จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 21 ปริศนา

            ฉินอวี่นั่งอยู่ที่เดิมเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในจิตใจของเขา เขาหวนนึกถึงคำพูดของตำราโบราณเล่มหนึ่งที่อยู่ชั้นบนสุดของหอตำราของสำนักเทียนฉีจนในใจของเขาเหมือนเกิดเคลื่อนซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง

            “ช่วงเริ่มต้นของปราณชีวิต คนยุคโบราณแสวงหาพลังระดับสูงสุดและเปลี่ยนแปลงมาตามยุคสมัย สร้างเป็นกลยุทธ์ ‘ร้อยหลอม’ สิ่งใดคือร้อยหลอม?”

            “พันค้อนสร้างกาย ร้อยหลอมบ่มจิต”

            “เหตุใดจึงเรียกพันค้อนสร้างกาย? สิ่งสกปรกของร่างกายแก่นแท้ที่ควบแน่นจนแข็ง”

            “เหตุใดจึงเรียกร้อยหลอมบ่มจิต? มีขึ้นมีลงกระจัดกระจายกลับไปมา ขัดเกลาจิตใจ อาศัยความเพียรมั่น”

            “กลวิธีร้อยหลอมใช้ฝึกฝนร่างกายช่วยขัดเกลาการฝึกฝน สะสมไว้มากยิ่งแตกขยายได้มากต้องอาศัยเวลาจึงจะประสบความสำเร็จ ต้องเคี่ยวเข็ญกลวิชาพันค้อนสร้างกายร้อยหลอมบ่มจิต จึงจะสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่!”

            “ในช่วงยุคต้นมีคนใช้กลวิธีเช่นนี้เพื่อฝึกฝนกายที่ไร้เทียมทาน หัวใจที่เป็นอมตะจากนั้นเขาก็ถูกคุมขังอยู่เป็นเวลานาน จนถึงตอนนี้วิชาร้อยหลอมจึงสูญหายไปและบุคคลนี้ จึงถูกเรียกว่าจอมเหี้ยมแห่งยุคต้น!”

            “มีขึ้นมีลง กระจัดกระจายกลับไปมาสะสมไว้มากยิ่งแตกขยายได้มาก... มันคือกลวิชาร้อยหลอมจริงๆ? เป็นไปได้อย่างไร!” ฉินอวี่ตกใจมาก จนอยากจะถามฉินจ้านขึ้นมาว่าเขาฝึกฝนวิชาอะไร...

            หากเป็น “กลวิชาร้อยหลอม” จริงเช่นนั้นแล้วก็คงเป็นเรื่องยากมากที่จะจินตนาการได้ว่าฉินจ้านจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดในอนาคต!

            “ฮู้!” ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามระงับความตกใจที่อยู่ภายใน หลังจากเขาย้อนนึกถึงคำพูดของฉินจ้านทีละประโยคอย่างถี่ถ้วนในใจของของเขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ “กลวิชาร้อยหลอม”ก็คงจะไม่ต่างกันมากนัก นับตั้งแต่ระดับการฝึกฝนลดลงการฝึกตนใหม่แต่ละระดับก็จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไปด้วยอีกทั้งยังมีการเปิดจุดทะเลทุกข์ขึ้นมากลวิชาวิเศษที่เขาฝึกฝนจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            ยิ่งกว่านั้น จุดทะเลทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะสามารถเปิดออกได้

            เมื่อร่างกายเข้าถึงระดับที่ทรงพลังอย่างถึงที่สุดเท่านั้นจึงจะมีโอกาสที่จะเปิดมันออกได้ และเมื่อเปิดออกหนทางในการฝึกฝนก็จะยิ่งยากมากขึ้นด้วย

            ทะเลทุกข์ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วเหตุที่ถูกเรียกว่าทะเลทุกข์ เป็นเพราะความยากลำบากในการฝึกฝนและความยากลำบากที่ต้องเผชิญนั้นไม่สามารถประมาณได้แต่ความยากลำบากในการฝึกฝนเหล่านี้ กลับให้รางวัลตอบแทนที่ดีเยี่ยมและสมบูรณ์

            ดั่งคำกล่าวที่ว่า ทะเลทุกข์นั้นไร้ขอบเขตกว้างไกลไร้เขตจำกัด

            ในยุคโบราณการเปิดทะเลแห่งความทุกข์มีให้เห็นไม่ยากนัก แต่ตอนนี้ฉินอวี่ได้เรียนรู้ผ่านหอตำราตระกูลฉินมาว่าแทบไม่มีผู้ใดเลยที่สามารถเปิดจุดทะเลทุกข์ได้

            แต่เดี๋ยวก่อน!

            ทันใดนั้นฉินอวี่ก็นึกขึ้นได้ว่าฉินจ้านพ่อของเขากล่าวว่าท่านแม่ทิ้งบางอย่างไว้ในร่างกายของเขาแต่เมื่อฉินอวี่สำรวจร่างกายภายในของตนอย่างละเอียดก็ไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งใดได้เลย จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าของสิ่งนั้นจะอยู่ในทะเลทุกข์?

            เป็นไปไม่ได้!

            เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!

            หากวางอยู่ในทะเลทุกข์ คุณสมบัติของร่างเดิมนั้นทั้งชีวิตไม่มีทางจะเปิดจุดทะเลทุกข์ได้อย่างแน่นอน

            เว้นเสียแต่ว่า!

            ตอนอายุสิบหก ทะเลทุกข์จะพัฒนาขึ้นเอง แต่หากเป็นเช่นนี้...จะยิ่งน่าตกใจไปกว่าเดิม!

            แม้ว่าฉินอวี่จะมีข้อมูลของหอตำราของสำนักเทียนฉีทั้งหมดแต่เขาก็ไม่ไม่เคยได้ยินว่ามีจุดทะเลทุกข์ของใครสามารถเปิดตัวมันเองได้

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฉินอวี่ก็รู้สึกว่าท่านแม่ในความทรงจำของเขานั้นกลายเป็นความลึกลับมากขึ้นนอกจากนี้ท่านพ่อจะต้องรู้เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นมาของท่านแม่อย่างแน่นอน เพียงแต่เขาไม่ต้องการเปิดเผยมันเท่านั้นเอง

            ท่านแม่มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?

            ฉินอวี่ตกอยู่ในห้วงความคิดลึกๆแต่หลังจากระลึกถึงความทรงจำของร่างเดิมอย่างละเอียดแล้วฉินอวี่กลับไม่ได้รับเบาะแสอะไรแม้แต่น้อย เขาต้องทิ้งความคิดนี้ออกไปด้วยสถานการณ์ที่มีศัตรูรออยู่ข้างหน้า ฉินอวี่จึงต้องฝึกฝนให้มากที่สุดและขึ้นสู่ขั้นปราณเสถียรให้ได้ภายในระยะเวลาห้าเดือน

            เดิมทีแล้วฉินอวี่มักจะคิดอยู่ตลอดว่าตระกูลชุยจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลชิงเหลียนชุยเมื่อได้รับคำยืนยันจากฉินจ้านผู้เป็นพ่อ จึงทำให้ฉินอวี่รู้สึกกังวลเล็กน้อยเกรงว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ตระกูลชุยอาจจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุยซั่วโดยไม่ต้องอาศัยพลังภายนอกให้กับเขา อาทิเช่นพวกโอสถต่างๆ!

            “ระยะเวลาห้าเดือนครึ่งนั้นไม่สั้นและไม่ยาวนักสิ่งเดียวที่เขาสามารถพึ่งพาได้ในตอนนี้ คือวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตแม้ว่าจะรู้ทักษะการต่อสู้จำนวนมากแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถแสดงพละกำลังเหล่านั้นออกมาได้”

            “นอกจากนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรกของวิชาปีศาจคลั่งเป็นการเผาลมปราณ ดังนั้นในช่วงเวลานี้ข้าจำเป็นจะต้องบ่มเพาะพลังปราณของตนเองให้ก้าวหน้าขึ้นและหากได้ศึกษาวิชาของสำนักว่านจ้งด้วย นั่นก็ยิ่งเป็นเรื่องดีมาก”

            แม้ว่าฉินอวี่จะเป็นผู้สร้างวิชายุทธ์ว่านจ้งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถใช้มันได้ และยังต้องใช้ระยะเวลานานในการขัดเกลา!

            หลังจากไตร่ตรองเล็กน้อย ฉินอวี่ได้ตัดสินใจในใจจากนั้นจึงลุกขึ้นและจากไปแต่กลับพบเสวี่ยเอ๋อและองค์หญิงสิบสามที่อยู่ไม่ไกลออกไปและยังมีเสี่ยวเถาและเสี่ยวฮวาที่กำลังคุกเข่าอยู่ไกลออกไปพลางพูดอะไรกันบางอย่างเมื่อเห็นว่าฉินอวี่กำลังเดินออกมา ทั้งสองคนต่างเงยหน้าขึ้นและหันมองฉินอวี่อย่างมีนัยสำคัญ

            “พี่ชาย...” ฉินเสวี่ยตะโกนวิ่งเข้ามาและหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินอวี่ นางเงยหน้าขึ้นมองฉินอวี่ด้วยดวงตาสีแดงก่ำและพูดขึ้นอย่างประหม่า “พี่ชาย... ท่านต้องการสู้กับชุยซั่วในอีกห้าเดือนข้างหน้าจริงหรือ?”

            ฉินอวี่ชำเลืองตาไปมองหลงอวี่เช็ดน้ำตาบนแก้มของฉินเสวี่ยด้วยความทุกข์ใจ และกระซิบเบาๆ“เจ้าเป็นคนบอกไม่ใช่หรือ? อยากให้พี่ปกป้องเจ้าใช่หรือไม่? ถ้ายังเอาชนะไม่ได้แม้แต่ชุยซั่ว พี่จะเอาอะไรมาปกป้องเจ้าได้ล่ะ?”

            “แต่... เสวี่ยเอ๋อไม่ได้ต้องการให้พี่ชายมาปกป้องเสวี่ยเอ๋อแค่อยากให้พี่ปลอดภัย พี่ชาย ท่านต้องสัญญากับเสวี่ยเอ๋อนะ ว่าท่านจะต้องชนะชุยซั่วตกลงไหม?”ฉินเสวี่ยที่ตัวเตี้ยกว่าฉินอวี่โผเข้ากอดฉินอวี่จนแน่นพลางกระซิบเบาๆ

            ฉินอวี่ลูบผมของฉินเสวี่ยและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอนสิพี่ชายเก่งเสียขนาดนี้” จากนั้นฉินอวี่ก็มองไปที่เสี่ยวเถา ซึ่งอยู่ไม่ไกลและกล่าวว่า“เสี่ยวเถา ขอพู่กันและหมึกหน่อยสิ”

            ก่อนที่เสี่ยวเถาจะกลับมารู้สึกตัว เสี่ยวฮวารีบหันหลังกลับไปเพื่อหยิบพู่กันและหมึกวันนี้เสี่ยวฮวาดูจะชื่มชมฉินอวี่มากเป็นพิเศษ นางตกตะลึงอย่างมาก ในตอนแรกที่ฉินอวี่และชุยซั่วต่อสู้กันแม้ว่าเสี่ยวฮวาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ยังไม่ถึงกับหมดสติ นางจึงคอยแอบดูอยู่ตลอดซึ่งต้องบอกเลยว่าการโจมตีที่ดุร้ายของฉินอวี่กระทบจิตใจของนางอย่างยิ่ง

            “องค์หญิงสิบสาม ขอบคุณสำหรับสองครั้งนี้ด้วย”ฉินอวี่หันไปมองหลงอวี่และพูดด้วยความซาบซึ้งใจไม่ว่าหลงอวี่จะเข้าใกล้ตัวเขาด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตามแต่นางก็ออกหน้าช่วยฉินอวี่มาแล้วถึงสองครั้ง

            หลงอวี่หน้าแดงเล็กน้อย แต่แสร้งทำเป็นสงบแล้วพูดว่า“พี่ฉินเกรงใจไปแล้ว ข้ากับเสี่ยวเสวี่ยเป็นสหายกัน อีกอย่าง ข้าไม่อาจทนดูความกำเริบเสิบสานของตระกูลชุยได้”หลงอวี่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับบุตรชายคนที่สามของตระกูลฉินมานานแล้ว ก่อนหน้านี้หลงอวี่และฉินอวี่แทบไม่ได้ติดต่อพูดคุยกันมาก่อน แต่การต่อสู้ระหว่างฉินอวี่และชุยซั่วทำให้หลงอวี่รู้สึกเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันปรากฏเป็นความรู้สึกของดรุณีที่กำลังใฝ่หาคืนวันอันหอมหวานและเมื่อได้ยินมาว่าฉินอวี่แอบมองตนเองอย่างไร ยิ่งทำให้หลงอวี่เขินอายมากยิ่งขึ้น

            หลงอวี่แก่กว่าฉินอวี่สองปี แต่ตอนนี้นางกลับเรียกฉินอวี่ว่าพี่อย่างไม่รู้ตัวและหลงอวี่เองก็ไม่เคยตระหนักถึงสิ่งนี้เลย

            การแสดงออกของหลงอวี่ ฉินอวี่มองไปอย่างกว้างๆและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น“รากฐานขององค์หญิงสิบสามคงจะอยู่ระดับธรรมดาใช่หรือไม่?”

            แก้มสีดอกกุหลาบเดิมเปลี่ยนเป็นสีซีดทันทีฟันของนางกัดริมฝีปากสีแดงไว้แน่น และไม่กล้าที่จะมองตรงไปทางฉินอวี่

            “ไม่ทราบว่าองค์หญิงสิบสามฝึกกลวิชาวิเศษชนิดใด”ฉินอวี่ถาม

            “กลวิชามังกรฟ้า” หลงอวี่พูดขึ้นเบาๆไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาอันลึกซึ้งของฉินอวี่ในหัวใจของหลงอวี่ก็คล้ายจะน้อยใจขึ้นมาเล็กน้อยนางลืมไปแล้วว่านางเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงส่งแต่ฉินอวี่กลับเป็นเพียงลูกพ่อค้าวาณิชคนหนึ่ง

            “ด้วยสถานะขององค์หญิงคงมีทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งอยู่ไม่น้อย ทำไมระดับฝึกฝนยังคงอยู่ในระดับที่สองของขั้นยุทธ์ล่ะ?” ฉินอวี่ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลงอวี่และถามอย่างต่อเนื่อง

            “ในพระราชวังไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าคิดรากฐานที่ธรรมดาสามัญก็หมายถึงการที่เจ้าไม่เข้าถึงทรัพยากรในการฝึกฝนได้”หลงอวี่กัดริมฝีปากสีแดงของนาง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่งและครั้งนี้ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับฉินอวี่

            ฉินอวี่ไม่แปลกใจกับสิ่งที่หลงอวี่พูดมาความรักในวังที่มีแต่ความจืดจาง และแคว้นอู่ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดในฐานะของการเป็นองค์หญิง หลงอวี่เป็นเพียงความสวยงามที่บังหน้าไว้เท่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

            “รากฐานระดับธรรมดาก็หมายความว่าจะต้องอยู่อย่างปิดบังซุ่มเงียบไปตลอดชีวิต บางทีการปล่อยวางตั้งแต่ต้น อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด” ฉินอวี่จ้องไปทางหลงอวี่และพูดเน้นทีละประโยค

            ใบหน้าของหลงอวี่ยิ่งซีดลงไปกว่าเก่านางหายใจถี่ขึ้น ดวงตาของนางไม่ได้เต็มไปด้วยความไม่พอใจเหมือนก่อนหน้าแต่กลับถูกแทนที่ด้วยประกายแสงอันเฉียบคม หากจะพูดให้ชัดมันคือความทะเยอทะยานและความปรารถนาอันแรงกล้า นางสบสายตากับฉินอวี่ทันทีและพูดขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่เป็นประกาย “เพียงแค่มีรากฐานระดับธรรมดาก็ต้องถูกกำหนดให้เป็นคนธรรมดาไปตลอดชีวิตด้วยหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างข้าจะเป็นคนธรรมดาไปทั้งชีวิต จะต้องมีสักวันที่ข้าทำลายพันธนาการนี้ได้และทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่าความธรรมดาเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลย!!!”

            คำพูดท่อนหลังของหลงอวี่แทบจะเป็นการร้องตะโกนออกมาในฐานะองค์หญิง นางได้รับคำชื่นชมยินดีจากผู้คนนับไม่ถ้วนแต่นางมีความปรารถนาที่จะฝึกตน และนางฝันว่าวันหนึ่งนางจะสามารถไปถึงจุดสูงสุดที่ทำให้กลายเป็นคนเหนือคนที่แท้จริง!

            ฉินอวี่เหลือบมองหลงอวี่อย่างซับซ้อน เขารู้สึกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าและความไม่พอใจในสายตาของหลงอวี่และพูดอย่างเรียบเฉย “ข้าหวังว่าเจ้าจะจำสิ่งที่พูดในวันนี้ได้ตลอดไปนะ”

            ในตอนนี้ เสี่ยวฮวานำพู่กันและหมึกมาแล้วและเซียวเถาก็รีบวิ่งตามมาพร้อมแบกโต๊ะมาบนหลัง ฉินอวี่รับพู่กันมาทันที จุ่มหมึกและเริ่มเขียนลงบนกระดาษซวนจื่ออย่างรวดเร็ว

            หลังจากนั้นไม่นานในขณะที่ทั้งสี่คนยังไม่ทันเห็นสิ่งที่ฉินอวี่เขียน ฉินอวี่ได้เขียนเสร็จแล้วและหยิบกระดาษซวนจื่อแผ่นหนึ่งยื่นให้เซียวเถาและเสี่ยวฮวา พลางพูดว่า“เมื่อท่องจำแล้วก็ทำลายมันซะ!” พูดจบก็ยื่นกระดาษอีกแผ่นหนึ่งให้กับหลงอวี่ที่กำลังกำหมัดแน่นพร้อมดวงตาที่พร่ามัว

            “พวกเจ้าลองอยู่ที่นี่ศึกษามันดูถ้าสามารถฝึกฝนได้ก็ลองฝึกฝนวิชาที่อยู่บนกระดาษดู เสวี่ยเอ๋อ ตามข้าไปหาท่านพ่อ”ฉินอวี่พูดจบก็พยักหน้าอย่างน่าสงสัย

            ทั้งสองเดินออกมาจากสวนแล้ว ขณะที่อยู่บนทางเดินเมื่อฉินอวี่พบว่าไม่มีผู้ใดอยู่โดยรอบแล้ว เขาจึงกระซิบขึ้นเบาๆ“จดจำกลวิชานี้เอาไว้ และห้ามเปิดเผยวิชานี้กับใครทั้งสิ้น!” พูดจบฉินอวี่ก็ท่องวิชาสัจจคาถาท่อนหนึ่งใส่หูของฉินเสวี่ย สัจจคาถาชนิดนี้ก็คือวิชาเซียนมรรคาสวรรค์! ฉินอวี่จะให้ฉินเสวี่ยได้เริ่มฝึกฝนเสียก่อนวันข้างหน้าจึงจะช่วยนางได้ฝึกจนสมบูรณ์

            แม้ว่าฉินเสวี่ยจะสงสัย แต่นางก็จำได้อย่างละเอียดรอบคอบ

            หลังจากที่ฉินเสวี่ยท่องจำขึ้นใจฉินอวี่ก็หยิบจดหมายออกมาฉบับหนึ่ง และพูดว่า“เจ้านำจดหมายฉบับนี้ไปยังร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง บอกว่าเจ้าขอพบนักปรุงยาจื่อจื่อซวินเอ๋อ และนำคำของข้าไปบอกกับนาง ‘ครั้งนี้ยกเว้นให้ ภายหน้าอย่าทำอีก!’ เอาล่ะ จำไว้ว่าจะต้องฝึกฝนสิ่งที่เจ้าเพิ่งท่องจำไปเมื่อครู่นี้ และข้าจะออกไปจากจวนตระกูลฉินสักสองสามเดือนถึงเวลานั้นเจ้าก็ช่วยบอกท่านพ่อให้หน่อยแล้วกัน ตกลงไหม?”

            “พี่ชาย... ท่านจะไปไหน?”ฉินเสวี่ยพูดอย่างประหม่าและเป็นกังวล

            “เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้พละกำลังมากขึ้นเอาล่ะ เจ้าไปหาท่านพ่อเถอะ เจ้าเอาศิลาวิญญาณนี้ไป หากเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลฉินนำศิลาวิญญาณก้อนนี้วางไว้ที่ร่องใต้เตาปรุงยาในห้องของข้าในช่วงเวลาอันสั้นนี้หากพอจะทำได้ขอให้ออกจากจวนตระกูลฉินให้น้อยที่สุด เข้าใจหรือไม่?”

            ในเวลาเดียวกัน

            เมื่อหลงอวี่จ้องไปที่ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ดูมีชีวิตชีวาบนกระดาษร่างกายที่บอบบางของนางก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กลงน้ำตาในดวงตาของนางได้หยดลงราวกับลูกปัดหักแต่ใบหน้าที่บอบบางของนางกลับเผยสีของความปีติยินดีออกมา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน