกลางคนที่ยืนแทรกอยู่ด้านหลังพวกนางอยู่ในชุดนางกำนัลหลวงสีเขียวอ่อนลายดอกหลันฮวา เรียบง่ายเรียบร้อยดูท่วงท่าคล่องแคล่วและสำรวมริมฝีปากของหญิงสาวขยับน้อยๆ “พวกนางมาทำอะไรหรือ?”

    ฟ่านหรูซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาจากอีกมุมก้าวเร็วเล็กน้อยก่อนจะหยุดลงแล้วค้อมศีรษะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ“ฝ่าบาททรงมีพระราชดำรัสมอบนางกำนัลทั้งสองมาให้เจ้าค่ะตอนช่วงที่หลี่ผินพักผ่อนอยู่..หม่อมฉันจึงยังมิได้กราบเรียนทันที”

    หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ตำหนักเราก็มีคนอยู่มากแล้วเหตุใดจึงต้องเพิ่มอีก?”

    ยังไม่ทันจะได้ถามต่อสตรีคนหนึ่งในสองนางกำนัลที่ถูกกล่าวถึงก็เดินออกมาข้างหน้า แล้วโค้งตัวลงอย่างงดงามท่าทางเป็นธรรมชาติเหมือนผู้ที่ผ่านการฝึกมานับสิบปี

    “หม่อมฉันชื่อซูเหยาเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยเสียงสุภาพ “และนางชื่อหม่าหงพวกเราทั้งสองเป็นนางกำนัลเก่าในวังหลวง รับใช้ฝ่ายในมานับแต่รัชศกก่อนได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทให้มาประจำตำหนักฟู่ตงนี้โดยตรงเพคะ”

    ซูเหยาพูดอย่างมั่นคงแต่แฝงด้วยความนอบน้อมในน้ำเสียงดวงตาเปล่งแสงเฉียบคมราวผู้รู้ทุกซอกซอยในวังหลวงขณะที่หม่าหงค้อมศีรษะแล้วต่อความอย่างนุ่มนวล “ฝ่าบาททรงตรัสว่า..ตำหนักฟู่ตงนั้นข้ารับใช้ล้วนเป็นหน้าใหม่อาจยังไม่สันทัดในธรรมเนียม ขาดคนออกหน้าในยามจำเป็นจึงให้เราสองคนมาประจำตำหนักเพื่อช่วยดูแลงานฝ่ายในให้เรียบร้อย และเป็นหูเป็นตาเผื่อมีเหตุผิดปกติใดๆ เจ้าค่ะ”

    หลิวชิงเซียงไม่ได้เอ่ยตอบทันทีดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยมือบางแตะปลายแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา ในใจเริ่มตรึกตรองทุกอย่าง

    คำพูดจากริมฝีปากของบุรุษผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นในห้วงคิด“เรื่องนี้..เราจะจัดการเอง” ภาพของจักรพรรดิหนุ่มในคืนก่อนยังฝังอยู่ในใจหรือว่า..การส่งคนเข้ามานั้น อาจเป็นหนึ่งใน ‘การจัดการ’ ที่ว่า

    หญิงสาวสบตานางกำนัลทั้งสองอีกครั้งเห็นความตั้งใจปะปนกับความระวังภัยในแววตา แล้วก็พยักหน้าอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อเป็นรับสั่งเช่นนั้นก็อยู่ช่วยจัดการงานไป”

    หม่าหงกับซูเหยาต่างค้อมศีรษะตอบพร้อมกันด้วยน้ำเสียงเป็นหนึ่งเดียว“เจ้าค่ะ”

    เมื่อทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนหญิงสาวก็หมุนตัวกลับเข้าห้องอีกครั้ง ก่อนที่อิงหลานและฟ่านหรูจะก้าวตามเข้ามาโดยไร้คำสั่งแววตาของทั้งสองนางกำนัลสบเข้าหากันอย่างรู้หน้าที่

    “ขออภัยเพคะ” อิงหลานเอ่ยเสียงเบาพร้อมวางพานเงินที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะกลมข้างฉากผ้าไหม

    หลิวชิงเซียงไม่กล่าวอันใดเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้ทั้งสองเข้ามาทำหน้าที่ นางนั่งลงหน้ากระจกทองเหลืองที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งแสงแดดบ่ายคล้อยสะท้อนจากกระจกมาที่ใบหน้า

    อิงหลานเริ่มลงมือจัดแขนเสื้อให้เข้าที่พลางช่วยเกล้าผมใหม่นำผมที่สยายยาวรวบขึ้นอย่างนุ่มนวล ใช้หวีเขาสลักลายหวีเบาๆขณะที่ฟ่านหรูก็หยิบปิ่นปักทองรูปดอกโบตั๋นขึ้นมาเตรียมเสียบประดับ

    “วันนี้มีเรื่องน่าสนใจนักเจ้าค่ะ” ฟ่านหรูเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังในขณะมือค่อยๆปักปิ่นไม่หยุดเคลื่อนไหว “เห็นว่าท้องพระโรงช่วงสายวันนี้มีเรื่องกล่าวถึงตำหนักใน”

    “ตำหนักในหรือ?” หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วเล็กน้อยดวงตาหรี่เรียวยาวสะท้อนแววสงสัย “ราชการส่วนหน้าย่อมมิใช่เรื่องที่ฝ่ายในเกี่ยวข้อง..มีเหตุใดถึงต้องกล่าวถึง?”

    อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันนิดหนึ่งก่อนฟ่านหรูจะเป็นฝ่ายตอบ“ได้ยินว่าวันนี้เอ่ยถึงเรื่องจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการให้สนมนางในสามารถเรียนรู้แขนงวิชาใดก็ได้เจ้าค่ะมิได้จำกัดเพียงงานเรือนของสตรีหรือดูแลตำหนักเช่นแต่ก่อน”

    มือบางของหลิวชิงเซียงที่วางอยู่บนตักพลันกำแน่นดวงตาของนางเบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนความสะท้อนในแววตา “หมายถึงแขนงใด?”

    “หม่อมฉันคิดว่าพวกฝึกขี่ม้ายิงธนูเจ้าค่ะหรืออาจจะรวมไปถึงเพลงดาบเพลงกระบี่ด้วยก็เป็นไปได้”

    หลังคำกล่าวของอิงหลานมุมปากของหลิวชิงเซียงก็ไม่อาจจะกดลงได้เขาลงมือแล้วจริงๆ คำสัญญาที่คล้ายคำพูดลอยลมเมื่อหลายวันก่อนพลันกลับไปนึกก็มีน้ำหนักขึ้นมาในอก

    “เราจะเปลี่ยนกฎเจ้าจะได้แสดงฝีมือได้เต็มที่” แม้คำเอ่ยจะใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งลมหายใจแต่กลับฝังลึกอยู่ในใจ และวันนี้คำพูดนั้นเริ่มก่อเป็นรูปธรรมแล้ว

    เงียบงันครู่หนึ่งก่อนที่หลิวชิงเซียงจะคลายมือสูดลมหายใจเข้าลึก ชะเง้อมองภาพตนเองในกระจกตรงหน้าเผยใบหน้าที่ผ่านการเติมแต่งจัดทรงผมเรียบร้อย นางกะพริบตาช้าๆปล่อยให้ลมหายใจหลอมรวมอารมณ์ที่เอ่อล้นจนสงบลง แล้วจึงเอ่ยถามเบาๆ “..แล้วเช่นนั้น ผู้ใดเป็นผู้เสนอฝ่าบาทเป็นผู้ตรัสขึ้นเองหรือ?”

    “ได้ยินมาว่าเป็นรับสั่งจากฝ่าบาทเองเพคะ” อิงหลานเป็นฝ่ายตอบมือของนางยังคงจัดเสื้อคลุมให้แนบกายอย่างประณีต “หม่อมฉันได้ฟังจากนางกำนัลที่ตามขบวนเสด็จเมื่อเช้านางว่าเรื่องนี้มิได้อยู่ในฎีกาที่เตรียมมา แต่อยู่ๆฝ่าบาทก็ตรัสขึ้นกลางท้องพระโรง ท่ามกลางความตกตะลึงของขุนนางทั้งหลาย”

    “โดยเฉพาะฝ่ายแม่ทัพที่เหมือนจะสนับสนุนเพคะ” ฟ่านหรูรีบเสริม “แต่ขุนนางบางท่านจะกล่าวค้านแต่ก็ไร้เหตุผลพอจะลบล้างความคิดฝ่าบาทได้ เพราะทรงกล่าวว่าการให้สตรีในวังหลังมีสิทธิเรียนรู้วิชาแขนงอื่นคือสัญญาณแห่งความก้าวหน้ามิใช่เพียงขนบจารีตแบบเก่าที่มีไว้เพียงประดับตำหนักเท่านั้น”

    “แม่ทัพจตุรทิศก็เห็นด้วยเพคะ” อิงหลานประคองผ้าคลุมบางขึ้นพาดไหล่ผู้เป็นนายเบาๆ“บางคนถึงกับกล่าวว่า..นี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนภาพวังหลังไปทั้งวัง”

    คำพูดนั้นดั่งกระทบสะเทือนอยู่ในอกหลิวชิงเซียงนั่งนิ่งความร้อนอุ่นรินขึ้นที่ขอบตาในชั่วขณะหนึ่ง ความโล่งใจความตื้นตัน ราวกับพ้นจากพันธนาการล่องหนที่เหนี่ยวรั้งมานานนางอาจจะไม่ต้องแสร้งอ่อนแอไร้ทางสู้เวลามีคนข่มเหง ไม่ต้องซ่อนดาบไว้ใต้รอยยิ้มอย่างน้อยก็มีสักเรื่องที่นางเก็บเป็นความลับน้อยลงและเขาเป็นผู้เปิดทางให้นางก้าวออกมา

    เมื่อทุกอย่างในใจกลับคืนสู่ความสงบสตรีจากเผ่าทะเลทรายผู้เป็นดั่งเงาเงียบในวังหลวงค่อยๆ ยืดกายขึ้น “เช่นนั้น” เสียงนางแผ่วเบา “เราคงต้องเฝ้ารอให้ประกาศออกมาจริงหากเป็นเช่นที่พูด..ก็นับว่าฟ้าหลังฝนช่างงามนัก”

    อิงหลานและฟ่านหรูก้มหน้าลงน้อมรับคำของผู้เป็นนายสายตาอ่อนโยนของพวกนางมองผู้เป็นนายพลางคิดในใจว่านายหญิงตนคงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่น้อย

    หลิวชิงเซียงซึ่งในยามนี้แต่งกายเรียบร้อยแล้วศีรษะประดับด้วยปิ่นทองดอกโบตั๋น ผ้าคลุมบางเบาพลิ้วแนบแผ่นหลังนางเพิ่งหมุนตัวจากหน้ากระจกทองเหลือง เพื่อจะก้าวออกจากห้องทว่ายังไม่ทันที่ปลายเท้าจะแตะธรณีประตู เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง

    “หลี่ผินเพคะ!” เสียงตื่นลนของนางกำนัลหน้าใหม่ผู้หนึ่งดังขึ้นตามมาด้วยร่างเล็กๆ ที่โค้งตัวลงแทบพื้นเมื่อเข้ามาถึงภายในห้อง

    หลิวชิงเซียงหรี่ตาลงเล็กน้อยแววตาไม่แสดงอารมณ์ใด ทว่าเสียงเอื้อนเอ่ยนั้นกลับเปี่ยมด้วยพลัง “มีอะไร?”

    นางกำนัลสาวรีบร้อนก้มหน้าตอบน้ำเสียงสั่นระริก “เซินมามาเจ้าค่ะ..นางมานำคนจากตำหนักฉือหนิงมาขอเข้าตรวจค้นตำหนักฟู่ตง”

    ทันทีที่ได้ยินชื่อ‘เซินมามา’ แววตาของผู้รั้งตำแหน่งสนมขั้นผินพลันเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยวขณะเซินมามา..นางกำนัลเก่าแก่ที่ติดตามฮองไทเฮามานานหลายรัชศกนางจำได้แม่นยำ คนผู้นั้นมิใช่บ่าวธรรมดา แต่เป็นมือขวาคนสำคัญของฮองไทเฮาแม้จะมีตำแหน่งเป็นเพียงข้ารับใช้ทว่าในวังหลวงนี้กลับมีอำนาจเหนือกว่าขุนนางบางคนเสียอีก

    ดวงตาคมวาวจับจ้องหญิงสาวผู้น้อยตรงหน้าเสียงเอ่ยถามราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดัน “นางต้องการสิ่งใด? แจ้งเหตุผลหรือไม่?”

    นางกำนัลหน้าใหม่หน้าเจื่อนลงทันทีมือเล็กกำเข้าหากันแน่นพลางก้มศีรษะ “หม่อมฉัน..มิกล้าถามเจ้าค่ะตำแหน่งต่ำต้อยไม่บังอาจสอบถามเซินมามา”

    หลิวชิงเซียงสบมองนางกำนัลที่ก้มหน้าจนคางแทบแตะอกแววตานางเจือแววผิดหวังนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่กล่าวอันใดเพิ่มเติมเพียงคว้ากระชับผ้าคลุมไหล่ให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้น ข้าจะออกไปดูเอง”

    วาจานั้นยังไม่ทันขาดคำดีนักขณะร่างโปร่งระหงก้าวออกจากประตูห้อง ยังไม่พ้นชานไม้หน้าระเบียงเรือนนอนเงาร่างของหญิงสองคนก็ขวางทางไว้พอดี

    หนึ่งคือซูเหยามีท่วงท่าสงบเยือกเย็นท่าทางเยี่ยงผู้มากด้วยชั้นเชิง อีกหนึ่งคือ หม่าหงที่ร่างใหญ่แข็งแรงกว่าใบหน้าดุดันแต่เจือรอยพินอบพิเทาอยู่ทั้งสองโค้งตัวน้อมคารวะ ก่อนซูเหยาจะเป็นผู้กล่าววาจาขึ้นก่อน “ทูลหลี่ผิน เรื่องนี้..ขอประทานให้พวกหม่อมฉันเป็นผู้จัดการเถิดเจ้าค่ะ”

    พอเสียงของซูเหยาที่เรียบแต่หนักแน่นกล่าวจบหม่าหงก็เอ่ยเสริมทันที“เซินมามาแม้จะมาจากตำหนักฉือหนิงของฮองไทเฮาแต่ก็ยังเป็นเพียงบ่าว การที่หลี่ผินจะออกหน้ารับด้วยตัวเอง..ดูจะไม่สมควรเจ้าค่ะ” นางเว้นวรรคครู่หนึ่ง “หม่อมฉันกับซูเหยาจะเจรจากับนางเองหากมีสิ่งใดเกินเลยหม่อมฉันจะรีบเข้าไปแจ้งโดยตรง” หม่าหงย้ำคำอย่างหนักแน่น

    “ต่อให้ต้องต้านพายุหม่อมฉันก็ไม่ยอมให้ตำหนักฟู่ตงต้องขาดทุนหรือเสียชื่อมัวหมองแม้เพียงครึ่งคำเจ้าค่ะ”

    หลิวชิงเซียงชะงักเท้าเพียงเล็กน้อยหรี่ดวงตาลงอย่างครุ่นคิด ความนิ่งเงียบแผ่ซ่านรอบร่างนางนางสบตาซูเหยาและหม่าหงนิ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบาเป็นยิ้มที่ไม่ใช่เพียงการยอมรับแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ

    ใช่แล้ว..นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงส่งหญิงรับใช้เก่าแก่ทั้งสองมาให้มิใช่เพียงเพื่อตรวจตราธรรมเนียมในตำหนักหรอกแต่เพื่อยืนอยู่เบื้องหน้าแทนตนในยามที่พายุเริ่มโหมกระหน่ำอย่างผู้มากประสบการณ์ “เช่นนั้นก็จัดการตามเห็นสมควรเถิด” นางกล่าวเสียงเรียบ “ข้าจะดูอยู่ด้านหลังเงียบๆ”

    ซูเหยาและหม่าหงก้มศีรษะรับคำอย่างนอบน้อมก่อนจะเร่งสาวเท้าเดินนำหน้าไปยังเรือนต้อนรับ

    หลิวชิงเซียงเดินตามมาอย่างเงียบเชียบมิได้ใกล้เกินจนแลดูท้าทาย แต่มิห่างนักจนเหมือนหวาดกลัวสายลมยามบ่ายพัดชายผ้าคลุมของนางพลิ้วไหวดุจหมึกแต้มบนกระดาษพับแววตาทอดมองข้ามแนวต้นหลิวไปยังลานด้านหน้าตำหนักที่เริ่มมีเสียงอื้ออึงดังขึ้นหากมองเผินๆ ก็เพียงฉากหนึ่งในวังหลวงที่บ่าวจากตำหนักหนึ่งมาขอตรวจตำหนักอีกแห่งแต่ในสายตาของหลี่ผินแล้วนี่คือกระดานหมากที่ถูกวางขึ้นอย่างแนบเนียน

    เซินมามาพาคนมาค้นตำหนักฟู่ตงกลางวันแสกๆไม่มีเหตุผลชัดแจ้ง มิใช่เพียงอวดอำนาจเท่านั้นเพราะถ้านางไม่รู้เหตุการณ์เมื่อคืนก่อนคงไม่สามารถคาดเดาได้เวลานี้ความคิดแล่นปราดในสมองไวราวลมพายุ แล้วพลันนึกถึงภาพเงาวูบวาบเมื่อคืนนั้นใครบางคนที่ลอบทำเรื่องลับๆ ล่อๆ ในตำหนักยามวิกาลหรือแท้จริงแล้วทุกอย่างนี้มีเบื้องหลังอยู่ที่..ฮองไทเฮา?

    นางครุ่นคิดเงียบๆขณะเดินไปอย่างสงบ แต่ภายในกลับเหมือนทะเลทรายที่พายุทรายเริ่มก่อตัวเซินมามาย่อมไม่มาอวดอำนาจด้วยตัวเองถ้าไม่มีรับสั่งจากผู้เป็นนาย

    เรื่องนี้ฮ่องเต้รับรู้มาก่อนหรือไม่ถ้าเช่นนั้น..ไม่เท่ากับว่าย่าหลานกำลังลับเขี้ยวเล็บกันอยู่หรอกหรือ?’

    หลิวชิงเซียงพอเข้าใจดีถ้าหากฮองไทเฮาไม่โปรดนางย่อมเป็นเรื่องธรรมดาหญิงจากเผ่าทะเลทรายผู้ไม่ได้เติบโตมาในขนบธรรมเนียมอย่างของสตรีชั้นสูง จะถูกมองว่าเป็นหนามแหลมในแววตาแต่วิธีที่ฮ่องเต้เลือกโต้ตอบกลับไม่ใช่การประนีประนอมแต่ปะทะให้รู้แพ้รู้ชนะส่งคนเข้ามาวางรากในจุดที่จะโต้กลับ

    หลิวชิงเซียงหลุบตาลงดวงตาใสเจือแววลุ่มลึก ไม่รู้ว่าหมากนี้ใครจะชนะแต่ขณะนี้หมากตัวแรกได้ถูกเดินแล้ว

     

     

    --------------------------------------

    แอบมากระซิบมีเล่มสามออกมาแล้วนะคะ

    สำหรับคนที่ต้องการทราบเรื่องราวล่วงหน้า ฝากติดตามไปดูได้นะคะ

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน