ไม่มีผู้ใดขยับตัวเข้ามาหยิบกลีบบัวไปแม้แต่คนเดียว เด็กหนุ่มยกยิ้มอย่างโล่งใจที่ไม่ต้องฆ่าคนเพิ่ม กลีบดอกบัวสีขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นกลีบบัวสีดำมืดอันตราย ก่อนที่จะสลายกลับเข้าไปภายในร่างกายของเด็กหนุ่ม
"ข้ารักษาได้ ก็ทำลายได้ ทุกคนเก็บกวาดสถานที่ให้เรียบร้อย ข้าต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานเทศกาล มาร์ตี้มากับข้า"
มิเนอร์วาสั่งการเสร็จก็เดินจากไปไกล ปัจจุบันย่อมไม่เหมือนวันวานที่เคยเดินไปไหนมาไหนเพียงลำพัง บัดนี้กลุ่มลูกสมุนหลายคนนำโดยมาร์ตี้รีบสาวเท้าเดินตามหลังเด็กหนุ่มจากไป ระหว่างทางที่เดินทางกลับไปยังฐานของอดีตกลุ่มใบไม้หอมมิเนอร์วาก็ได้รับรู้ข่าวสารเพิ่มเติมจากปากของมาร์ตี้ เจสันกำลังหนีออกจากอาณาจักรแห่งนี้เดาว่าน่าจะมุ่งหน้าไปอาณาจักรฟลอเรนซ์ เนื่องจากโดนศัตรูเบื้องหลังกลุ่มตั๊กแตนมรณะไล่ล่า
ดังนั้นก่อนจากไปเจสันจึงได้กำชับลูกน้องทุกคนเอาไว้ให้คอยช่วยเหลือเด็กหนุ่มอย่างเต็มที่ คุยรายละเอียดกันอยู่หลายเรื่องก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูฐานหลักของกลุ่มใบไม้หอมแล้ว มิเนอร์วาไม่ได้สนใจสภาพของบ้านหลังใหญ่ที่โดนทำลายข้าวของ เดินหน้าเข้าไปภายในมุ่งหน้าสู่ห้องจัดเลี้ยงที่เคยมาในครั้งที่แล้ว ภายในห้องจัดเลี้ยงโต๊ะตัวเล็กที่เคยวางไว้ล้มระเนระนาดพลิกคว่ำไม่เป็นระเบียบ เด็กหนุ่มเดินไปพลิกโต๊ะตัวหนึ่งให้ตั้งขึ้นก่อนจะนั่งลงไปยังที่นั่งซึ่งเจสันเคยนั่งในอดีต
"ข้าหิวแล้วเตรียมอาหารให้หน่อย"
คำสั่งเรียบง่ายไร้ซึ่งจิตคุกคามใด แต่กลับมีพลังกดดันจนมาร์ตี้ต้องรีบจัดการให้ตามคำขอ รอไม่นานแฝดสาวเซดร้าและเฟดร้าก็เดินยกอาหารเข้ามา ดวงตาแดงก่ำเนื่องจากร้องไห้ไม่ยินยอมให้บริการแขก ด้วยคิดว่าเป็นกลุ่มตั๊กแตนมรณะที่เข้ากลืนกินคนของกลุ่มใบไม้หอมเรียบร้อยแล้ว แต่สองสาวกลับต้องตกใจผิดคาดเมื่อเห็นบุคคลที่นั่งรออยู่ สตรีทั้งสองรีบเข้าไปร้องไห้ออดอ้อนทันทีที่เห็นหน้ามิเนอร์วา มาร์ตี้ที่เห็นสตรีดื้อรั้นทั้งสองที่ไม่ยินยอมในตอนแรก กลับต้องเป็นฝ่ายพุ่งเข้าไปหาหัวหน้าคนใหม่โดยไม่ต้องสั่งก็ส่ายหน้ารำพันในใจ
'ทำไมข้าถึงไม่เกิดมาหน้าตาดีเช่นนั้นบ้างกันนะ อิจฉาจริงๆ'
เซดร้าและเฟดร้ายังคงร่ำไห้บีบน้ำตา เรียกความสงสารเอ่ยเล่าถึงพฤติกรรมเลวทรามของพวกตั๊กแตนมรณะ พวกมันที่เข้ามาข่มเหงผู้คนหลังจากที่เจสันไม่อยู่ มิเนอร์วาไม่ได้รำคาญหรือผลักไสแฝดสาวออกไป ปล่อยให้พวกนางได้ระบายรับฟังอย่างเต็มที่กินไปฟังไป เมื่ออิ่มท้องจึงสั่งให้มาร์ตี้เรียกสมาชิกของกลุ่มใบไม้หอมให้มารวมตัวกัน ถึงแม้จะมืดค่ำแล้วแต่ทุกคนก็รีบมารวมตัวกันด้วยความเต็มใจ แม้แต่สมาชิกทั่วไปก็มารวมตัวกันยืนเข้าแถวอยู่ด้านหน้าลานน้ำพุภายในสวนเพื่อรอรับคำสั่ง
"เก็บกวาดทุกอย่างให้สะอาดซะ แล้วเตรียมตัวให้ดีแม้แต่ที่นั่นข้าก็มีศัตรู อีกไม่นานพวกเราจะต้องออกเดินทางไปยังสถาบันหลวงแล้ว"
พูดจบมิเนอร์วาก็ยันกายลุกขึ้นยืนเดินออกไปยังทางเดินขนาดเล็กที่ถูกยกสูงขึ้นเหนือพื้น เดินเอามือไพล่หลังมาหยุดอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนมากมายที่กำลังเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
"พวกท่านน่าจะรู้จักข้ากันดีอยู่แล้ว แต่จะขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ตัวข้ามีชื่อว่ามิเนอร์วา ตั้งแต่นี้ไปจะขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเร มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงโทษสมาชิกภายในกลุ่ม จงอย่าได้ก้มหัวให้ผู้ใดรังแก จงทำตามอย่าได้คิดสงสัย คำพูดข้าคือเด็ดขาด ห้ามขัดขืน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้จะมีข้าเป็นผู้รับผิดชอบพวกเจ้าไม่รู้เห็น เข้าใจหรือไม่?"
"ฮู่ว์!"
เสียงหายใจเข้าครึ่งปอดออกเสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกันอย่างน่าเกรงขาม มิเนอร์วาสอดส่ายสายตาจดจำใบหน้าทั้งหมดของผู้คน พยายามจดจำให้ได้มากที่สุด
"ดี! งั้นก็แยกย้าย"
"ข้าไม่รู้ว่าเจสันพบเจอกับชะตากรรมใด แต่กลุ่มซัลวาโตเรจะยืนหยัดรอคอยวันที่เขากลับมา ถ้าเจ้าสามารถติดต่อกับเจสันได้ จงถ่ายทอดคำพูดนี้ให้แก่เขา"
"ได้ข้ารับปาก แต่หัวหน้าคืนนี้ท่านลงมือฆ่าคน ต้องมีโทษตามมาแน่ๆ ส่วนกลางจะอย่างไรก็มีหูตาทั่วเขตตัวเมืองชั้นนอก"
มิเนอร์วาหันหลังเดินหายไปในส่วนลึกของตัวบ้านโดยมีมาร์ตี้คอยเดินตามหลัง มิเนอร์วาไม่ได้ตอบกลับในทันทีแต่เลือกเดินเงียบต่อไป เมื่อหยุดยืนก็อยู่หน้าประตูห้องที่มาร์ตี้สั่งให้คนมาเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว เด็กหนุ่มไม่ได้เปิดห้องเข้าไปในทันที มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์เอ่ยถามให้ยืนคิด
"มาร์ตี้ ท่านรู้หรือไม่ทำไมข้าถึงเป็นผู้ชนะสงครามในครั้งนี้ มันไม่ได้เป็นเพราะข้าชกต่อยเก่งหรือมีแผนการที่ยอดเยี่ยมเลย"
มิเนอร์วาหันหน้าไปด้านข้างยกยิ้มให้มาร์ตี้ที่กำลังยืนใช้ความคิด ยกมือขึ้นแตะเลื่อนประตูไม้ด้านหน้า
"มีเพียงผู้ที่กล้าเอาความเป็นตายที่แท้จริงของตัวเองมาวางเป็นเดิมพันเท่านั้น ที่จะถูกเรียกว่าผู้ชนะ ศัตรูในครั้งนี้ก็แค่เตรียมใจมาน้อยกว่าข้า หากโทษทัณฑ์จะผ่าฟาดข้า ก็ต้องดูเอาแล้วว่ามีหลักฐานมากพอหรือไม่ ข้าเตรียมใจมามากกว่าพวกมันก็เท่านั้นเอง"
หัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรเลื่อนประตูไปด้านข้างมุมปากยกยิ้มแฝงความนัยให้ลูกน้องได้ขบคิด แต่ทันทีที่สายตาตวัดกลับมาที่ภายในห้องอันโล่งกว้าง เสียงสายน้ำจากลานน้ำพุจำลองภายในสวนดังแว่วมาจากที่ไกล บนพื้นห้องมีตะเกียงน้ำมันวาฬถูกจุดให้แสงสลัวสีเหลืองนวล เหมาะแก่การสร้างบรรยากาศนอนหลับพักผ่อน ภายในห้องบริเวณฟูกสีขาวผืนใหญ่มีสตรีสองคนนั่งคุกเข่ารออยู่นานแล้ว ทันทีที่เห็นหน้าเด็กหนุ่มสองสาวก็หน้าขึ้นสี มองมาอย่างยิ้มๆ ด้วยกิริยาเขินอาย มิเนอร์วาชะงักเท้าหยุดทันที
"ทำไมพวกนางถึงมาอยู่ที่นี่เล่า ไม่ใช่ว่าทำแค่หน้าที่ดูแลแขกหรอกรึ?"
มิเนอร์วาเลิกคิ้วทำตาโต สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่แปลกไป
"เป็นพวกข้าเต็มใจมาเอง หรือว่าท่านรังเกียจพวกข้าสองพี่น้อง?"
ผู้เป็นพี่สาวก้มหน้าลงแววตาที่เคยเขินอายแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศก
"เรื่องนี้ข้าช่วยท่านไม่ได้จริงๆ หัวหน้ายังไงก็ขอให้ท่านนอนหลับฝันดีนะ ข้าต้องไปแล้วยังมีงานอีกมากให้สะสาง"
มาร์ตี้ชิ่งหนีทันทีที่รู้ว่าเหตุการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น มันเคยสืบจนรู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมีคนรักที่เป็นคุณหนูหน้าตางดงามราวนางอัปสรสวรรค์ และในครั้งนั้นเด็กหนุ่มก็เคยบอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าของตนคนนี้ค่อนข้างรักเดียวใจเดียว
"เดี๋ยว… มาร์ตี้!"
มิเนอร์วาหันหลังยกมือขึ้นห้ามบอกให้รอ แต่ภาพที่เห็นคือมาร์ตี้ในสภาพหันหลังให้สาวเท้าก้าวกึ่งเดินกึ่งวิ่ง มิเนอร์วาหัวเสียตะโกนประชดขึ้นทันที
"ถ้าจะขนาดนั้นแล้วทำไมเจ้าไม่วิ่งไปเลยล่ะ!"
"ฮู่ว์"
มาร์ตี้ส่งเสียงรับคำสั่งที่ตะโกนไล่หลังมาของหัวหน้า สับเท้าวิ่งได้ก็หายไปลับตา
"เจ้า!... เฮ้อ… "
มิเนอร์วาตะลึงทันทีที่เห็นมาร์ตี้สับเท้าวิ่งหนี ตบหน้าผากถอนหายใจยาว
"ท่านรังเกียจพวกข้าพี่น้องจริงๆ สินะ… ฮึก…"
คราวนี้เป็นทีของน้องสาวที่เอ่ยขึ้นพร้อมเสียงสะอื้นสั้นที่กลั้นไว้จนไหล่สั่น มิเนอร์วารีบปิดประตูห้องเดินเข้าไปหยุดยืนบริเวณฟูกเบื้องหน้าสตรีทั้งสอง ก่อนจะนั่งลงจ้องตาทั้งคู่คิดจะเอ่ยปลอบใจ
"ข้าไม่ได้รังเกียจพวกเจ้าสองพี่น้อง แต่ข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว มันจะดูไม่ดีถ้านางรู้เข้าว่าข้าให้ผู้หญิงอื่นมานอนด้วยถึงสองคน"
"ฮึก… แง… ท่านมันคนใจยักษ์ใจมาร ในวันนั้นใครใช้ให้ท่านโอบกอดพวกข้าสองพี่น้อง ใครใช้ให้ท่านโปรยเสน่ห์จนทำให้พวกข้าสองพี่น้องต้องหลงทาง ท่านต้องรับผิดชอบ"
เฟดร้าเบือนหน้าหนียกมือขึ้นปิดบังน้ำตาที่กำลังจะไหล
"มันไม่ใช่แบบนั้นเจ้าก็รู้นี่… พวกเราเคยตกลงกันไว้แล้วเจ้าก็รู้…"
มิเนอร์วาตกใจไม่รู้จะทำตัวยังไง เล่นมาร้องไห้ต่อหน้าแบบนี้ ต่อให้ปีศาจมาเห็นก็เป็นต้องรู้สึกใจอ่อน
"ใช่เราเคยตกลงกันไว้แล้วว่าให้เล่นละครตามน้ำไปเรื่อยๆ พวกข้าจะไม่ล้ำเส้นท่าน ท่านก็จะไม่ล้ำเส้นพวกข้า แต่ท่านไม่ได้บอกห้ามไม่ให้ข้ารักท่านหรือแอบชอบท่านนี่ ข้าก็รักของข้า ชอบของข้าถึงแม้จะเป็นรักข้างเดียวก็ตาม หรือท่านจะบังคับข้ากัน… ท่านหัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรผู้เก่งกาจ"
เซดร้าระบายความในใจที่อัดอั้นเอาไว้หลายวันออกมาไม่มียั้ง
"มันไม่ใช่แบบนั้น ข้าขอโทษที่ตอบรับความหวังดีของพวกเจ้าพี่น้องไม่ได้ ข้ามีอะไรกับพวกเจ้าไม่ได้จริงๆ"
มิเนอร์วาเองก็จนใจไม่รู้จะรับมือยังไงดี จะปฏิเสธก็ทำร้ายจิตใจสตรีถึงสองคน จะตอบรับก็หาเรื่องเอาไฟเผาบ้านตัวเอง อนิจจาโลกานี้บางทีก็ช่างวุ่นวาย
"ฮึก… อึก… พวกข้าก็รักท่านข้างเดียวอยู่แล้วนี่ ฮือ… ความหวังดีของพวกข้าท่านไม่จำเป็นต้องตอบรับก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์ให้ลึกซึ้ง ท่านจะคิดว่านอนฟูกเดียวกันกับเพื่อนอีกสองคนได้หรือไม่?"
เฟดร้าเอ่ยขอร้องบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร ผู้มีจิตใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา ถ้าได้มาเห็นภาพตรงหน้านี้ต่อให้เป็นภูผาสูงก็ยังคงต้องพังทลายลง มิเนอร์วาก้มหน้าส่ายหัวเอ่ยอย่างจนใจ
"ท่านพ่อ… ไยท่านถึงมอบความใจอ่อนต่อสตรีนี้ให้ข้าสืบทอดกัน"
"เอาล่ะๆ นี่ก็ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ข้าต้องรีบเตรียมตัวเพื่อไปงานเทศกาล ข้านอนฝั่งซ้าย พวกเจ้าสองพี่น้องนอนด้วยกันฝั่งขวาให้หมอนข้างเป็นเส้นแบ่งตกลงหรือไม่"
"เย้!... ตกลงข้านอนตรงกลาง น้องข้า... เจ้าไปนอนด้านขวา"
"ไม่ท่านพี่ไปนอนด้านขวา ข้าจะเป็นคนนอนตรงกลาง"
มิเนอร์วาตะลึงตาค้างเพราะทั้งสองเปลี่ยนอารมณ์ง่ายเกินไป บรรยากาศความเศร้าหมองเมื่อสักครู่หายไปแทนที่ด้วยเสียงแย่งชิงพื้นที่อย่างกระตือรือร้น มิเนอร์วาคร้านจะใส่ใจอะไรแล้ว ลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าจะออกห้องไป สงครามแย่งชิงพื้นที่หยุดชะงักลงด้วยเหตุนี้เอง
"ท่านห้ามไปนอนที่อื่นนะ! ท่านพูดแล้วว่าจะนอนตรงนี้ หัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรที่สามารถปราบกลุ่มตั๊กแตนมรณะลงได้ด้วยตัวคนเดียว ย่อมไม่ผิดคำพูดให้เสื่อมเสียเกียรติใช่หรือไม่?"
เซดร้ารีบชี้นิ้วไปที่ฟูกนอนด้านซ้ายเอ่ยห้ามอีกฝ่าย
"ใช่ท่านยังบอกด้วยว่าให้พวกข้านอนทางนี้ แต่รบกวนท่านต้องรอสักครู่หนึ่ง สตรีกำลังคุยกัน สุภาพบุรุษย่อมต้องสามารถรอให้ได้"
เฟดร้าก็เอ่ยท้วงห้ามอย่างมีเหตุผล มิเนอร์วาหยุดเท้าส่ายหน้าไม่ได้หันกลับมามองทั้งคู่ เอ่ยปากด้วยความจนใจ
"ข้าจะไปอาบน้ำ พวกเจ้าไม่ต้องตามมาตกลงกันให้เสร็จว่าใครจะนอนตรงไหน ข้าขออยู่คนเดียวสักครู่ ได้หรือไม่?"
พูดจบไม่รอฟังคำตอบจากสตรีทั้งสอง มิเนอร์วาก็เดินหายไปในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงขนาดเล็กประจำทางเดินคอยให้ความสว่างทางเบื้องหลัง หลังจากนอนแช่น้ำร้อนชำระร่างกายจนผ่อนคลาย มิเนอร์วาในชุดคลุมผ้าไหมเรียบลื่นก็เดินกลับเข้ามาในห้อง เห็นสตรีทั้งสองนอนหลับไปแล้วก็ตรงดิ่งไปนอนอยู่บนฟูกพื้นที่ของตัวเอง เปลวไฟจากตะเกียงรอบฟูกดับลงทันทีด้วยอำนาจแห่งสวรรค์อนธการ หลงเหลือแค่แสงนวลบางจากตะเกียงทั้งสี่ที่มุมห้อง ดวงตาค่อยๆ ปิดปรือลง แต่ยังไม่ทันจะได้นอนหลับเต็มตาก็ต้องตกใจ เป็นแฝดผู้น้องที่ลุกพรวดข้ามมานอนเบียดที่ฝั่งซ้าย
"มิเนอร์วา… ข้าลืมบอกท่าน ข้าเป็นโรคกลัวความมืดต้องมีคนนอนเป็นเพื่อนข้างๆ เสมอถึงจะนอนหลับได้"
"พี่สาวเจ้านั่นไงเล่า… นางก็นอนเป็นเพื่อนเจ้าได้!"
"ข้าก็เป็นโรคนอนละเมอ มักฝันถึงภาพที่เคยโดนทำร้ายในสมัยอดีต ต้องมีคนนอนปลอบเสมอจึงจะหลับตาลง"
เป็นเซดร้าที่เอ่ยข้อด้อยของตัวเองออกมาบ้าง
"ก็ให้น้องเจ้านอนปลอบสิ นางปลอบไม่ได้หรืออย่างไร?"
มิเนอร์วาทำตัวไม่ถูกแล้วคราวนี้ไม่ใช่สตรีเพียงแค่หนึ่ง แต่มีถึงสอง โลกคงใกล้ถึงวันอวสานจริงๆ เข้าเสียแล้ว
'อาจารย์ทั้งสองช่วยข้าด้วย! พวกนางเริ่มกอดข้าแล้ว'
'เฮ้อ… มันจะยากอะไร เจ้าก็แค่ทำให้มันเสร็จๆ ไปเสีย จะได้หลับได้นอน'
แอสคลีเพียสก็จนปัญญาจะช่วยเทพที่ไม่ค่อยคิดอะไรมากอย่างมันย่อมเลือกการทำให้จบๆ ไป เน้นความเรียบง่ายเข้าไว้ไม่ปวดสมอง
'เจ้าก็เคยนอนกอดกับแม่หนูเกรเซียนั่นไปแล้วนี่จะกลัวอะไร ก็แค่หลับตานอนไป ลืมตาอีกทีพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว นอนซะข้าเองก็จะพักผ่อน'
อีฟริทเองก็คร้านจะสนใจกับปัญหาของมนุษย์ทั้งสาม มีแต่ได้ไม่มีเสียอาจารย์เช่นมันย่อมไม่เก็บมาคิดให้วุ่นวาย จมลงสู่ภวังค์ตัดขาดกับโลกภายนอก
มิเนอร์วาเองก็จนปัญญา ได้แต่ปล่อยให้สตรีทั้งคู่ยกมือป่ายไปป่ายมา บ้างก็ซุกตัวเข้ามาเบียดถูตัวนอน สองพี่น้องทำตัวราวกับเด็กหญิงที่ได้รับของขวัญเป็นตุ๊กตาตัวโปรดแต่กวนได้อยู่ไม่นาน ทั้งคู่ก็ผล็อยหลับไป ตั้งแต่ต้นจนจบเด็กหนุ่มไม่ตอบโต้ ไม่ขยับตัวนอนนิ่งเป็นท่อนไม้ปล่อยให้สตรีทั้งสองนอนกอดขนาบข้าง
"คงเป็นข้าที่ผิดเอง… เตรียมใจกับศึกนี้มาน้อยเกินไป"
กลิ่นกายของสองสาวที่มีความหอมแตกต่างกัน สัมผัสอันนุ่มนิ่มยากอธิบายของกายเนื้อจากสตรีทั้งสองข้าง ช่างเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเด็กหนุ่ม เมื่อทุกอย่างเงียบสงบลงความง่วงงันก็เริ่มครอบงำทีละน้อยไม่ช้าก็เผลอพึมพำเสียงแผ่ว ไม่นานทั้งสามคนก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ
เด็กหนุ่มที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มรีบตื่นขึ้นมาในสภาพนอนหงาย ภายในอ้อมแขนทั้งสองข้างกำลังกอดสตรีแฝดทั้งคู่ที่นอนงัวเงียเอาหน้าซุกแผ่นอกของมิเนอร์วา
'บัดซบ!... ข้าเผลอทำอะไรลงไปบ้างกันแน่'
มิเนอร์วารีบปล่อยมือปลุกเรียกให้สตรีทั้งสองรีบลุกออกไปอย่างประหม่าเก้อเขิน เซดร้าและเฟดร้างัวเงียลืมตาขึ้นมา ก็เห็นหน้าบุรุษที่พวกตนพากันหลงใหล รีบยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่แล้วลุกขึ้นเตรียมจากไป แต่นั่นยิ่งทำให้มิเนอร์วาหน้าแดงนั่งนิ่งลงมากกว่าเดิม
"ไม่ต้องลุกออกไปแล้ว กลับมานอนอยู่นี่แหละ ข้าขอไปก่อน"
เด็กหนุ่มรีบห้ามทั้งคู่ไม่ให้ลุกขึ้นจากไป สาเหตุที่หน้าแดงจนขึ้นสีนั้นไม่ได้เป็นเพราะเขินอายที่ถูกหอมแก้ม แต่เป็นเพราะชุดนอนของทั้งคู่ที่เป็นชุดกระโปรงยาวเย็บลูกไม้ติดขอบ เนื้อผ้าก็บางจนเห็นผิวหนังด้านในที่ขาวสว่าง จนแม้แต่เนื้อผ้าสีดำผืนบางนี้ก็ไม่อาจปกปิดได้มิดชิด จะอย่างไรรุ่งอรุณย่อมมองเห็นได้ชัดมากกว่าราตรีกาล สตรีทั้ง 2 หยุดยืนหันหลังให้เด็กหนุ่มและมองหน้ากันอย่างมึนงง โลหิตเด็กหนุ่มวัยคึกคะนองเริ่มปะทุคุเดือดมันหมุนวนสาดซัดราวคลื่นคลั่ง เลือดลมทั่วร่างถูกส่งไปเลี้ยงสมองในปริมาณที่น้อยลง ร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อยามเช้าในแบบบุรุษทั่วไป
มิเนอร์วากลั้นใจเดินผ่านเนินเขาหิมะกลมมนทั้ง 4 ลูก ในขณะที่คู่แฝดยืนหันหลังให้ เสียงหัวเราะคิกคักชอบใจของสตรีทั้งสองดูรู้เห็นเป็นใจในการกระทำของกันและกัน ราวกับเป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้นานแล้ว มิเนอร์วารีบเดินหนีทันทีด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเกิดจากตัณหาหรือความอับอายกันแน่ เหตุการณ์วุ่นๆ ก็ได้ผ่านไป มิเนอร์วาในชุดสูทสีดำกำลังจะเดินทางไปที่ห้องวิจัยในสถาบันเพื่อเตรียมการขั้นสุดท้าย การวิจัยทดลองในครั้งนี้ยังคงเป็นการเรียนรู้ และค้นหาสิ่งแปลกใหม่ดังเช่นปกติ หากจะมีความไม่ปกติเดียวก็คือตอนนี้ที่ด้านนอกห้องวิจัย ได้มีมนุษย์เพศชายหลากหลายวัยกำลังยืนคุยกันอยู่ บ้างก็จับกลุ่มกันสูบบุหรี่ในที่ลับสายตา ด้านนอกห้องวิจัยย่อมต้องเป็นมาร์ตี้และพรรคพวกระดับสูงแห่งกลุ่มซัลวาโตเร
บางครั้งเวลาในการหลงจมอยู่ในโลกแห่งตัวหนังสือ ก็สามารถทำให้เวลาเคลื่อนตัวผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว มิเนอร์วาศึกษาทดลองและจดบันทึกเอกสารมากมาย เทพแห่งความพยายามย่อมไม่ละทิ้งผู้ที่กำลังพยายาม ในที่สุดเด็กหนุ่มก็สามารถหลอมสิ่งที่ต้องการขึ้นมาได้ การหลอมทรายให้กลายเป็นของเหลวที่จะนำมาทำกระจกชนิดพิเศษ เป็นกระจกเหลวที่ถูกผสมกับวัตถุหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงและกันแสงแดดได้ดี มิเนอร์วาเรียกมันว่าเลนส์กันแดด หลังจากนำไปตัดและลับคมออกก็จะได้เลนส์ขนาดพอดีกับเบ้าตาของเด็กหนุ่ม เรียกได้ว่าเป็นเลนส์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเด็กหนุ่มโดยเฉพาะ หลังจากนำทองเหลืองที่ตัดแล้วมารีดก็ทำการเจาะรูและร่องต่างๆ เพื่อทำเป็นขาแว่นและกรอบแว่น อำพันวารีที่ขึ้นชื่อในเรื่องสัมผัสนุ่มนวลถูกนำมาหลอมเป็นที่รองดั้งจมูกและปลอกที่หุ้มขาแว่นสำหรับเกี่ยวหู
"ฮ่าๆ ๆ นี่แหละเรื่องมหัศจรรย์ของความรู้และภูมิปัญญา"
แว่นกันแดดรุ่นแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ มิเนอร์วาหัวเราะดีใจให้กับความสำเร็จ ถอดอุปกรณ์ป้องกันทั้งหมดออก ก็หยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมหันหลังจากไปอย่างอารมณ์ดี เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอเข้ากับมาร์ตี้และพรรคพวกที่มองมาอย่างสงสัย
"ไปกัน กลับบ้านข้าได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ววันนี้พักผ่อน พรุ่งนี้เราจะไปเยี่ยมชมถิ่นปกครองใหม่กันต้องรีบสะสางปัญหาทั้งหมดยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี"
มาร์ตี้กับพวกยืนงงจำผู้ที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้ไปชั่วขณะ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าชุดแบบนี้ เสียงแบบนี้ย่อมมีเพียงหัวหน้าตนแค่คนเดียวเท่านั้น ก็รีบขานรับเดินตามหลังออกจากตึกไปพร้อมกับพวกลูกน้องที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว ขณะกำลังจะก้าวขาเดินไปขึ้นรถม้านั้นเอง
"แกว๊ก…"
เสียงวิหคร้องดังลั่นพกพาเอาสายลมหอบใหญ่ลอยตามมา ก่อนที่จะได้ยินเสียงกระพือปีกสองสามทีปิดท้าย กลุ่มซัลวาโตเรทุกคนต่างจ้องไปที่ร่างขนาดใหญ่ตรงจุดนั้นเป็นตาเดียวกัน
"ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแหละ มิเนอร์วา ศิษย์สายนอกระดับ 1 อ้อไม่สิแม้แต่ตั๊กแตนก็ไม่อาจห้ามล้อรถศึก ตอนนี้คงเป็นศิษย์สายในระดับ 2 แล้วกระมัง? ตามข้ามาแล้วไปรับโทษซะ! พวกเจ้าก็ด้วยเช่นกันเรียกระดมพลและตามไปรับโทษที่ส่วนกลางซะ"
ชายวัยกลางคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง มาถึงก็ปลดปล่อยจิตสังหารรุนแรงใส่ผู้คนทั้งกลุ่มในทันที สิ้นเสียงอีกฝ่าย มิเนอร์วาหรี่ตามองยกมือขึ้นห้ามผู้คนทั้งหมดที่กำลังจะเอ่ยทักท้วง
"ไม่เป็นไร ทุกคนตามข้าเข้าส่วนกลาง เราจะไปดูหน้าอสรพิษเจ้าเล่ห์ที่หลบซ่อนตัวเยี่ยงสุนัขขี้ขลาดผู้นั้นกัน"
มิเนอร์วาพูดขึ้นเสียงดังก็สาวเท้าเดิน ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังอินทรีเกล็ดศิลา ใบหน้ายังคงยกยิ้มอย่างมั่นใจ ใช้นิ้วชี้ขยับแว่นให้เข้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่ว่าผู้ใดได้มาเห็นภาพนี้เข้าก็ต้องรู้สึกได้ถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่ทำให้รู้สึกนับถือ
"หัวหน้าต้องให้ท่านรอแล้ว ขอเวลาไม่นานพวกข้าจะตามไปรับตัวท่านกลับ!"
กลุ่มซัลวาโตเรตอบรับเสียงตะโกนของมาร์ตี้สนั่นฟ้าก้องนภา ดังขึ้นจนแม้แต่ผู้ที่โดยสารอยู่บนหลังอินทรียังแปลกใจ อินทรีเกล็ดศิลาไม่ได้ชะงักหรือหยุดตัวลง มันขยับตีปีกสองทีก็บินหายไปจนลับตา ตลอดทางเด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่าย ใช้ความเงียบเข้าสะกด ถึงแม้จะโดนยั่วยุด้วยเล่ห์กลมากมายสารพัดวิธี ก็ไม่หวั่นไหวเดินตามเกมอีกฝ่ายให้เสียชื่อ จนกระทั่งถูกพาตัวมาที่ห้องแห่งเดิม ห้องประชุมสำหรับสภาอาวุโสของวังมรณะสาบสูญ มิเนอร์วาในวันนี้ย่อมไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาในวันวาน เมื่อเดินมาหยุดลงตรงที่เดิมที่เคยถูกบังคับให้คุกเข่า ก็โค้งหัวต่ำเอ่ยทักทายทุกคนภายในสภา
"ศิษย์มิเนอร์วาขอทำความเคารพท่านผู้นำและอาวุโสทุกท่าน"
"ไม่ต้องอ้อมค้อมรีบทำรีบเลิกกันดีกว่า รบกวนเวลาสนุกของพวกข้า"
มังกรวายุเอ่ยอย่างรำคาญใจ ครั้งนี้มันไม่ได้บังคับให้เด็กหนุ่มคุกเข่า ทำเพียงรอรับชมการไต่สวนลงโทษร้ายแรงที่อีกฝ่ายก่อขึ้นมา เมื่อสิ้นเสียงบ่นรำคาญ หนึ่งในอาวุโสที่นั่งอยู่ด้านล่างเวที ภายใต้สายตาของ 4 พยัคฆ์ 5 มังกรก็เอ่ยปากร้องขอ
"ในฐานะที่กลุ่มตั๊กแตนมรณะอยู่ภายใต้สังกัดของข้า โทมัสแห่งกลุ่มเลือดนักสู้ ขอท่านผู้นำและอาวุโสทุกท่าน อนุญาตให้ข้าได้เป็นผู้สอบสวนต่อหน้าพวกท่านในวันพรุ่งนี้ด้วย"
"อนุมัติ"
ผู้อาวุโสใหญ่และผู้คนที่เหลือตอบรับอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งความลังเลลำเอียงใด
"ขอบคุณขอรับที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตาย พวกเจ้ารออะไรอยู่ ยังไม่นำเจ้าฆาตกรนี่ไปขังอีก"
โทมัสเอ่ยเร่งให้เวรยามที่ทำหน้าที่ขณะนั้นลากคออีกฝ่ายไปขังคุก และช่างบังเอิญที่มาร์เต้ดันเป็นผู้ทำหน้าที่ในวันนี้
"แย่หน่อยนะเจ้าหนู ข้าไม่อยากใช้ความรุนแรงกับเจ้าเดินไปดีๆ เถอะ ตามข้ามา"
เป็นมาร์เต้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้คุมพามิเนอร์วาออกไปขังคุก เพื่อรอวันพิพากษาความผิดที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่จะมาเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เด็กหนุ่มไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะพอจะรู้วิธีการลงโทษสำหรับคดีฆาตกรรมอยู่ก่อนแล้ว ขั้นแรกคือจับกุมผู้ต้องสงสัยและผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดมาขังคุกรอวันพิพากษาสอบสวน เมื่อได้ตัวทุกคนมาแล้วจะทำการสอบสวนต่อหน้าสาธารณชนมากมายที่จะมาเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน มิเนอร์วาคิดจะใช้โอกาสนี้ซื้อใจคน ดูธาตุแท้ของมนุษย์ ในส่วนเรื่องของการสอบสวนเด็กหนุ่มย่อมต้องเตรียมแผนรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว
คงจะเป็นเรื่องแปลก ถ้าผู้ปกครองเขตตัวเมืองชั้นนอกไม่รู้ตัวว่ามีสงครามสังหารกันเกิดขึ้น เมื่อเตรียมใจว่าจะฆ่า ก็ต้องเตรียมใจไว้แล้วที่จะโดนฆ่า การจะเอาตัวรอดออกไปจากที่ตรงนี้ให้ได้ ย่อมต้องซื้อใจผู้คนหมู่มากให้ได้ด้วย และการจะทำแบบนั้นได้มันก็ต้องมีการละเล่นครั้งใหญ่เกิดขึ้นสักหนึ่งครา นับเป็นตัวดำเนินเรื่องมัดใจผู้คนภายในสถาบัน มิเนอร์วาเดินตามหลังมาติดๆ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์หายเข้าไปในกรงมืด ไม่หันหลังกลับไปมองมาร์เต้ที่ยืนฉงนมึนงง สงสัยอีกฝ่ายที่ดูเงียบสุขุมมากเกินไป หากเปลี่ยนเป็นมาร์เต้ป่านนี้ตัวมันคงกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่