Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 489 โชคสองชั้นในดินแดนร้าง

โชคสองชั้นในดินแดนร้าง

 

            การค้นหาเป็นงานที่น่าเบื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องหาอยู่ที่ไหนและต้องหามันนานเท่าไหร่ ยิ่งถ้าต้องหามันในดินแดนรกร้างที่ว่างเปล่าก็ยิ่งเป็นงานที่น่าเบื่อมากขึ้นไปอีก

            เพียง 3 วัน ความสนุกจากการได้ออกมาเที่ยวเล่นของกัสก็หายไปจนหมดสิ้นและแทนที่ด้วยความเบื่อหน่ายที่ทำให้เขาหมดสิ้นความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรอบ

            นอกจากการนอนเล่นบนยอดภูเขาสูงที่มีต้นพฤกษาทองคำอยู่ข้างกายแล้ว กัสก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีกนอกจากรอคอยให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาหาสิ่งที่เขาต้องการเจอ

            แต่ความหวังที่มีอยู่นับวันก็ยิ่งลดลง ยิ่งหลังจากผ่านวันแรกที่โชคดีพบเจอกับชีพจรปฐพีขนาดเล็กในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ช่วงเวลาหลังจากนั้นก็เป็นความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง

            กัสไม่ได้พบอะไรที่น่าสนใจอีกเลยนับจากวันนั้นจนถึงวันที่ 3 ของการค้นหา เขาก็ไม่ได้สัมผัสกับสมบัติที่ทำให้ตื่นเต้นยินดีได้เลยสักนิด

            ด้วยความเบื่อหน่ายและไม่มีอะไรทำ กัสจึงชวนร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาคุย แต่หัวข้อการพูดคุยก็เป็นอะไรที่จำกัดที่สุด เนื่องจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขานั้นแม้จะมีบุคลิกที่แตกต่างและดูเหมือนเป็นอีกคนหนึ่ง

            แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเขา เป็นเหมือนจิตใต้สำนึกที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นตัวตนจริงๆ ของเขา ด้วยเหตุนี้การพูดคุยกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการคุยกับตัวเอง ในหัวข้อที่ตัวเองสนใจและคุยได้เพียงสิ่งที่เขาเองก็รู้อยู่แล้ว

            การพูดคุยแบบนี้แม้จะมองดูเหมือนน่าสนุกอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงมันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากสำหรับกัสในตอนนี้เพราะหลังจากคุยไปเพียงไม่กี่สิบนาที เขาก็เบื่อยิ่งกว่าเดิมจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรถึงจะดี

            สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ในการศึกษาพลังที่เขามีอยู่อย่างพรศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองชนิดที่ได้มาจากการกวาดล้างดินแดนของตระกูลเขี้ยวทองคำ

            พลังชนิดแรกที่กัสให้ความสนใจก็คือ ‘เนตรหลอมธาตุ’ ชื่อนี้เป็นเพียงชื่อที่เขาตั้งให้กับมันเท่านั้น ไม่ใช่ชื่อจริงๆ ของมันเนื่องจากชื่อจริงของมันนั้นเขาเองก็ไม่รู้ชักเช่นกัน เขาจึงบอกอะไรได้ไม่มากนักนอกจากความสามารถพื้นฐานที่เขาค้นพบอย่างการเพิ่มความหนาแน่นของพลังธาตุในจุดที่เขาจ้องมอง

            ความสามารถนี้เป็นการเพิ่มความหนาแน่นในจุดที่ถูกดวงตาจ้องมอง แต่มันไม่ใช่การเพิ่มแบบไร้เหตุผล หากแต่ใกล้เคียงกับการรวบรวมพลังจากรอบด้านเสียมากกว่า

            จุดที่ถูกดวงตาจ้องมองจะเกิดแรงดึงดูดต่อพลังธาตุเกิดขึ้นและชักนำพลังธาตุจากรอบด้านให้ไหลมารวมกันที่จุดที่กำหนดอย่างถาวร ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกมันว่าเนตรหลอมธาตุเพราะมันไม่ได้ทำเพียงแค่รวบรวม แต่ยังหลอมรวมพลังให้กลายเป็นกลุ่มก้อนอย่างแท้จริง

            ทว่าพลังที่เขาได้มานั้นเป็นพลังที่อ่อนแอเกินไป อาจจะเป็นเพราะเจ้าของพลังยังไม่ได้ก้าวผ่านขอบเขตของมนุษย์และยังไม่ได้ฝึกฝนพลังของตัวเองมากนัก ส่งผลให้พลังที่กัสได้มามีขีดจำกัดตามไปด้วย

            โดยรวมแล้วกัสประเมินว่าพรศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้เพิ่งจะผ่านการบ่มเพาะในระยะต้นเท่านั้น มันยังไม่สุกงอมและยังไม่เติบโตจนสมบูรณ์จึงทำให้มันมีความสามารถที่จำกัดเป็นอย่างมากและเมื่อมันถูกเขากลืนกิน พลังนี้ก็ยิ่งจำกัดเพราะเขาไม่สามารถใช้พลังในรูปแบบเดิมของมันได้

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ยังดีกว่ามากหากเทียบกับพลังอีกชนิดที่เขาได้รับมาพร้อมกัน ซึ่งเขาเรียกมันว่า ‘ลายเส้นจิตวิญญาณ’ พลังชนิดนี้สามารถสร้างลวดลายบนพลังวิญญาณของเขาได้ ทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงลวดลายได้อย่างที่ใจต้องการ

            เพียงแต่หลังจากค้นพบกัสก็ยังไม่สามารถนำมันมาใช้งานได้เพราะเขาไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร เขาเคยลองเปลี่ยนลวดลายให้กลายเป็นวงแหวนเวทมาก่อน แต่เขาก็พบว่ามันไม่มีประโยชน์เขาจึงโยนมันทิ้งไปชั่วคราวเพราะไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษา

            ทว่าตอนนี้เขามีเวลาแล้ว เขาจึงหยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้งโดยเริ่มจากพลังชนิดแรกอย่างเนตรหลอมธาตุ

            “ทีนี้ก็มาดูกันว่ามันจะใช้อะไรได้บ้าง”

            กัสพูดออกมาลอยๆ พร้อมกับหยิบเอากระบี่จิตวิญญาณภูเขาเล่มเล็กออกมาเล่มหนึ่ง แล้วทดลองสร้างหัวสิงโตขึ้นมาและใช้ดวงตาของมันในการปลดปล่อยพลัง

            ทันทีที่ใช้พลังดวงตาสีแดงของหัวสิงโตก็เปลี่ยนเป็นสีทอง จากนั้นเพียงชั่วครู่กัสก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนกระบี่จิตวิญญาณภูเขา ทว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เล็กน้อยเกินไปจนยากที่จะพูดได้ว่ามันมีประโยชน์

            ‘พลังอ่อนแอเกินไป..แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่’

            กัสยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยจากนั้นก็ออกคำสั่งด้วยความคิด เพียงชั่วพริบตาหัวสิงโตนับสิบก็ปรากฏขึ้นโดยรอบ พร้อมกับเปลี่ยนดวงตาให้กลายเป็นสีทองและจดจ้องไปยังจุดเดียวกัน

            เมื่อจำนวนหัวสิงโตเพิ่มขึ้นพลังในการหลอมรวมธาตุก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์นี้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับจำนวนของหัวสิงโต ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับพลังกลั่นวิญญาณซึ่งเขาได้มาจากโกลเด้นเทล

            “เป็นอย่างที่ข้าคิด..ถึงพลังจะอ่อนแอไปบ้าง แต่เพิ่มจำนวนการใช้พลังสักหน่อย มันก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้!!”

            กัสหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็เรียกหัวสิงโตออกมาอีกหลายหัวจนกระทั่งเขาไม่สามารถเรียกมันออกมาได้อีกเพราะพื้นที่ที่มีจำกัด

            ระยะแสดงผลของพลังนั้นอยู่ที่ 10 เมตรโดยประมาณ หากไกลเกินกว่านั้นพลังของมันจะอ่อนลงอย่างมาก ทำให้กัสไม่สามารถจัดเรียงหัวสิงโตได้มากนักในพื้นที่ที่จำกัด ด้วยเหตุนี้หลังจากเรียกออกมาไม่กี่สิบหัวเขาก็ไม่สามารถอัดหัวสิงโตเข้าไปเพิ่มได้

            ขณะที่คิดถึงปัญหานี้กัสก็ทดลองย่อขนาดหัวสิงโตดู ซึ่งมันก็นับว่าใช้ได้ แต่ก็ยังมีขีดจำกัดที่น่ารำคาญใจเช่นเดิมเพราะเขาสามารถย่อขนาดของมันได้อย่างจำกัดและการย่อก็ดูเหมือนจะส่งผลต่อระยะและจุดรวมสายตาของพวกมันด้วยเช่นกัน

            “วิธีนี้..ไม่ดีเลย”

            กัสขมวดคิ้วด้วยความผิดหวัง แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นเพราะคำแนะนำที่ตรงจุดของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ชี้ทางออกให้กับเขาเสียก่อน

            ‘ทำไมเจ้าไม่ลองผสานพลังเข้ากับกระบี่ดูละ เหมือนที่เจ้าทำกับกระบี่ธุลีดิน’

            คำแนะนำที่ตรงจุดนี้กระตุ้นความคิดของกัสอย่างรุนแรงและทำให้ความคิดมากมายก่อตัวขึ้นในหัวของเขาจากนั้นเพียงชั่วครู่ ภาพมายาของกระบี่แปลกๆ เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

            กระบี่ที่ปรากฏขึ้นเป็นกระบี่สั้น มันมีขนาดเล็กมีรูปลักษณ์ที่ธรรมดาหากแต่มีความพิเศษอยู่ที่ ‘ดวงตา’ ซึ่งปรากฏอยู่บนคมกระบี่

            ภาพมายาที่ก่อตัวขึ้นเป็นภาพที่ร่างหยาบๆ เป็นวิธีเดียวกับที่เขาสร้างกระบี่วิญญาณขึ้นมาด้วยพลังวิญญาณ ซึ่งครั้งนี้เขาได้ใช้จินตนาการของเขาในการออกแบบกระบี่ชนิดใหม่ขึ้นมา

            “แบบนี้..ไม่ดี ต้องปรับตรงนี้ ตรงนั้น ด้ามจับ..ไม่ต้องก็ได้มั้ง ข้าไม่ได้คิดที่จะใช้มันเป็นอาวุธ!”

            ความคิดมากมายก่อตัวขึ้นและผ่านไป จินตนาการที่สุดแสนจะพิสดารก่อตัวขึ้นจนเกือบจะก้าวข้ามนิยามของกระบี่ไปเสียด้วยซ้ำ

            แต่ถ้าเทียบกับกระบี่ธุลีดินที่มองยังไงก็ไม่เหมือนกระบี่แล้ว กระบี่ชนิดใหม่ที่กำลังถูกสร้างนี้ยังมีความเป็นกระบี่มากกว่า

            หลังจากผ่านไปหลายสิบนาทีการปรับแต่งกระบี่ก็สิ้นสุดลงเผยให้เห็นกระบี่รูปร่างแปลกตาที่มีคมกระบี่เป็นรูปวงรีที่มี ‘ตาดำ’ สีทองอยู่ตรงกลางและสามารถขยับไปมาได้ราวกับมีชีวิต อีกทั้งยังไม่ได้มีเพียงด้านเดียว หากแต่มีถึงสองด้านและตาดำทั้งสองด้านยังสามารถขยับไปมาได้อย่างอิสระ

            ส่วนด้ามจับนั้นไม่เหลือโครงสร้างของด้ามจับที่ใช้กับอาวุธอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนห่วงและไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่มีถึงสองด้าน มองดูแล้วมันเกือบจะเหมือนกับเครื่องประดับที่ใช้ห้อยตรงหน้าผากมากกว่ากระบี่เสียด้วยซ้ำ

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกระบี่เล่มนี้ก็ยังปลดปล่อยกลิ่นอายที่แหลมคมของกระบี่ออกมาให้สัมผัสได้ ซึ่งบอกให้รู้ว่ามันยังคงเป็นกระบี่ชนิดหนึ่ง

            “สำเร็จ! ต่อจากนี้ข้าจะเรียกมันว่า ‘กระบี่เนตรทองคำ’ เจ้าคิดว่ายังไง!!”

            ‘...’

            กัสส่งเสียงร้องออกมาด้วยความพึงพอใจ หากแต่ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ จากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำให้เขารู้สึกเขินนิดๆ ก่อนจะส่งเสียงไอออกมาเบาๆ เพื่อแก้เขิน

            “มีปัญหางั้นหรือ..”

            ‘ไม่ หากอ้างอิงจากเหตุที่เจ้าสร้าง ชื่อนี้นับว่าไม่ผิดและถ้าคิดถึงความชอบของเจ้า ข้าก็ไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น’

            กัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ ครั้งหนึ่งด้วยความผิดหวัง พลางคิดในใจว่าน่าเสียดายที่ไม่มีใครอยู่ด้วยเหมือนตอนที่เขาสร้างกระบี่ธุลีดินเพราะอย่างน้อยเขาก็มีใครให้ถามความเห็นบ้าง

            “งั้นก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน ต่อไปก็..หลอมรวมมันเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่ของข้า”

            เมื่อพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา การเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์หยุดลงทันที ส่งผลให้ภูเขาที่เคลื่อนตัวไม่ได้หยุด หยุดลงเป็นครั้งแรก พร้อมกับม่านทรายที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นชั้นๆ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องเขาในช่วงเวลาที่เขาหลอมรวมจิตสำนึกกระบี่

            กัสไม่ได้พูดอะไรต่อสิ่งที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำหากแต่หลับตาลงและใช้วิธีที่เขาเคยใช้ในการควบแน่นจิตสำนึกของกระบี่

            มันเป็นช่วงเวลาเพียงช่วงสั้นๆ พลังจากผลึกแก้วสีขาวก็ไหลออกมาและผ่านเข้าไปในจิตสำนึกของเขา ก่อนจะตรงไปยังกระบี่เนตรทองคำที่สร้างขึ้นมาจากพลังวิญญาณ จากนั้นเพียงชั่วครู่ภาพมายาก็กลายเป็นความจริง

            ราวกับภาพวาดที่ได้รับจิตวิญญาณ เพียงชั่วครู่มันก็มีการตอบสนองเกิดขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหวโดยที่กัสไม่ต้องพยายามคงสภาพมันเอาไว้อีก

            “เรียบร้อย..ทีนี้ก็เริ่มต้นการทดลองครั้งที่สอง!”

            กัสหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็ใช้วิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งกับกระบี่เนตรทองคำ

            เพียงชั่วพริบตากระบี่เนตรทองคำก็ปลดปล่อยพลังที่ทรงอำนาจออกมาจากการผสานกระบี่ทั้งหมื่นเล่ม จากนั้นกัสก็เรียกมันออกมาอีกหลายๆ เล่มจนครบ 10 เล่มเขาก็หยุด

            “เท่านี้คงพอ..จากนี้ก็!”

            กระบี่จิตวิญญาณภูเขาถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็ส่งกระบี่เนตรทองคำออกไปโดยรอบแล้วขับเคลื่อนพลังของพรศักดิ์สิทธิ์

            พริบตานั้นดวงตาบนคมกระบี่ก็เปลี่ยนเป็นสีทอง ก่อนที่กระบี่จิตวิญญาณภูเขาจะสั่นสะท้านขึ้นมาชั่วครู่แล้วค่อยๆ เปลี่ยนสีไปอย่างช้าๆ

            มันเริ่มต้นจากส่วนปลายของคมกระบี่ สีสันของมันค่อยๆ ซีดลง ขณะที่ส่วนที่ถูกดวงตาจ้องมองเริ่มมีสีเข้มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเผยให้เห็นสีทองจางๆ และทำให้มันมีสภาพไม่ต่างจากทองดำที่งดงาม

            เพียงชั่วครู่กัสก็หยุดพลังของเขาเอาไว้และมองดูสภาพของกระบี่จิตวิญญาณภูเขาที่เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดและมีแกนกลางเป็นสีทองดำ

            กัสมองดูมันเงียบๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสและก็ต้องตกตะลึงเมื่อส่วนที่เป็นสีขาวซีดนั้น แตกสลายเป็นฝุ่นผงในเวลาเพียงชั่วอึดใจ จากนั้นเพียงอึดใจมันก็แหลกสลายไปทั้งเล่มจนเหลือเพียงส่วนที่กลายเป็นสีทองดำเท่านั้น

            “นี่มัน! พลังธาตุถูกดึงไปรวมกันที่แกนกลางจนหมดเลยหรือนี่!!”

            กัสตกใจเล็กน้อย แต่ก็ดีใจด้วยเช่นกัน เขามองดูฝุ่นผงสีขาวบนฝ่ามือครู่หนึ่งแล้วดึงพลังวิญญาณกลับมาในทันทีส่งผลให้ฝุ่นผงทั้งหมดสูญสลายหายไปในชั่วอึดใจ

            “นี่มันเกินกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกแฮะ..หรือเป็นเพราะวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งทำให้พลังของมันแข็งแกร่งขึ้นนะ..”

            หากนับจำนวนของกระบี่ที่เรียกออกมาในครั้งนี้ มันจะอยู่ที่ 1 แสนเล่มเท่านั้น แต่เมื่อมันหลอมรวมกันภายใต้เคล็ดวิชาหมื่นกระบี่รวมเป็นหนึ่งที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน พลังอำนาจของมันน่าจะเทียบได้กับกระบี่ 1 ล้าน 6 แสนเล่มเป็นอย่างน้อยด้วยพลังที่ขับเน้นจากเคล็ดวิชาที่เพิ่มพลังให้มันถึง 16 เท่า

            ในขณะที่กัสครุ่นคิดจนใจลอยอยู่นั้น ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เมื่อมันเห็นว่ากัสไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องการการปกป้องแล้ว มันก็เดินหน้าต่อทันที

            การค้นหาจึงดำเนินต่อไปในขณะที่กัสยังคงครุ่นคิดถึงผลลัพธ์ที่น่าสนใจ บางครั้งเขาก็ดึงเอาดินขึ้นมาทั้งก้อนและใช้กระบี่เนตรทองคำกับมันเพื่อลองควบแน่นพลังธาตุในดิน

            ผลลัพธ์นั้นเป็นอะไรที่น่าทึ่ง แต่ก็ไม่มีความหมายเพราะดินธรรมดานั้นแม้จะมีธาตุดินแต่ก็เล็กน้อยมาก การควบแน่นมันนั้นทำได้เพียงสร้างก้อนดินสีเข้มขนาดเท่าปลายนิ้วจากพื้นดินที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เมตรเท่านั้น

            ดินส่วนที่ถูกแย่งชิงธาตุดินไปนั้นกลายเป็นฝุ่นผงสีขาวที่ลอยหายไปกับลม มันเป็นผลลัพธ์ที่คล้ายกับกระบี่จิตวิญญาณภูเขา หากแต่ไม่สลายตัวไปเพราะมันเป็นดินที่มีอยู่จริง ต่างจากกระบี่จิตวิญญาณภูเขาที่เป็นแก่นสารสำคัญของธาตุดินที่ถูกควบแน่นจนกลายเป็นของแข็ง

            กัสมองดูผลลัพธ์นี้ด้วยความคิดที่หลากหลาย ก่อนจะหยุดลงเพราะเสียงเรียกของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์

            ‘เจอแล้ว..แต่มีปัญหานิดหน่อย ชีพจรปฐพีที่ข้าเจอดูเหมือนจะมีเจ้าของ’

            “มีเจ้าของงั้นหรือ..น่าประหลาดใจ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ พวกไหนกัน”

            ‘บอกไม่ได้..มันไกลเกินไป เจ้าต้องการไปดูด้วยตาตัวเองไหม’

            กัสลังเลใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับแม้จะรู้ว่าการทำเช่นนี้มีความเสี่ยงเพราะมันอาจจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดได้

            ในดินแดนรกร้างที่ว่างเปล่า ทรัพยากรทุกอย่างล้วนไม่มีเจ้าของ การครอบครองเองก็ไม่สามารถทำได้หากไม่มีพลัง ซึ่งพูดได้ว่าต่อให้โชคดีเจอทรัพยากรที่มีค่า แต่ถ้าไม่มีพลังมากพอที่จะปกป้องมันก็ไร้ความหมาย

            เช่นเดียวกับการค้นพบในครั้งนี้ หากกัสเข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่ครอบครองชีพจรปฐพีอยู่ก่อนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาต้องการแย่งชิงมันได้และนั่นอาจจะกลายเป็นความขัดแย้ง

            หากคนที่เขาเจอเป็นพวกมีเหตุผลก็อาจจะคุยกันได้บ้าง แต่ถ้าไม่ใช่นั้นก็คงจะเป็นปัญหา ซึ่งถ้าอีกฝ่ายมาจากตระกูลที่เป็นศัตรูกับเขา กัสก็อาจจะตัดสินใจได้ง่ายหน่อย แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นมิตร มันก็คงจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อยเพราะต่อให้เป็นมิตรยังไง ก็คงไม่มีใครอยากเปิดเผยสถานที่ซ่อนสมบัติของตัวเองแน่

            พูดได้ว่ามันมีความเสี่ยงที่จะเกิดการต่อสู้หรือความกระอักกระอ่วนใจกัสจึงลังเลอยู่นิดหน่อย

            แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องการ กัสก็ตัดสินใจโยนความลังเลทิ้งไปแล้วเข้าไปดูให้แน่ใจว่าชีพจรปฐพีที่เขาพบนั้นเป็นของใคร

            เมื่อตัดสินใจได้กัสก็ถอนกระบี่ธุลีดินขึ้นมาแล้วเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ไปยังทิศทางที่พบเจอชีพจรปฐพีพร้อมกับการซ่อนตัวอย่างมิดชิด

            แต่หลังจากเคลื่อนตัวไปได้ไม่กี่นาที กัสก็ต้องประหลาดใจเมื่ออยู่ๆ แรงกดดันวิญญาณที่ทรงอำนาจก็แผ่ขยายออกมาในพริบตาและโอบล้อมตัวเขาเอาไว้ทุกด้าน

            วินาทีนั้นเหตุผลทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวได้ถูกกัสโยนทิ้งไปในทันทีและทำการตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงด้วยพลังทั้งหมด

            เมื่ออีกฝ่ายเปิดฉากด้วยการปิดทางหนี กัสก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใดๆ มาอธิบายถึงความเป็นมิตรและศัตรูอีกเพราะอีกฝ่ายมีเจตนาที่ชัดเจนเกินพอแล้ว เขาจึงไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกและสามารถลงมือตอบโต้ได้ในทันที

            โดยไม่มีแม้แต่คำอธิบาย กระบี่วิญญาณเล่มหนึ่งก็บินออกไป ทะลวงผ่านความว่างเปล่าไปด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเมื่อศัตรูของเขาถูกวิถีแห่งความตายที่แฝงไปกับกระบี่ทำร้ายจนบาดเจ็บ

            “เจ้า!!”

            เสียงอุทานดังขึ้นมาจากความว่างเปล่าก่อนที่ร่างของบุรุษในชุดหนังสัตว์จะปรากฏตัวขึ้น สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีกเมื่อมันได้เห็นใบหน้าของกัสอย่างชัดเจน

            “กัสโทนีย่า!!”

            พริบตาที่เสียงอุทานดังออกมา กระบี่ของกัสก็เคลื่อนไหว ไม่มีคำว่าปรานีหลงเหลืออยู่ในใจแม้แต่เศษเสี้ยว กระบี่ที่แสนอำมหิตของเขาก็บินออกไปอย่างรวดเร็ว

            วินาทีต่อจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงเสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังเมื่อกระบี่นับแสนก่อตัวขึ้นและตัดร่างวิญญาณของอีกฝ่ายจนขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะถูกกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว

            ด้วยความแข็งแกร่งของครึ่งเทพระดับ 2 ดาว อีกฝ่ายไม่มีค่าใดๆ ในสายตากัส

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าอีกฝ่ายนั้นเหมือนจะมาจากตระกูลเขี้ยวทองคำที่เป็นศัตรูกับเขาแต่แรก เขาจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องเมตตาศัตรูที่เปิดฉากโจมตีเขาก่อน

            ด้วยเหตุนี้เพียงอึดใจครึ่งเทพที่น่าสงสารก็ถูกกลืนลงไปทั้งเป็น ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผลึกจิตสำนึกและกลุ่มก้อนพลังวิญญาณที่ส่องแสงสีทองออกมา

            “โชคดีแฮะ! นึกไม่ถึงว่าจะเป็นตระกูลเขี้ยวทองคำ..แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องเกรงใจแล้วสิ”

            พูดจบกัสก็หัวเราะออกมาก่อนจะปลดปล่อยพลังของเทพเทวะออกมาเต็มกำลังแล้วบินตรงไปยังจุดชีพจรปฐพีด้วยความเร็วสูงสุด

            เพียงพริบตากัสก็มาถึงจุดที่ค้นพบชีพจรปฐพีและพบกับการขุดเหมืองที่น่าสนใจ ใบหน้าของผู้คนที่อยู่บนพื้นดินเต็มไปด้วยความตกตะลึงเมื่ออยู่ๆ มันก็เห็นเขาปรากฏตัวขึ้น

            จากนั้นเพียงชั่วครู่เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก็ดังขึ้น เมื่อมีใครบางคนจดจำเขาได้

            ก่อนที่เสียงอ้อนวอนจะดังขึ้น สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็ม้วนกวาดไปรอบด้าน ก่อนจะตามมาด้วยกระบี่วิญญาณที่ดิ่งลงไปราวกับสายฝน พริบตานั้นทุกชีวิตก็ถูกพรากออกไปเปลี่ยน ‘เหมืองศิลาธาตุ’ ให้ดินแดนรกร้างให้กลายเป็นเหมืองร้างในทันที

            “ข้าโชคดีจริงๆ..ชีพจรปฐพีขนาดกลาง!!”

            กัสหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความตื่นเต้นจนถึงขีดสุด ก่อนจะหยุดชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้รับข่าวดีจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์

            ‘ยินดีด้วยกัส..ครึ่งเทพที่เจ้าฆ่าไปนั้น..ดูเหมือนจะมีพรศักดิ์สิทธิ์’

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน