ตอนที่ 2
ต้นและปลายล้วน1
ซวยแล้ว !!!
คำอุทานหลุดพรวดออกจากปาก...แม้หลงจิวเมิ่งคุ้นเคยกับการหลบหนีแต่วันนี้ ั้แ่ตื่นขึ้นจากความฝันประหลาด สมองเกิดตีบตัน สับสนชั่วขณะ กว่าจะตั้งสติได้ก็พบว่าด้านหน้าอัดแน่นไปด้วยผู้คนของ...หออักขระมายาขวางกั้น หันมองเยื้องไปทางด้านหลัง ก็พบอสูรร้ายที่ส่งปราณกดดันรุนแรงชนิดที่เขาเองไม่เคยพบเจอมาก่อนแต่ยังนับว่ามีโชคอยู่บ้าง เพราะอสูรร้ายหาได้สนใจผู้อื่น พุ่งไวทะยานตามหลัง...เฉียนผ่ายผ่านหน้ากลุ่มคนของหออักขระมายาไปโดยไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง
“คิดจะจับข้าเฉียนผ่ายรึ ฝันไปเถอะ” เฉียนผ่ายกวาดสายตาด้วยความช่ำชองสำรวจรอบชั่วพริบตาเมื่อพบว่าอสูรร้ายเลือกติดตามตนเอง เฉียนผ่ายก็ไม่รอให้ลมปราณคุกคามจากด้านหลังเคลื่อนใกล้จนยากแก้ไขหงายร่างพลิกกลับในท่าสะพานโค้ง ก่อนยกชูสองเท้าชูขึ้นชี้ฟ้าดีดกายหมุนควงฟาดดีดกลับหลังสองเท้าดำทะมึนเกิดประกายสีเงินยวงรัดรอบปลดปล่อยลมปราณกึ่งเทพเซียนทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้ารัศมีเงาัจำแลงหลายสิบตนกระจายปัดป่ายไปทั่วสี่ทิศแปดทาง แต่อานุภาพทำลายล้างกลับไม่รุนแรงดั่งภาพที่ปรากฏท่วงท่าจริงลวงเช่นนี้ เฉียนผ่ายใช้เพื่อสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเท่านั้น เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาฝุ่นควันก็กระจายฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วกลายเป็ม่านปกปิดสายตาผู้คนอีกชั้นหนึ่ง
หลงจิวเมิ่งคุ้นเคยกับการหลบหนีของเฉียนผ่ายผู้เป็อาจารย์ดีท่าเท้านี้ของเฉียนผ่ายหาได้มีเป้าหมายที่ผู้คน แต่เป็กระบวนท่าพิสดารทำลายผนึกปิดล้อมเมื่อโอกาสมาเยือน หลงจิวเมิ่งจึงไม่ลังเล ะโลอยตัวพร้อมยื่นสองแขนเหยียดออกเหนือศีรษะฝ่ามือที่อาบเคลือบไปด้วยลมปราณชั้นสูงกระแทกเข้าใส่เพดาน้าซึ่งไร้อักขระป้องกันเพราะท่าเท้าก่อนหน้าฝ้าเพดานที่กระทบเข้ากับฝ่ามือจู่โจมพลันแตกกระจายออกในพริบตา
ท่าฝ่ามือแรกใช้เปิดทาง เมื่อประสบผลจึงตามติดด้วยท่าร่างที่สูงล้ำยิ่งกว่าของหลงจิวเมิ่งท่าร่างอันแสนภาคภูมิที่มันได้รับมาด้วยโชควาสนาครั้งหนึ่ง แถมด้วยความมุ่งมั่นยังฝึกฝนจนเกินกว่าระดับวิชาฝีมืออื่นๆ อย่างไม่อาจเทียบ เพียงพริบตาก็ทะยานลิ่วหายลับไปบนฟากฟ้าก่อนที่ฝุ่นควันเบื้องล่างจะจางหายร่างของชายหนุมก็หลุดออกจากหอคอยสูงไปยังด้านนอกเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่ศิษย์คนโปรดทะยานขึ้นพ้นหลังคาสูง เฉียนผ่ายที่ลอยคว้างอยู่ก่อนพลันขว้างกล่องศิลาขนาดเล็กใบหนึ่งส่งให้หลงจิวเมิ่ง
“เฟยโหว*รับนี่ไป จำไว้ของวิเศษชิ้นนี้ไม่อาจประเมินค่าใช้ท่าร่างของเ้าเร่งหลบหนีไปก่อน”
*ฉายาในรังโจรของหลงจิวเมิ่ง...วานรเหิน ถูกเรียกขานเนื่องจากเป็ผู้มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศที่สุดในค่ายโจรเก้าั
“หนีไป แล้วท่านอาจารย์...”
“อย่าได้เอ่ยมากความ ทำตามที่บอกหากรอดพ้นกลับไปสมทบกันที่จุดนัดหมาย ส่วนข้าจะสกัดเ้านี่ถ่วงเวลาเอาไว้ให้”
“สกัด...” หลงจิวเมิ่งเหลือบดูกล่องศิลาด้วยความลังเล
อย่าได้ชักช้า !!!
ผู้เป็อาจารย์ตวาดย้ำ หลงจิวเมิ่งไม่กล้าลังเลท่าเท้าไวราวภูตพรายทะยานลิ่วดุจสายลมร้อน หอบร่างของหลงจิวเมิ่งออกพ้นเขตหมู่ตึก หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวอักขระป้องกันทั่วบริเวณก็ถูกลมปราณร้อนแรงจากการปะทะรุนแรงกระแทกใส่พังทลายหมดสิ้น เมื่อไร้ม่านอักขระปกป้อง อาคารสูงทรงแปดเหลี่ยมเป็เพียงสิ่งปลูกสร้างวัตถุพื้นเพไหนเลยจะสามารถทานทนแรงปะทะจากการต่อสู้กันของผู้ฝึกตนชั้นสูง ชั่วอึดใจต่อมาก็พังครืนพินาศสิ้นกลายเป็เพียงเศษซากทับถมผู้คน
เสียงโหยหวนด้วยความเ็ปดังระงมไปทั่วเปลวเพลิงสีแดงชาดลุกไหม้โหมรุนแรงแทบจะทุกจุด แม้แต่ผู้ฝึกตนชั้นลมปราณปฐียังมิอาจต้านเพลิงวิเศษของอสูรร้ายร่างอสูรร้ายสูงใหญ่คล้ายมนุษย์ั์ มิได้หยุดเพียงแค่ตึกอาคารพังทลาย ยังคงไล่สังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่ง
หลงจิวเมิ่งโสตประสาทเป็เลิศยามเสียงร่ำไห้กระทบหู อดมิได้ที่จะหันกลับไปมองยังจุดที่จากมา สายตาคมกล้า พลันพบร่างของเฉียนผ่ายถูกฟาดทำลายขาดออกเป็สองส่วนพอดิบพอดีแม้ในใจเศร้าสร้อย แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย
...“จำเอาไว้ เคล็ดของโจรล่อลวงไร้อารมณ์ยิ่งปกปิดแเี ยิ่งร้ายกาจ”ถ้อยคำสั่งสอนของผู้เป็อาจารย์ลอยวูบขึ้นมาในความคิด
แม้เฉียนผ่ายตกตายไปแล้ว แต่อสูรร้ายยังคงรับรู้ถึงสิ่งที่ตามหาเร่งท่าร่างทะยานลิ่วตามหลังหลงจิวเมิ่งออกมาด้วยความไวที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน เมื่อสลัดความเศร้าสร้อยหมดสิ้นหลงจิวเมิ่งก็มิกล้าประมาททุ่มเททุกสิ่งเอาไว้ที่ท่าร่างอันภาคภูมิอย่างสุดกำลังหวังเอาชีวิตรอดแล้ววันหนึ่งจะกลับมาล่าสังหารเ้าอสูรบัดซบตนนี้ให้จงได้
ด้วยท่าร่างใกล้เคียง ทำให้ระยะห่างมิลดลง เมื่อมิมีฝั่งใดยินยอมเลิกราแต่กลางคันทำให้การหลบหนีกินเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าสามวันสามคืน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติจนกระทั่งผู้หนึ่งเรี่ยวแรงเริ่มอ่อนล้า ลมปราณสั่งสมในร่างเริ่มร่อยหรอ
...ลมปราณของเราเริ่มติดขัดท่าเท้าก็ไม่อาจคงความไวดุจเดิมได้อีก
หลงจิวเมิ่งลอบคร่ำครวญในใจแม้ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับร้อนรนยิ่งนัก เพราะหากหลบหนีเช่นนี้ต่อไปก็ยากที่จะหลุดพ้นสุดท้ายคงถูกตามทันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
การหลบหนีด้วยการแข่งขันความไวเป็ทางตรงไม่อาจกระทำสืบต่อยามคับขันจวนเจียน หลงจิวเมิ่งละทิ้งแผนการเดิม เพราะรู้ดีว่ากลางอากาศเมื่อความไวเชื่องช้าลงตนเองย่อมมีสภาพไม่ต่างจากหุ่นไม้รอคอยเพียงผู้คนมาทุบตี ท่าเท้าที่ก้าวทะยานเหยียบอากาศธาตุราวเทพเซียนมาหลายวันพลันตกวูบลงสู่พื้นทรายกะทันหัน ด้วยความบังเอิญกลายเป็โชคเข้าข้าง กลับหลบรอดจากคมมีดวายุท่าจู่โจมสังหารอันไร้ซึ่งร่องรอยให้สืบสาวของศัตรู ที่ทะยานไวตามหลังไปได้อย่างเฉียดฉิว
แม้ลงสู่พื้น แต่ท่าเท้ายังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้งแต่ยิ่งวิ่งนานไป...ฝุ่นทรายที่แต่แรกไม่อาจเกาะกระทบผิวรองเท้าของหลงจิวเมิ่งยามนี้กลับกลายเป็เท้าของหลงจิวเมิ่งเองที่จมลึกลงไปในพื้นทราย
ตูม !!!
ในที่สุดเสียงแตกะเิดังพลันสะท้านขึ้นที่ด้านหลังของหลงจิวเมิ่งอสูรร้ายตามติดจนเข้าสู่ระยะจู่โจมของตน ยามนี้ทะยานร่างมหึมาลิ่วขึ้นสูงล้ำไปบนฟากฟ้าผ้าที่ห่อพันปกปิดร่างภายในของอสุรกายแตกออก เผยให้เห็นกายร่างเืเนื้อที่แท้จริงร่างประหลาดเคลื่อนสูงจนกระทั่งเข้าสภาวะหยุดนิ่งกลางอากาศ ก่อนจะพลิกเปลี่ยนเป็เคลื่อนกายทแยงเฉียงลงมาดิ่งเข้าหาหลงจิวเมิ่งที่อยู่บนพื้นดินราวอุกกาบาต
...แย่แล้ว เ้านั่นมันคือตัวอะไรกันแน่
ครานี้เมื่อรู้ตัวไม่อาจหลบหนี หลงจิวเมิ่งจึงไม่คิดจะระงับความสงสัยสะบัดหน้าหันกลับพร้อมเหลือบสายตามองขึ้นเฉียงไปบนฟ้าสำรวจดู แต่ยังไม่ทันจับภาพของคู่ต่อสู้ได้ชัดตาร่างประหลาดนั้นก็พลันปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของตนเองเสียแล้ว
เปรี้ยง !!!...บรึ้ม !!!
หมัดของอสุรกายยืดขยายใหญ่จนสะท้านขวัญของศัตรู หมัดเดือดพุ่งเข้าใส่ร่างที่อยู่ประชิดของหลงจิวเมิ่งระยะเพียงนี้ไม่มีหนทางหลบรอดได้อีก ร่างที่ลมปราณขาดห้วงอยู่ก่อน ไร้ซึ่งลมปราณคุ้มกายหลงเหลือถูกซัดปลิวกระอักโลหิตไหลออกเป็ทางยาว ยังดีพกพาสมบัติวิเศษช่วยชีวิตระดับ์...ยันต์ระฆังทองคุ้มร่างแต่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ยันต์วิเศษก็แตกละเอียดกลายเป็ผุยผงแม้สูญเสียสมบัติล้ำค่า แต่ยังนับว่ามีโชคอีกครั้งที่เอาชีวิตรอดมาได้