ตอนที่ 32 : ก้าวแรกสู่ลานเชือดและคมกระบี่ที่ซ่อนเร้น
ท้องฟ้าเหนือหุบเขาประลองยุทธ์ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังสีทองจางๆบรรยากาศภายในสำนักเมฆาคล้อยวันนี้ดูโอ่อ่าสง่างามเสียจนผู้คนภายนอกไม่อาจล่วงรู้ถึงความโสมมที่หมักหมมอยู่เบื้องล่างธงทิวประดับประดาปลิวไสวไปตามแรงลมเสียงระฆังเวหาดังกังวานประกาศศักดาแห่งงานประลองศิษย์สายนอกซึ่งเปรียบเสมือนเทศกาลยิ่งใหญ่ที่เหล่านักพรตและศิษย์นับพันต่างรอคอยทว่าสำหรับอวิ๋นเซียวในคราบศิษย์สายนอกผู้รอดชีวิตกลับคืนมากลิ่นของงานรื่นเริงนี้ช่างเจือปนด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ถูกกดทับด้วยค่ายกลระดับสูง
ร่างของอวิ๋นเซียวภายใต้หน้ากากหนังมนุษย์ผู้มีใบหน้าเรียบเฉยเดินปะปนไปกับฝูงชนทุกย่างก้าวเขารู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของโอสถลบสลักมารในจุดตันเถียนมันกำลังทำหน้าที่ปกปิด 'ตราภาชนะ' ที่หน้าอกอย่างมิดชิดทว่าราคาที่ต้องจ่ายคือความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปทั่วเส้นลมปราณทุกครั้งที่เขาพยายามโคจรพลัง
เขากวาดสายตามองไปรอบลานประลองพื้นหินอ่อนสีขาวที่ดูสะอาดตาแท้จริงแล้วคือทางผ่านของค่ายกลดูดกลืนวิญญาณศิษย์สายนอกจำนวนมากที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีกำลังถูกกวาดต้อนเข้าสู่สนามประลองพวกเขาเหล่านั้นต่างมีสีหน้าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความหวัง... หามีใครรู้ไม่ว่างานประลองนี้คือ'ลานเชือด' ที่มีไว้เพื่อคัดเลือกเหยื่อให้แก่สิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง
"ภาชนะหมายเลขเก้า... จำไว้ให้ดี"เสียงกระซิบแผ่วเบาของลั่วปิงเยว่ยังคงก้องอยู่ในหู"เจ้าต้องแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ที่ผ่านการคัดเลือกข้าจะจงใจพลาดท่าในรอบที่สองในจุดที่เงาของแท่นประธานทอดผ่านนั่นคือตำแหน่งที่ค่ายกลใต้ดินอ่อนกำลังที่สุด"
นางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินจากไปในฐานะ 'ศิษย์อันดับหนึ่ง'แห่งยอดเขาหิมะร่างระหงในชุดขาวของนางดูโดดเด่นและสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าตั้งคำถามถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดของนาง
อวิ๋นเซียวแฝงตัวเข้าไปใกล้พื้นที่ควบคุมศิษย์สายตาของเขาจับจ้องไปยัง 'อวิ๋นหง' ที่ยืนอยู่บนแท่นสูงชันนายน้อยตระกูลหลักผู้นี้สวมชุดไหมสีครามปักลายเมฆาขลิบทองใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้ฉายแววเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจมันกำลังใช้นิ้วชี้ไปยังศิษย์คนแล้วคนเล่าศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งจะถูกจับแยกออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่จะถูกส่งตัวเข้าสู่'แดนลับ' โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการประลองให้เสียเวลา
"เจ้า... เจ้า... และเจ้า...พวกเจ้ามีสายเลือดที่บริสุทธิ์พอที่จะรับใช้สำนักในภารกิจลับพิเศษ"อวิ๋นหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเป็นเมตตาทว่าอวิ๋นเซียวที่เฝ้ามองอยู่กลับเห็นความอำมหิตในดวงตานั้นชัดเจนการคัดเลือกนี้ไม่ได้เลือกคนเก่งเพื่อเป็นกำลังสำรอง แต่มันคือการ 'คัดเกรด' อาหารรสเลิศให้แก่มารร้าย!
อวิ๋นเซียวต้องอดทนอย่างหนักเพื่อไม่ให้พุ่งเข้าไปสังหารมันในที่แจ้งความโกรธแค้นดั่งเพลิงสุมอยู่ในอก ทว่าเขารู้ดีว่าหากเปิดเผยตัวในตอนนี้พันซานที่ถูกจับไปคงไม่พ้นต้องตกตายเป็นแน่
ไม่นานนัก เสียงประกาศจากผู้อาวุโสคุมกฎหอโอสถก็ดังขึ้นการประลองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!
อวิ๋นเซียวถูกสุ่มจับคู่เข้าสู่สนามประลองขนาดกลางคู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์สายในรูปร่างสันทัด ผิวสีเข้ม ดวงตาของเขาดูไร้แววและกลิ่นอายปราณที่แผ่ออกมานั้นขัดกับพื้นฐานของศิษย์สำนักเมฆาคล้อยอย่างสิ้นเชิง
"ฆ่ามันซะ... นายน้อยสั่งมา" ศิษย์คนนั้นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งเสียงที่อวิ๋นเซียวไม่มีวันลืม... มันคือเสียงของพันซาน!
หัวใจของอวิ๋นเซียวกระตุกวูบ!พันซานไม่ได้ถูกคุมขังไว้ที่ยอดเขาหลักเพียงที่เดียว แต่มันถูก 'แบ่งจิตวิญญาณ' หรือครอบงำร่างเพื่อใช้เป็นอาวุโสสังหารภายในสนามประลองนี้!
ในขณะที่ฝูงชนนับพันส่งเสียงเชียร์กึกก้องไปทั่วลานประลองพันซาน (ในร่างของศิษย์สายใน) พุ่งทะยานเข้าหาอวิ๋นเซียวด้วยความเร็วปานสายฟ้ากรงเล็บสีดำสนิทที่แฝงไออสูรของนิกายเงากลืนดาราพุ่งเล็งเข้าที่คอหอยของเขา!
อวิ๋นเซียวหลบหลีกไปทางซ้ายอย่างทุลักทุเลการต่อสู้นี้คือความตายที่บีบคั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับสหายที่เขารักที่สุดท่ามกลางสายตาของศัตรูโดยที่ห้ามทำร้ายสหายและห้ามเผยฐานะของตนเอง!
ทุกกระบวนท่าที่พันซานใช้ล้วนเป็นกระบวนท่าสังหารที่รุนแรงและแม่นยำอวิ๋นเซียวได้แต่ปัดป้องและถอยร่นความร้อนจากตราทัณฑ์สวรรค์ที่หน้าอกเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อต้องสัมผัสกับกลิ่นอายมารในตัวพันซานอย่างใกล้ชิด
อึก... ข้าจะทำอย่างไรดี... หากข้าไม่สวนกลับข้าจะถูกมันสังหารในไม่ช้า... แต่หากข้าเอาจริง สหายข้าจะต้องบาดเจ็บ!
ในจังหวะที่กรงเล็บมารพุ่งผ่านใบหน้าของเขาไปเพียงเส้นยาแดงอวิ๋นเซียวก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดแต่มันคือกับดักที่อวิ๋นหงตั้งใจจะให้เขาทำลาย 'สหายรัก'ด้วยมือของตัวเองเพื่อทำลายจิตใจของเขาให้แตกสลายก่อนจะลงมือสังหาร!