ตอนที่ 29 เคล็ดพายุเก้าขั้น
สิบวัน เวลาสิบวันเด็กชายหินกับพี่น้องเห็นดูวุ่นวายไม่ได้ฝึกปรือใดๆแท้จริงกับเพราะสร้างขุมกำลังแข็งแกร่งอย่างสุดแสนสามวันแรกเด็กชายหินเข้าไปในป่าดำกับป่าสามยอดจุดประสงค์ล่าสัตว์อสูรระดับสามจำนวนมหาศาลหงส์เยี่ยกับลู่ชางเป็นฝ่ายขายระดมทุนหาผลึกสวรรค์ขั้นต่ำแต่ไม่ใช่เพื่อนำมาฝึกปรือ แต่กลับนำไปซื้อสิ่งของหลายอย่างที่เด็กชายหินต้องการจนเพียงพอสองวันต่อมาเด็กชายหินได้รวบรวมทรัพยาการจำนวนมากสร้างสิ่งของที่แปลกประหลาดที่สุดสองชนิดหนึ่งเรียกว่าน้ำศิลาร้อยอสูรซึ่งใช้ส่วนประกอบหลักเป็นกระดูกของสัตว์อสูรที่เด็กชายหินให้เก็บไว้ตั้งแต่แรกเมื่อรวมกับสามวันที่ผ่านมาย่อมมากมายมหาศาล อย่างที่สองคือกำยานหลอนวิญญาณซึ่งใช้ส่วนประกอบหลักเป็นหญ้าวิญญาณมารร้ายหญ้าวิญญาณมารร้ายเป็นหนึ่งในสมุนไพรขั้นกลางที่หาได้ยากมากในเมืองเริ่มต้นจึงมีราคาสูงมากถึงต้นละร้อยผลึกขั้นต่ำดังนั้นผลึกขั้นต่ำที่ได้จากการขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรล้วนเสียไปกับหญ้าวิญญาณมารร้ายกว่าแปดส่วนในสิบผนวกกับการค้าขายแตกต่างจากก่อนหน้ามากนักยิ่งเด็กหงส์เยี่ยกับลู่ชางเป็นพี่น้องกับเด็กชายหินด้วยแล้วราคาจึงถูกกดต่ำลงจนน่าใจหายแต่ก็ยังพอรวบรวมของได้จนครบซึ่งหากชาวเมืองเริ่มต้นรู้คุณค่าและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการใช้หญ้าชนิดนี้ราคาคงแพงกว่านี้นับสิบเท่าแล้ว
การเตรียมการทั้งหมดใช้เวลาไปห้าวันอีกสองวันต่อมาเด็กชายหินพาพี่น้องทั้งสองเข้าไปในป่าดำที่ต้นไม้ขึ้นหนาทึบและยังเปี่ยมอันตรายยังดีที่ น้ำยาสัตว์อสูรที่เด็กชายหินทำขึ้นทำให้ทั้งสามไม่ถูกสัตว์ใดๆรบกวนหากไม่เจอกับสัตว์อสูรระดับสี่ขึ้นไป จุดมุ่งหมายของเด็กชายหินคือหาหญ้าชนิดหนึ่งที่ภายนอกมีลักษณะเป็นใบเรียวสีเขียวอ่อนตรงกลางสีเส้นสีเงินจางๆยาวประมาณสิบเซ็นติเมตรใบกว้างประมาณห้ามิลลิเมตร ทั้งต้นมีใบไม่เกินสี่ใบลักษณะเช่นนี้แทบแยกไม่ออกระหว่างวัชพืชกับหญ้าหายากที่เรียกขานเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนว่าหญ้ารากสวรรค์ แน่นอนว่าปัจจุบันไม่มีใครรู้จักมาก่อนนอกจากเด็กชายหินผู้ซึ่งได้รับบันทึกพืชและสัตว์บรรพกาล
หญ้ารากสวรรค์ นั้นเป็นหญ้าที่แม้แต่เมื่อหมื่นปีก่อนยังหายากเด็กชายหินเข้ามาป่าดำครั้งแรกได้สังเกตเห็นแล้วแต่ไม่อาจทำเช่นไรได้เพราะต้องการสิ่งของมากมายในการเตรียมถอนหญ้าชนิดนี้คุณค่าของหญ้ารากสวรรค์ อยู่ที่ก้อนผลึกสวรรค์ที่รากสร้างขึ้นหลังจากผ่านการดูดซับพลังฟ้าดินมามากกว่าพันปีขึ้นไปยิ่งต้นอายุมากผลึกสวรรค์ยิ่งสูงค่า ซึ่งขั้นต่ำที่จะได้จากหญ้ารากสวรรค์คือผลึกสวรรค์ขั้นกลางขึ้นไป! หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปโลกเทวะใบนี้คงโกลาหลอย่างแน่นอนควรรู้ว่าผลึกสวรรค์ เป็นธาตุลมปราณที่ควบรวมพลังฟ้าดินไว้นานนับพันปีการจะได้มาซึ่งผลึกสวรรค์ผู้คนโลกเทวะล้วนแล้วแต่ต้องครอบครองสระแห่งฟ้าดินซึ่งมีทั้งหมดสามระดับชั้น สระชั้นต่ำ สระชั้นกลาง สระชั้นสูง
สระฟ้าดินชั้นต่ำจะผลิตผลึกสวรรค์ขั้นต่ำได้อย่างมากเดือนละหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นห้าพันเม็ดซึ่งต่างถูกครอบครองโดยพรรคที่ทรงอำนาจ พรรคเหล่านั้นจะได้รับความมั่งคั่งจากผลึกสวรรค์ขั้นต่ำที่ผลิตได้เพื่อเสริมสร้างยอดฝีมือรุ่นใหม่ๆ ทางตรงเพื่อให้มียอดฝีมือบุกเบิกโลกเทวะให้กว้างขึ้นค้นหามรดกของเทพบรรพกาลที่หลงเหลืออยู่ ทางอ้อมคืออำนาจของตนเอง
สระฟ้าดินขั้นกลาง จะได้ผลึกสวรรค์ขั้นกลางเดือนละหนึ่งพันก้อนผลึกสวรรค์ขั้นต่ำอีกกว่าสามหมื่นก้อนต่อเดือนส่วนใหญ่เป็นสระที่ผู้ปกครองดินแดนครอบครองอยู่ อย่างเช่นดินแดนแห่งหอคอยเทพ ด้วยมูลค่าของผลึกสวรรค์ขั้นกลางหนึ่งก้อนเทียบเท่าผลึกสวรรค์ขั้นต่ำถึงสองหมื่นก้อน
สระฟ้าดินขั้นสูง ผลิต ผลึกสวรรค์ขั้นสูงได้ถึงหนึ่งร้อยก้อนผลึกสวรรค์ขั้นกลางสองพันก้อน และผลึกสวรรค์ขั้นต่ำถึงหนึ่งแสนก้อนต่อเดือนมูลค่าของผลึกสวรรค์ขั้นสูงหนึ่งก้อนเท่ากับผลึกสวรรค์ขั้นกลางถึงหนึ่งร้อยก้อนเลยทีเดียวย่อมแน่นอนว่าสระฟ้าดินขั้นสูงย่อมหายากยิ่งกว่ามากนักทั้งโลกเทวะที่ถูกค้นพบมีเพียงสามแห่งทั้งสามแห่งล้วนตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงของจักรวรรดิทั้งสาม
กลับมาที่หญ้ารากสวรรค์ที่เด็กชายหินค้นพบหลังจากวิ่งตะเวนตรวจดูจนทั่วในป่าดำมีเพียงสามสิบต้นทั้งหมดต้องใช้น้ำศิลาร้อยอสูรค่อยเลี้ยงดูถึงสองวันปกติหญ้าสมุนไพรบนโลกเทวะล้วนอาศัยน้ำศิลาเพื่อเจริญเติบโตแต่คุณค่าของน้ำศิลาร้อยอสูรกลับสามารถเริ่งการเติบโตได้ถึงพันเท่าแลกกับกระดูกสัตว์อสูรขั้นสามสมุนไพรหายาก และของต่างๆอีกจำนวนมหาศาลแต่ก็นับว่าคุ้มค่า เวลาเพียงสองวันหญ้ารากสวรรค์ใกล้เติบโตเต็มวัยก็ได้โตขึ้นจนพร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว จากนั้นก็ต้องใช้กำยานหลอนวิญญาณเพื่อหลอกล่อให้หญ้ารากสวรรค์ขึ้นจากพื้นดินด้วยตนเอง เพียงเท่านี้ผลึกสวรรค์ขั้นกลางในมือเด็กชายหินมีมากถึงสิบก้อนจากทั้งหมดสามสิบต้นผลึกสวรรค์ขั้นกลางหนึ่งก้อนมีพลังปราณสวรรค์ถึงยี่สิบกิโลกรัม ย่อมแน่นอนว่าเด็กหญิงหงส์เยี่ยละเด็กลู่ชางซึ่งตอนแรกมีพลังฝึกปรือระดับเริ่มกำเนิดขั้นห้าต้นๆเพียงมีผลึกสวรรค์ขั้นกลางคนละสองเม็ดหรือผลึกขั้นต่ำถึงสี่หมื่นเม็ดย่อมทะลวงขั้นอย่างง่ายดาย
เวลาสามวันสุดท้ายทั้งสองก้าวถึงระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งปลายๆเลยทีเดียวความจริงการจะดูดซับพลังงานมหาศาลเช่นนี้ได้ในสามวันย่อมเป็นไปไม่ได้หากมีร่างพรสวรรค์ที่แสนธรรมดาแต่ด้วยการช่วยเหลือของเด็กชายหินซึ่งจดจำวิธีทะลวงจุดชีพจรของเทพอสูรเกาจิ้งใช้ทะลวงชีพจรให้กับตนเองใช้เวลาหลายชั่วโมงทะลวงจุดให้กับเด็กทั้งสองถึงคนละสิบจุดส่งผลให้ตันเถียน(ทะเลปราณ)จุดที่สองเปิดขึ้นกลายเป็นผู้มีกายพรสวรรค์ระดับบัวพ้นน้ำอย่างสุดอัศจรรย์หากเทพอสูรเกาจิ้งดูอยู่คงต้องเอาหัวชนเต้าหูตาย เพราะวิชานิ้วอสูรที่ตนเองบัญญัติขึ้นอย่างยากลำบากกลับถูกจดจำไปใช้ในเวลาพริบตาเดียวหากไม่คลั่งใจตายก็แปลกประหลาดไปแล้ว
หลังจากช่วยเหลือพี่น้องทั้งสองเด็กชายหินใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนทะลวงชีพจรของตนเองสามจุดสร้างช่องโพลงลมปราณสี่ช่อง แล้วอาศัยผลึกสววรค์ขั้นต่ำขยับพื้นฐานลมปราณของตนขึ้นมาอยู่ระดับเริ่มกำเนิดขั้นสี่จากนั้นเริ่มตีความเคล็ดวิชาพายุเก้าขั้น
วิชาพายุเก้าขั้นเป็นวิชาที่เทพอสูรเกาจิ้งบัญญญัติขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อนนับเป็นเคล็ดวิชาระดับเทพใช้หลักการของการควบรวมพลังลมปราณอัดควบแน่นเป็นกลุ่มก้อนมากกว่าสองกลุ่มขึ้นแล้วนำพลังเหล่านั้นบีบเข้าหากัน ยิ่งพลังที่ควบแน่นยิ่งมากแรงต่อต้านยิ่งสูงการระเบิดของพลังต้านนี้ก่อเกิดเป็นพลังที่สูงเกินขีดจำกัด พายุขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่สี่พลังที่เกิดจากการใช้วิชาเทพนี้จะเพิ่มพลังพื้นฐานของผู้ใช้ถึงสองเท่า และเพิ่มสองเท่าทุกๆขั้นจากขั้นที่ห้า ถึงพายุขั้นที่เจ็ดทุกๆขั้นจะเพิ่มพลังพื้นฐานมากถึงสามเท่าส่วนพายุขั้นแปดและขั้นเก้าจะเพิ่มพลังพื้นฐานขึ้นสี่ และห้าเท่าตามลำดับ
แน่นอนว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ย่อมไม่อาจใช้ออกโดยง่ายเวลาสั้นๆเด็กชายหินเข้าใจเคล็ดพายุเก้าขั้นถึงขั้นที่สี่แต่ตอนนี้ร่างกายไม่ทนทานได้พลังขั้นที่สี่ได้หรือแม้แต่พลังขั้นที่สามก็เพียงระเบิดพลังได้เพียงชั่วพริบตาเท่านั้นหาไม่ร่างกายจะทานรับไม่ไหวอาจถึงตายได้หากใช้โดยไม่ยั้งคิดนั่นเป็นเพราะเวลากระชั้นสั้นเกินไป การฝึกฝนร่างกายเป็นขั้นตอนการฝึกที่ยากยิ่งกว่าฝึกลมปราณมากนักแม้จะมีเคล็ดวิชาโล่สวรรค์คุ้มกันร่าง แต่ยังไม่ใช้ความแข็งแกร่งทางกายที่แท้จริง
ตอนนี้เด็กชายหินอยู่ระดับเริ่มกำเนิดขั้นสี่มีกำลังแปดแรงม้าเมื่อใช้เคล็ดวิชาพายุขั้นที่สองถึงกับสร้างกำลังได้สูงถึงสามสิบสองแรงม้าในชั่วพริบตาที่ระเบิดพลังออกไปด้วยพลังระดับกำเนิดพลังขั้นที่หนึ่งชั้นปลายมู่เจิ่งอันที่เพิ่งบรรลุสู่ระดับกำเนิดพลังย่อมไม่อาจรับได้บาดเจ็บในกระบวนท่าเดียว
หมัดเดียวสะท้านสะเทือนหลายคน เจ้าสำนักที่ยี่ยิบเอ็ดยังต้องลืมตาเด็กชายลู่ฟ่านเย็นสันหลังวาบ เด็กหญิงหงส์เยี่ยเบิกตากว้างเด็กชายลู่ชางอ้าปากจนคางตกถึงพื้น
“อะไรกัน...” ลู่ฟ่านกล่าวราวกับจิตใจออกจากร่าง
เด็กชายหินยังคงยืนนิ่ง สีหน้าไม่ปรากฏความยินดียินร้ายใดๆมีเพียงมือข้างหนึ่งที่ยกขึ้นมาเบื้องหน้า กวักมือมาทางลู่ฟ่านราวกับท้าทายให้ขึ้นมาด้วยตนเอง
“เจ้าฟ่านเฉิง เป็นเจ้าขึ้นไป” ลู่ฟ่านหรี่ตาลงหลังจากสงบใจลงได้“ใช้อาวุธ เพียงไม่ฆ่าก็ใช้ได้” ลู่ฟ่านสั่งทันที
เด็กชายร่างใหญ่นามฟ่านเฉินก้าวเดินออกมาทันที่คนผู้นี้อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งกลางๆ และยังเข้าหอคอยศาสตราเทพรับอาวุธประจำกายที่เรียกว่าโล่ปฐพีมีคุณลักษณะที่มีพลังป้องกันที่กล้าแข็งมาก ทั้งยังเพิ่มพลังผู้ใช้ขึ้นอีกสองส่วนนับเป็นอาวุธชั้นกลางที่ดีชิ้นหนึ่ง
ฟ่านเฉินเข้ามาถึงกลางลานประลองโล่ปฐพีรูปทรงวงรียาวติดตามแขนซ้ายปรากฏขึ้น อาวุธประจำกายล้วนผนึกเข้ากับเลือดเนื้อเมื่อต้องการใช้เพียงสำนึกก่อเกิดวัตถุปรากฏพลังกดดันที่น่ากลัวกว่ามู่เจิ้งอันครึ่งขั้นแผ่ออกมา
“เจ้าหนู ข้าไม่ใช่ไก่อ่อนอย่างเด็กปัญญาอ่อนเจิ้งอันหมัดของเจ้าไร้ประโยชน์เมื่ออยู่เบื้องหน้าโล่ของข้า”
“จะโล่อะไร ข้าจะทะลวงให้ดู” เด็กชายหินไม่สนใจสิ่งใดโคจรพลังพายุขั้นสองพุ่งร่างเข้าหาอย่างรวดเร็วหมัดผนึกพลังขึ้นต่อยตูมไปเบื้องหน้าทันที
“โล่ปฐพีสลาย” ฟ่านเฉิงขยับมือคราหนึ่งโล่เล็กๆเรียวตามแขนพลันขยายใหญ่ขึ้น จนคลุมครึ่งซีกเบื้องหน้าจนหมด
พายุขั้นสอง ตูม...พลังหมัดปะทะโล่ปฐพีบังเกิดคลื่นเสียงดังสะหนั่น เกิดเป็นกระแสลมพัดวูบร่างเด็กชายหินสั่นไหวจากแรงสะท้อนกลับจนหมัดชาด้านขณะฟ่านเฉิงกำลังจะหัวร่ออย่างผู้มีชัย เด็กชายหินกัดฟันดังกรอด...
พายุขั้นสาม!...
ปัง...เสียงกังวานแหลมสุงตรงกลางหมัดที่กระทบกับโล่ปฐพีบังเกิดกระแสลมหมุนวนเล็กๆก่อนจะดันตัวขยายวาบใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา
อ๊าก...เสียงร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดของฟ่านเฉิงดังขึ้นโล่ปฐพี่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยพลังระดับแปดแรงม้าผสานกับวิชาพายุขั้นที่สามพลังพุ่งขึ้นสูงฉับพลันเป็นหกสิบสี่แรงม้า!หรือเทียบเท่าระดับกำเนิดพลังขั้นสองกลางๆเลยทีเดียว ร่างฟ่านเฉิงปริแตกจนเลือดสาดออกมายังดีที่เด็กชายหินยั้งพลังช่วงท้ายไว้ไม่ปล่อยออกไปจนหมดไม่เช่นนั้นร่างคงแตกเป็นผุยผง ลานประลองทำหน้าที่ส่งออกนอกลานประลองไปกองรวมกับเด็กมู่เจิ่งอันที่ยังร้องโอดโอยอยู่
เจ้าสำนักที่ยี่สิบสองถึงกับยืนขึ้นดวงตาหรี่ลงความกังขาอย่างถึงที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าตนเองเห็นอยู่ว่าเด็กชายหินเมื่อสิบวันก่อนยังเป็นผู้ไร้พลังลมปราณใดกับตาตัวเองแต่ตอนนี้นับว่าแตกต่างจนเรียกว่าฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
“เจ้า...” ลู่ฟ่านยืนตัวสั่นสะท้านอีกครั้ง ครั้งแรกตกตะลึงครั้งที่สองตกใจอย่างสุดแสน ในความคิดของตน มู่เจิ้งอันประมาทเกินไปฟ่านเฉิงการรุกไม่โดดเด่น แต่ด้านรับต้องบอกว่าแข็งแกร่งสุดสุดแต่ไม่คิดเลยคนทั้งคู่ถูกเพียงหมัดเดียวก็หมดสภาพไม่เหลือเค้ายอดฝีมือแม้แต่นิดเดียว
“ขึ้นมา...” เด็กชายหินชี้นิ้วอย่างท้าทายที่หมัดขวามีโลหิตหยดออกมาเป็นระยะ เป็นผลจากการใช้พลังพายุขั้นสามนั่นเอง
“ได้... ข้ายอมรับว่าเจ้าเก่งกาจมาก สามารถซ่อนฝีมือไว้ได้มิดชิดยิ่งสิบวันมานี้ข้าไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน” ลู่ฟ่านกล่าวพร้อมเดินเข้าไปในลานประลอง
ลานประลองพามาปรากฏตรงกลางทันที ลู่ฟ่านสูดหายใจลึกๆครึ่งหนึ่งใบหน้าที่มีแววสับสนปนตระหนกหายไปในทันที สมกับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง
“ดาบเพลิงเล่มนี้ ข้าเพิ่งได้มาจากหอคอยศาสตราเทพเป็นอาวุธเสริมธาตุอัคคี” ฉับพลันในมือขวาปรากฏดาบหนาสีแดงเล่มหนึ่งที่แผ่ไอร้อนลวกออกมาจนอากาสรอบด้านอุณภูมิสูงขึ้นทันที
“เชิญ...”
เด็กชายหินไม่มีท่าทางเกรงกลัวแม้แต่น้อยมือทั้งสองทำท่าประหลาดยื่นมาเบื้องหน้ากระแสพลังที่แปลกประหลาดสายหนึ่งพลันปรากฏที่กลางฝ่ามือทั้งสองราวกับวังวนนี่คือพลังจากห้วงจักรวาลย่อยทั้งสองที่เด็กชายหินดึงออกมา
...............