เสียงหัวเราะบ้าคลั่งในตอนแรกได้มลายหายไป แทนที่มาด้วยเสียงร้องขออ้อนวอนให้เมตตา พวกมันโดนทรมานจนเกินกว่าจะรับได้
"ยมทูต? ... ยมทูตฆ่าบิดาเจ้าน่ะสิ! ข้ายังไม่ตาย! สาปแช่งข้ามีโทษนิรันดร์ ไม่สำนึก! ไม่ปลดปล่อย!"
มิเนอร์วาสะกดพวกมันทั้งหมดลงได้อย่างง่ายดาย ทรมานเค้นถามข้อมูลอยู่พักใหญ่เมื่อพึงพอใจแล้ว จึงปลดผนึกทรมานทั้งสองวิถีให้เหล่าผีร้าย พวกมันต่างก็ตระหนกตกใจ แย่งกันถอยหลังกลับเรือตัวเอง ชุลมุนลนลานวิ่งพล่านไปทั่ว มีบ้างที่กลัวว่าจะช้าเกินไปจนชายหนุ่มเปลี่ยนใจ พวกมันเหล่านั้นกระโดดหนีตายลงน้ำ แล้วว่ายกลับไปขึ้นเรือตัวเอง เมื่อส่วนมือสัมผัสตัวเรือได้ ก็เกาะไต่ขึ้นที่ข้างลำเรือ ประหนึ่งผีจิ้งจกที่หนีตาย ชายหนุ่มสบถเหยียดหยันอย่างหัวเสีย ไม่คิดว่าตนต้องมากลัววิญญาณผีพวกนี้ ทั้งที่ตนกำลังมองว่าพวกมันเป็นฝูงสัตว์เลื้อยคลาน
"ยังไม่รีบพาข้าข้ามไปอีก! ยังอยากตายดูอีกสักรอบใช่รึไม่?"
พวกมันพากันกุลีกุจอรับคำ กระโดดข้ามกลับมาทั้งๆ ที่หนีไปได้แล้ว ไม่กล้าขัดคำสั่งของมิเนอร์วา ลนลานหาวิธีพาชายหนุ่มข้ามไปยังเรือของตัวเอง มิเนอร์วาเดินข้ามไปยังไม้กระดานแผ่นหนึ่ง ที่ลูกเรือผีสิงนำมาพาดเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรือทั้งสองลำ และเดินไปยังหัวเรือหยุดอยู่ตรงหน้ากัปตันผี เอ่ยสั่งด้วยอารมณ์โมโหเด็ดขาด
"เฮนดริก! เจ้าจงสั่งให้คน...ไม่สิ สั่งให้ผีทุกตัวขนของมีค่าทุกอย่างจากเรือลำนั้นมาไว้ที่นี่ เดี๋ยวนี้! โดยเฉพาะเครื่องนอนและสิ่งอำนวยความสะดวก เตรียมจัดห้องวิวดีๆ ให้ข้าด้วย หากข้าไม่พอใจข้าจะยึดห้องกัปตัน เจ้าเข้าใจหรือไม่?"
กัปตันเรือผู้นี้มีชื่อว่า เฮนดริก ฟานเดอ เด็คเคน มันกำลังหวาดกลัวต่อแขกผู้มาเยือน จึงทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ช้าเกินไป มิเนอร์วาจึงมุ่นคิ้วไม่พอใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายลังเลแล้วพยักหน้า
"เข้าใจแล้วก็ไปทำซะสิ! หรือเจ้าอยากลองของกับข้า!"
ชายหนุ่มตะคอกใส่กัปตันผีหนึ่งทีอย่างหัวเสีย อีกฝ่ายที่มีใบหน้าขาวซีดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักมากกว่าเดิม รีบรับคำตะเกียกตะกายออกคำสั่งกับเหล่าลูกเรือ ในไม่ช้าห้องใหม่ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับห้องของกัปตันก็ได้ถูกเตรียมขึ้น ตัวห้องมีขนาดกว้างขวางสบายตา ด้านในสะอาดเอี่ยมเต็มไปด้วยโต๊ะตู้เตียง ทางด้านหลังเป็นดาดฟ้าท้ายเรือส่วนตัว ที่สามารถเดินออกไปชมวิวทะเลข้างนอกได้ ทางด้านข้างก็มีหน้าต่างกระจกทรงกลม ขนาดเท่าหัวมนุษย์อยู่สองสามบาน มิเนอร์วาหันร่างเดินไปหยุดอยู่ที่บริเวณด้านหลังพังงา ที่ใช้สำหรับควบคุมหางเสือเรือ เฮนดริกที่กำลังเปลี่ยนเข็มหัวเรือมุ่งหน้าลึกเข้าไปในหมอกหนาทึบ มันแอบชำเลืองสายตามองมนุษย์ประหลาดที่ยืนอยู่ด้านข้าง เป็นเพราะมันไม่เคยเห็นผู้ใดสามารถกำราบภูตผีด้วยพลังเช่นนี้มาก่อน ในเวลานี้ภายในใจจึงรู้สึกยำเกรงเป็นอย่างมาก
"เจ้าบอกว่าเรือลำนี้จะแล่นอย่างไม่มีจุดหมายตราบชั่วฟ้าดินสลาย? เรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่… ไหนลองเล่ามาสิข้าอยากฟัง อ้อ! สั่งให้คนไปยกเก้าอี้กับชาอุ่นๆ มาให้ข้าด้วย"
เฮนดริกที่เริ่มสงบใจได้บ้างแล้ว จึงให้ลูกเรือจัดเตรียมสิ่งของตามที่ชายหนุ่มต้องการ เพียงไม่นานเก้าอี้หรูหราตัวหนึ่งก็ปรากฏ ตามมาด้วยชาร้อนหนึ่งแก้ว เฮนดริกที่เห็นว่าอารมณ์ของชายหนุ่มสงบลงเยอะแล้ว ไม่ได้ฉุนเฉียวเช่นในตอนแรกก็ถอนหายใจยาว เริ่มต้นเล่าความเป็นมาของเรือลำนี้
"ในอดีตข้าเป็นเพียงกัปตันเรือสินค้าผู้หนึ่ง ที่ต้องรีบเร่งเดินทางเพื่อนำสินค้าไปส่งยังเมืองท่าต่างๆ ผู้คนต่างกล่าวหาข้าว่า ข้าเป็นผู้ทำพันธสัญญากับปีศาจสักตน เพียงเพราะเป็นผู้ที่เดินเรือได้เร็วที่สุด ในหมู่กัปตันที่มีเพียงไม่กี่คนของอาณาจักร"
เฮนดริกละตัวออกมาจากพังงาเรือ ปล่อยให้นายท้ายมารับหน้าที่ต่อ มันเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม น้ำเสียงภาคภูมิใจราวกับกำลังรำลึกถึงอดีตอันโชติช่วง มิเนอร์วาหลับตาดมกลิ่นชาที่หอมละมุน แล้วค่อยๆ ละเมียดละไมจิบชิม ท่ามกลางทะเลหมอกไร้สิ้นสุดมองไม่เห็นสิ่งใด เฮนดริกยังคงเล่าต่อไปน้ำเสียงแฝงไปด้วยความดูแคลน
"สัญญากับปีศาจงั้นรึ? เหอะ… ช่างน่าขันเป็นพวกมันเหล่านั้นขี้ขลาดตาขาว เมื่อเจอคลื่นลมแรงเข้าหน่อย ก็พากันไปหลบอยู่ในอ่าวที่ไหนสักแห่งทิ้งสมอรอพายุสงบ ผิดกับข้าที่เดินหน้าฝ่าพายุคลั่งอย่างห้าวหาญ แล้วจะไม่ให้ข้าล่องเรือได้ไวกว่าพวกมันได้อย่างไร…"
น้ำเสียงของเฮนดริกเปลี่ยนไปเป็นสมเพชเวทนาให้กับชีวิตของตัวเอง ที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม
"ข้าไม่สนใจที่จะแก้ต่าง ในเรื่องที่ข้าไม่ได้ทำอยู่แล้ว แต่แล้ววันหนึ่ง ข้าและนางก็ได้รับการว่าจ้างจากราชวงศ์ของอาณาจักรแห่งหนึ่ง เป็นอาณาจักรทางฝั่งตะวันตกของทวีปเหนือ พวกเขาให้นำส่งสินค้าไปที่ท่าเรือสุดท้ายของทวีปใต้ภายในเวลา 1 เดือน เนื่องจากเป็นงานสำคัญจะผิดพลาดด้านเวลาไม่ได้ ข้าจึงนำ 'ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน' ลำนี้ล่องฝ่าคลื่นลม ด้วยประสบการณ์และความสามารถของนาง พวกเราจึงเดินเรือกันได้อย่างว่องไว เผลอๆ อาจจะไปถึงที่หมายก่อนกำหนดเสียด้วยซ้ำ"
"ก็ดีแล้วนี่… แล้วไปทำอีท่าไหนกันถึงได้ถูกสาป?"
มิเนอร์วานั่งฟังก็ไม่รู้สึกว่ากัปตันผีตนนี้ทำสิ่งใดผิด เผลอๆ ถ้าให้พูดจากความรู้สึก ดูแล้วจะเป็นคนกล้าหาญเด็ดเดี่ยวผู้หนึ่งเสียด้วยซ้ำไป แต่เป็นทางด้านเฮนดริกที่น้ำเสียงเปลี่ยนไป ความโศกาอาดูรแลเศร้าสร้อยปะปนมาในอากาศ กระทบกระทั่งเข้าไปยังส่วนลึกของมิเนอร์วา
"ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเรือลำนี้แล่นผ่านแหลมแห่งหนึ่งของทวีปใต้ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน มวลเมฆาและคลื่นลมเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง ทั่วท้องทะเลปั่นป่วนเกิดน้ำวนขึ้นหลายแห่ง เกลียวคลื่นฟาดสาดไปทั่วท้องทะเล หากต้องอ้อมไปอีกทางย่อมต้องย้อนถอยหลังกลับทางเดิม แล้วจึงอ้อมผ่านแนวหินโสโครกที่มีอยู่เต็มไปหมด ซึ่งนั่นอันตรายมากเกินไปและเสียเวลามากขึ้น จนสามารถคำนวณได้เลย ว่ายังไงก็ไม่ทันการณ์แน่ๆ ชื่อของข้ามีค่ามาก จึงมิอาจยอมให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้"
กัปตันเรือผู้นี้แหงนหน้ามองขึ้นฟ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และร้องคำรามลั่น ราวกับคนเสียสติกำลังถามหาความเป็นธรรมที่ถูกพรากเอาไป
"ข้าเป็นใครกัน? ... ข้า เฮนดริก ฟานเดอ เด็คเคนยังไงเล่า! กัปตันแห่งเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน เรือใบสามเสาที่แม้แต่เหล่าโจรสลัดยังต้องคิดให้ดี หากพวกมันอยากประลองความเร็ว เป็นพวกเจ้า! พวกเจ้าพรากอิสรภาพของข้าไป!"
มิเนอร์วาลืมตาโตเล็กน้อยมองเมฆดำบนท้องฟ้า ที่กำลังร้องครืนๆ ราวกับกำลังหัวเราะเยาะกัปตันผี อารมณ์เฮนดริกเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยอีกครั้ง กล่าวอย่างหมดอาลัยจนปัญญา
"ในทีแรกข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาศัยประสบการณ์ และความสามารถนำเรือฝ่าทะเลปั่นป่วนนั้นมาเรื่อยๆ ยิ่งเดินทางต่อไป สภาพแวดล้อมรอบตัวยิ่งเลวร้าย จนกระทั่งข้าได้รับรู้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่"
มิเนอร์วาจิบชาเงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ระบายปลดปล่อย ไม่เอ่ยขัดแม้ประโยคเดียว
"แท้จริงแล้วสภาพอากาศ และท้องทะเลที่มันวิปริตผิดธรรมชาตินั้น เกิดจากการต่อสู้ของทวยเทพตนหนึ่ง ที่หมายจะล้างสังหารปีศาจตนหนึ่งซึ่งเดินทางผ่านโลกกึ่งกลาง เป็นการสู้ตัวต่อตัวที่ยุติธรรม แต่ข้าที่เป็นแค่เหนือมนุษย์ในขณะนั้น จะเอาอะไรมาปกป้องตัวเองจากพลังตกค้างของสงครามได้กัน…"
น้ำเสียงขึ้นลงของกัปตันผี เจือเต็มไปด้วยอารมณ์ของคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
"ข้าวิงวอนร้องขอต่อพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสองเห็นอกเห็นใจ ไม่คิดแม้แต่จะชายตาแลข้าที่เป็นเสมือนมดปลวกในสายตาพวกเขา พวกมันทั้งสองยังคงต่อสู้กันรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผลกระทบกระจายออกเป็นวงกว้าง พวกเรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ ข้าตัดสินใจพานางฝ่าเข้าไปแต่ก็ไม่เป็นผล เหล่าลูกเรือที่ซื่อสัตย์ของข้าต่างก็พยายามกันอย่างสุดความสามารถ และแล้วตัวเรือที่ได้รับความเสียหายหนัก ก็ใกล้ที่จะอับปางลง นางต่อสู้มาหลายยกจนเริ่มจะไร้เรี่ยวแรง…"
อารมณ์พยาบาทแพร่กระจายออกไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงเค้นคำพูดลอดไรฟัน
"ข้าที่อยู่ในสภาวะสิ้นหวังสุดขีด จึงได้แต่ตะโกนด่าทอพวกเขาด้วยจนปัญญาจะรอดชีวิต ปีศาจนั่นก็แล้วไปเถอะ แต่ไม่คาดคิดว่าเทพบัดซบนั่น ก็มีจิตใจโหดเหี้ยมเช่นกัน พวกมันทั้งสองรำคาญเสียงด่าทอของข้า จึงสาปให้พวกข้าและเรือลำนี้ต้องแล่นต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น ลอยลำไปจนกว่าโลกใบนี้จะถึงกาลอวสาน… เป็นเพราะพวกข้ารีบเดินทาง พวกมันจึงได้สาปให้ข้าเดินทางไม่รู้จบ ข้าก็พอจะเข้าใจได้ แต่นั่นยังไม่สาแก่ใจของพวกมัน เทพตนนั้นบอกว่าตะโกนด่ามากคอจะแห้ง จึงสาปให้ดื่มน้ำดีรสขมแทนน้ำเปล่าดับกระหาย ส่วนปีศาจตนนั้นก็บอกว่า ตะโกนด่ามากท้องจะหิว จึงสาปให้กินเหล็กร้อนแดงเหลวเป็นอาหาร ต้านทานน้ำย่อยในกระเพาะ และสุดท้ายพวกมันยังรุมหัวกันสาปเรือลำนี้ ให้ผู้ใดที่ได้พบเห็นต้องตกอยู่ในอำนาจสะกด รอคอยให้พวกข้าที่หิวโหยเข้าเข่นฆ่า น้ำดีจากศพถูกนำมาดื่ม เหล็กทุกชิ้นบนเรือที่ถูกปล้นถูกนำมาเผาจนแดงฉานเพื่อใช้เป็นอาหาร"
พูดถึงตรงนี้มิเนอร์วาที่เคยโมโหพวกมัน ก็รู้สึกเวทนาสงสาร เอ่ยถามหมายจะช่วยเหลือปลอบประโลม
"เป็นดีสัตว์ได้หรือไม่? ... แล้วเหล็กร้อนที่ว่าใช้เหล็กธรรมดาได้หรือไม่?"
"ย่อมได้… พวกข้ายังถูกสาปให้ขึ้นบกได้แค่ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น พวกมันบอกว่านั่นคือความเมตตาที่พวกมันมอบให้แก่พวกข้า เพื่อให้ได้มีเวลาหาอาหาร ขอเพียงเป็นน้ำดีรสขม และเป็นเหล็กที่ถูกเผาจนแดงฉาน ไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนล้วนไม่มีปัญหา"
ชายหนุ่มวางแก้วชาลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ แล้วเอ่ยยื่นข้อเสนอ
"เจ้ารู้จักมาเฟียหรือไม่? ... ตัวข้าไม่ใช่โจรสลัดแต่เป็นมาเฟีย พวกข้ามีธรรมเนียมปฏิบัติให้ยึดถือ และหนึ่งในนั้นก็คือ คนของข้ามีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถตัดสินถูกผิดได้ ผู้อื่นล้วนไม่สามารถ เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?"
กัปตันเรือผีสิงยืนนิ่งเงียบกำลังชั่งใจคิด มิเนอร์วาก็โบกมือหนึ่งทีกองซากเหล็กที่เหลือจากการวิจัยก็ปรากฏกองสุมขึ้นท่วมหัว บางอันก็ผุกร่อนเนื่องจากโดนสารเคมี เศษเหล็กกองทับถมอยู่ที่ดาดฟ้าเรือด้านล่าง เหล่าผีร้ายต่างกลุ้มรุมเข้ามาหมายหยิบเอาไป แต่เป็นมิเนอร์วาที่กระจายหมอกดำออกมาหยุดทุกสิ่งเอาไว้แล้วยืนขึ้น โน้มตัวจับไปที่ราวกั้นบนดาดฟ้าเรือของชั้นที่พัก จ้องมองลงไปยังผีทุกตน ส่งเสียงใสกังวานดังไปทั่วลำเรือ หยิบยื่นสัญญาการแลกเปลี่ยน
"หากพวกเจ้ายอมมาอยู่ใต้อาณัติข้า… ข้าสัญญาว่าจะจัดหาเหล็กจำนวนมากมาให้พวกเจ้า น้ำดีรสขมจากเหล่าสรรพสัตว์จะถูกส่งมอบให้จนพวกเจ้าพึงพอใจ พวกเจ้าจะปล้นชิงต่อหรือไม่ข้าไม่สน ข้าขอเพียงแค่อย่าได้ฆ่าผู้ที่ไม่สมควรฆ่า และเจ้า…"
มิเนอร์วาหันหน้าไปหาผู้เป็นกัปตันเรือผีสิงลำนี้ สบตามองอยู่พักหนึ่ง ก็เตรียมเอ่ยยื่นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ ชายหนุ่มเว้นช่วงจังหวะหายใจแล้วหรี่ตาพูดเสียงเบา
"หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยปลดปล่อยจากคำสาป และคืนอิสรภาพให้ จงเข้าร่วมกับข้าซะ! ซัลวาโตเรแฟมิลี่ของข้ากำลังตามหา 'หอกแห่งความลับ' อยู่พอดี สนใจอยากมาเป็น 1 ใน 10 หอกของข้าหรือไม่?"
สิ้นเสียงคำถามนี้ กลีบดอกบัวพร่าเลือนสีเทาอมดำกลีบหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือเด็กหนุ่มที่กำลังหงายมือ และยื่นออกไปให้อีกฝ่ายตัดสินใจ ฝ่ามือขาวตอนนี้หยุดอยู่เบื้องหน้ากัปตันเฮนดริกแห่งเรือผีสิงฟลายอิ้ง ดัตช์แมนแล้ว มีเพียงรอให้มันเลือกก็เท่านั้น
"ตัดสินใจซะ… จะร่วมหรือไม่ข้าไม่บังคับ"
มิเนอร์วามองไปที่มันด้วยรอยยิ้มจริงใจ อยากได้ตัวอีกฝ่ายมาเป็นผู้ถือหอกแห่งความลับ จะมีผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากไปกว่าคนที่ตายไปแล้วอีก ขึ้นชื่อว่าผีย่อมสามารถแทรกซึมสืบความลับต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ยังไม่นับประโยชน์ที่อีกฝ่ายสามารถเดินทางฝ่าทะเลหมอก ซึ่งคนปกติไม่สามารถทำได้อีก ประสบการณ์หลายร้อยปีของอีกฝ่ายบนท้องทะเล ล้วนสามารถนำมาเป็นประโยชน์ได้ในอนาคต และเหตุผลสุดท้าย…พวกมันไม่รับเหรียญทองเป็นสิ่งตอบแทน เป็นพวกมันเสียอีกที่จะไปหาเหรียญทองให้แก่ชายหนุ่ม ขอเพียงไม่หวาดกลัวในรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย นี่นับว่าเป็นกองกำลังที่สำคัญมากกองหนึ่งด้วยซ้ำ
'ขาดไม่ได้! หัวเด็ดตีนขาดยังไง ก็ต้องเอามาเป็นพวกให้ได้ ข้านี่ช่างฉลาดเสียจริง ฮ่าๆ ๆ!'
ท่ามกลางสายตาเว้าวอนมากมายหลายคู่ จากเหล่าลูกเรือที่ยืนอยู่ด้านล่าง เฮนดริกตัดสินใจเด็ดเดี่ยว มันหยิบกลีบบัวสีเทาหม่นนั้นขึ้นมาเคี้ยวกลืน และคุกเข่าลงพื้นเอ่ยสาบานจงรักภักดีต่อมิเนอร์วา ผู้ที่กำลังจะมาเป็นบอสของมัน หลังจากชายหนุ่มกลายเป็นเหนือมนุษย์ การสร้างกลีบบัวที่แฝงไว้ด้วยความรู้พื้นฐานของการเป็นซัลวาโตเรนั้น ช่างง่ายดายเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ อีกทั้งยังสะดวกไม่ต้องอธิบายหลายครั้ง เพียงกลืนกินกลีบบัวข้อมูลเหล่านั้น ก็จะถูกส่งไปให้ที่ดวงวิญญาณทันที พลิกมือโบกอีกทีกลีบบัวจำนวนมากก็ปลิวว่อนไปทั่วดาดฟ้าเรือ ทำตัวประหนึ่งทวยเทพโบกแขนประทานพร
"สหายทุกท่าน! ชีวิตได้เดินมาถึงทางแยกแล้ว… จะเร่ร่อนคอยปล้นฆ่าอย่างหิวโหย… หรือจะเสี่ยงดวงกับข้าปลดแอกพันธนาการต่อคำสาปร้าย ที่จองจำพวกเจ้ามาช้านาน พวกเจ้าต้องตัดสินใจกันเองแล้ว!"
เสียงเฮกึกก้องของเหล่าภูตผีดังสะท้อนไปทั่วทั้งทะเล พวกมันต่างกลืนกินและคุกเข่าเอ่ยสาบาน มิเนอร์วาเหยียดตัวตรงเชิดหน้าขึ้น ร่างกายกระจายกลิ่นอายเหี้ยมหาญ บารมีไร้พ่ายแผ่ออกแทบฉายแสง แล้วกล่าวปลุกใจขึ้นเสียงดัง ตามหาความภักดีอันซื่อสัตย์ที่หายไป
"ดี! นับแต่นี้ต่อไป… พวกเจ้าคือโซลดาโต้แห่งซัลวาโตเรแฟมิลี่… ส่วนเจ้าคือคาโปเดชินา เป็นผู้ถือหอกแห่งความลับของข้า ข้าให้สัญญาว่า วันหนึ่งข้าจะทำให้พวกเจ้าหลุดออกจากการทรมานนี้ ขอเพียงข้ารุ่งโรจน์พวกเจ้าก็จะรุ่งเรือง เนื่องจากข้ารีบเดินทางไม่ได้เตรียมตัวมา สิ่งของเหล่านี้ก็ให้ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้าก็แล้วกัน น่าเสียดายที่ข้าหาให้ได้เพียงเท่านี้ อภัยให้ด้วยสหายข้า… เชิญ!"
ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนอย่างฮึกเหิม มิเนอร์วาเก็บหมอกดำกลับมา แล้วหันหลังเดินเข้าไปในห้องเพื่อพักผ่อน ไม่สนใจปาร์ตี้เผาเหล็กของเหล่าภูตผีที่อยู่ด้านนอกอีก
"จิ๊ๆ น่าเสียดาย… พวกเขาไม่กินเนื้อ"
มิเนอร์วาจุ๊ปากเอ่ยขำขันกับตัวเอง จินตนาการเห็นกองทัพภูตผีจำนวนมาก ที่ลุกฮือเข้าถล่มเมืองหลวงที่มีดีมัวร์ยืนอยู่ คิดไปคิดมาก็พาตัวเองมานอนอยู่บนเตียงนุ่มขนาดใหญ่ ที่ด้านนอกแว่วมาด้วยเสียงร้องเพลงล่องลอยของภูตผี ที่ผ่อนคลายจากความหิวโหย ลอยมาตามลมเป็นบทเพลงขับกล่อมยามหลับนอน นิทราฝันไปหนึ่งตื่นก็ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วเดินออกไปข้างนอก ภาพที่มองเห็นทำเอาชายหนุ่มตาค้างเกือบหันหลังวิ่งหนี แต่เพียงเพ่งมองให้ดีก็จะมองเห็นม่านใสที่ห่อหุ้มทุกสิ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงแขน เบื้องหลังม่านพลังนี้กลับเป็นใต้ทะเลลึกไร้แสงใด
มีเพียงภาพเงาเลือนรางของพืชใต้น้ำ และเหล่ามัจฉาที่ปรากฏมาเป็นระยะตามเส้นทางที่เรือแล่นไป ภูตผีทุกตนรวมถึงตัวกัปตันเอง พวกมันต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ไม่ได้สนใจว่าเบื้องหน้าจะมีตัวอะไรขวางทาง ชายหนุ่มมองไปที่เฮนดริก เตรียมเอ่ยความต้องการกับหัวหน้าหน่วยจู่โจมคนใหม่ ทันทีที่กัปตันผีเห็นเด็กหนุ่ม ตัวมันก็รีบคุกเข่าราวกับบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ เหล่าลูกเรือที่เหลือก็รีบคุกเข่าตาม
"นายท่าน… พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปยังซากอารยธรรมแห่งพุทธะตามที่ท่านต้องการขอรับ น่าจะอีกไม่กี่วันก็ใกล้จะถึงแล้ว"
กัปตันเฮนดริกเอ่ยรายงานความคืบหน้าของภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายเมื่อครั้งที่พูดคุยกันเมื่อก่อนหน้า
"หากสำรวจสามวันไม่พบสิ่งใด พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่เพลิออนโดยตรงขอรับ จากนั้นพวกเราจะกลับทางเดิมเพื่อไปสำรวจซากอารยธรรมแห่งพุทธะ ต่อจากที่ค้างไว้ และพร้อมมาส่งท่านกลับอาณาจักรทุกเวลาขอรับ"
มิเนอร์วาพยักหน้าพึงพอใจ และเอ่ยอย่างเป็นกันเองแต่จริงจัง
"สำหรับครอบครัวไม่ว่าจะผีหรือคน ต่างก็ถือเป็นครอบครัว พวกเจ้าไม่ใช่บ่าวรับใช้ของข้าลุกขึ้นมาซะ จำเอาไว้ว่าการคุกเข่าของลูกผู้ชายมันมีราคาแพง ดังนั้นอย่าได้คุกเข่าให้ใครง่ายๆ อีก"
มิเนอร์วาเองก็คาดไม่ถึง ว่ากัปตันผีและเหล่าลูกเรือจะคุกเข่าให้มันง่ายดายปานนี้ เฮนดริกยังคงก้มหน้าคุกเข่าอยู่เช่นเดิม ชายหนุ่มจึงหันมองไปด้านล่างกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ เหล่าลูกเรือเองก็ไม่มีใครลุกขึ้นมา แต่เป็นกัปตันเรือเบื้องหน้าที่เอ่ยชี้แจง
"นายท่าน พวกข้าเป็นเพียงแค่วิญญาณแค้น ที่ถูกสาปต้องร่อนเร่ไปเรื่อยๆ อย่างทุกข์ทรมาน ถูกจองจำให้อยู่บนคุกลอยทะเลแห่งนี้มาก็ช้านาน เหล่าโจรสลัดผีที่แข็งแกร่งก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ…"
เฮนดริกเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังปนเทิดทูน
"แต่ท่านเป็นผู้แข็งแกร่งคนแรก เป็นคนแรกที่สาบานว่าจะช่วยปลดปล่อยพวกข้าจากคำสาป นับเป็นผู้มีพระคุณ และข้าก็ยินดีที่จะทำแบบนี้… ดังเช่นที่เหล่าอัศวินพิทักษ์ราชา"
"เอาล่ะๆ … แล้วแต่พวกเจ้าก็แล้วกัน ข้าขอถามหน่อยทำไมไม่ขึ้นไปล่องบนผิวทะเล ดำลงมาทำไม หรือว่ากำลังหลบหนีศัตรู?"
มิเนอร์วาถามอย่างสงสัย แต่จากการสังเกตจึงได้รู้ ว่าการที่เรือแหวกฝ่ามวลน้ำมหาศาลนั้น ได้ลดแรงที่กำลังพุ่งไปข้างหน้า จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต่างจากครั้งก่อนที่แล่นฉิวไปบนผิวน้ำ
"เอ่อ… ที่จริงแล้วพวกข้าแพ้แสงแดด ดังนั้นยามกลางวันจึงต้องดำลงมา และใช้ชีวิตอยู่ใต้ทะเลมืด มีเพียงยามพระอาทิตย์ตกเท่านั้น พวกข้าถึงจะขึ้นไปบนผิวน้ำ"
เฮนดริกตอบอย่างจนปัญญา ตัวมันเองก็อยากไปให้ไวอยู่หรอก แต่ก็ติดปัญหานี้เช่นกัน มิเนอร์วาเห็นอีกฝ่ายเริ่มอึดอัด จึงซักถามเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนประเด็น
"แท้ที่จริงแล้วมรดกแห่งพุทธะคือสิ่งใดกัน? ทำไมจึงยังไม่มีผู้คนค้นพบ อาจารย์ข้าบอกว่าหลังจากพระศากยมุนีได้เสด็จปรินิพพานละสังขาร จวบจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีพุทธวงศ์พระองค์ที่ 29 ปรากฏขึ้น… "
เฮนดริกเองก็เงียบครุ่นคิด และเรียบเรียงคำตอบอยู่ในหัวอย่างเงียบงัน