จากมือปราบ ตอนนี้อยู่ ๆ ก็กลายเป็นอาจารย์อา อีกทั้งยังต้องดูแลหลานศิษย์อีก มู่ไห่เฉินแทบจะปรับตัวไม่ทัน
หว่านถิงยังคงนั่งจ้องมองอาจารย์จากไปจนหายเข้าไปในฝูงชน แต่นางก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นยืน
มู่ไห่เฉินเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไรดี ไม่รู้จะต้องเดินไปพยุงนางขึ้น หรือเรียกนางเฉย ๆ เพราะตอนนี้นางดูกำลังเสียใจอยู่
“เออ…หว่านถิง ลุกขึ้นเถอะ อย่าเศร้านักเลย”
หว่านถิงได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนพร้อมปาดน้ำตาทั้งหมดทิ้ง
นางหันไปหามู่ไห่เฉินพร้อมกับหยักหน้าให้เหมือนเข้าใจสิ่งที่มู่ไห่เฉินอยากจะพูด
“เจ้าหิวหรือยัง ไปหาอะไรกินก่อนดีหรือไม่”
มู่ไห่เฉินไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาเช่นไรดี ก็เลยออกปากชวนไปเท่านั้น
“เจ้าค่ะ”
หว่านถิงตอบรับ นางเองไม่ได้หิว เพียงแต่ตอบรับคำของอาจารย์อาตามมารยาท
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจะเดินต่อ มู่ไห่เฉินก็เอ่ยอาสาถือกู่ฉินของนางไว้ให้ แต่เมื่อหว่านถิงได้ยินนางก็ยิ่งกอดรัดกู่ฉินแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งปฏิเสธอย่างถ่อมตน
มู่ไห่เฉินนั้นยังจำได้ดี เขาเองก็เคยขออาสาแบกกู่ฉินของศิษย์พี่ นางเองก็ปฏิเสธเช่นนี้ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจศิษย์อาจารย์คู่นี้ แต่เขาก็ไม่อยากฝืนบังคับ
มู่ไห่เฉินเดินไปยังย่านตลาด แต่ก็ไม่รู้จะพานางไปกินอะไรดี ดูแล้วนางคงเป็นคนกินง่าย ๆ ไม่ได้
มู่ไห่เฉินเลือกร้านข้างทางร้านหนึ่ง ร้านนั้นเป็นอาคารสองชั้น ทั้งสองเลือกโต๊ะนั่งชั้นบนติดระเบียง จากจุดนั้นสามารถมองเห็นผู้คนสัญจรไปมา
หลังจากสั่งอาหารไป หว่านถิงก็ยกสัมภาระห่อหนึ่งขึ้นมา นางวางลงบนโต๊ะและมอบให้มู่ไห่เฉิน
“อาจารย์ฝากของมาให้อาจารย์อา อาจารย์กลัวท่านไม่รับจึงได้ฝากข้ามามอบให้”
มู่ไห่เฉินทำหน้าสงสัย ก่อนเปิดห่อผ้าออก ด้านในเป็นหีบใบหนึ่ง พอเปิดออกก็พบจดหมายฉบับหนึ่ง พอยกจดหมายออกก็เป็นตั๋วเงินจำนวนมากอยู่ด้านใน
มู่ไห่เฉินเห็นเงินมากมายขนาดนี้ยังต้องประหลาดใจ ศิษย์พี่แท้จริงทำสิ่งใดเหตุใดถึงมีเงินมากมายเช่นนี้
มู่ไห่เฉินแกะจดหมายเปิดอ่าน ด้านในไม่ได้มีข้อความากมายนัก
“เมืองหลวงเส้นทางยาวไกล ใช้จ่ายอย่างประหยัด หว่านถิงยังใสซื่อนัก ดูแลนางให้ดี”
มู่ไห่เฉินอ่านจดหมายเสร็จก็รีบพับเก็บเข้าอกเสื้อ หว่านถิงที่เห็นก็ได้แต่ทำหน้าสงสัย
มู่ไห่เฉินคิดในใจ เมืองหลวงเส้นทางแม้ยาวไกลแค่ไหนก็ตาม เงินของศิษย์ที่ให้มาอยู่ได้อีกหลายปีเลย ไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่
เมื่ออาหารมาจัดวางครบถ้วน มู่ไห่เฉินกับหว่านถิงก็เริ่มจับตะเกียบเตรียมกินข้าว
แต่แล้วหว่านถิงก็ทำตะเกียบด้ามหนึ่งตก นางลุกขึ้นก่อนจะก้มลงไปเก็บตะเกียบนั่น
แต่พอนางลุกขึ้นศีรษะก็ชนกับขอบโต๊ะจนถ้วยจานสั่นไปทั้งโต๊ะ
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
มู่ไห่เฉินรีบถามด้วยความเป็นห่วง
หว่านถิงนางใช้มือกุมหัว ก่อนจะถูไปมาหลายรอบ
นางวางตะเกียบลงก่อนจะผสานมือกล่าวขอบคุณอาจารย์อาที่เป็นห่วง ตนนั้นไม่ได้เป็นอะไรมาก
นางกล่าวขอโทษอีกเล็กน้อยด้วยความสำนึกผิด มู่ไห่เฉินเองก็ไม่ได้ถือสาอะไร บอกนางให้รีบกินข้าว
หว่านถิงผู้นี่แม้จะดูสงบเรียบร้อยคล้ายศิษย์พี่ แต่ความรู้สึกเหมือนว่านางดูซุกซนกว่ามาก ก็อาจจะเป็นอย่างที่ศิษย์พี่พูด นางอาจจะดูใสซื่ออ่อนต่อโลกใบนี้ไปเสียหน่อย
หลังจากกินข้าวเสร็จมู่ไห่เฉินก็พาหว่านถิงเดินเล่นในเมืองต่ออีกสักพักใหญ่ ก่อนที่จะรู้สึกว่าตะวันใกล้ตกดินแล้ว
มู่ไห่เฉินพาหว่านถิงไปยังตรอกเล็ก ๆ ที่เป็นห้องพักชั่วคราวของมู่ไห่เฉิน และเมื่อไปถึงหน้าทางเข้าตรอก เหมือนมู่ไห่เฉินเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า หว่านถิงนางอาจจะพักที่นี่ไม่ได้ เพราะห้องพักที่นี่เป็นเพียงห้องพักเล็ก ๆ ไม่ได้กว้างขวาง
มู่ไห่เฉินหยุดเดินและถามหว่านถิง หว่านถิงนั้นตอบกลับว่านางไม่มีปัญหา จะพักที่นี่ก็ได้ จะพาที่นี่ก็ไม่มีปัญหา หากสัมภาระของอาจารย์อาอยู่ที่นี่ จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเปลี่ยนสถานที่
มู่ไห่เฉินเมื่อเห็นความตั้งใจของหว่านถิงก็พลันรู้สึกสบายใจมาหน่อย
ทั้งสองเข้าไปยังตรอกเล็ก ด้านในสุดเป็นห้องพักชั่วคราว เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบเถ้าแก่ยังคงอยู่ที่เดิม
มู่ไห่เฉินกล่าวว่าวันนี้จะเพิ่มห้องพักหนึ่งห้อง และคืนนี้มู่ไห่เฉินจะพักเป็นคืนสุดท้ายแล้ว
เถ้าแก่ไม่พูดมากเพียงแบมือให้รู้ว่าให้จ่ายค่าค้างคืนของแขกอีกคน
มู่ไห่เฉินยื่นเงินให้เถ้าแก่ก่อนจะนำหว่านถิงไปยังบันไดชั้นสอง
ห้องของหว่านถิงจะเป็นห้องถัดไปจากมู่ไห่เฉิน เมื่อมู่ไห่เฉินหยุดหน้าห้องตัวเอง เขาก็หันไปหาหว่านถิงอีกครั้ง เพื่อจะบอกว่าห้องของนางนั้นอยู่ถัดไป
แต่แล้วหว่านถิงก็กลับเดินชนมู่ไห่เฉิน อาจจะด้วยความเหม่อลอยจากความคิดบางอย่าง นางลนลานรีบถอยสองสามก้าวก่อนจะผงกหัวกล่าวขอโทษไปหลายครั้ง
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความเป็นห่วง
“ศิษย์ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
หว่านถิงมองต่ำลง สายตาดูผิดหวัง มู่ไห่เฉินเองก็ไม่รู้จะรับมือสถานการณ์นี้เช่นไรดี
“ห้องของเจ้าอยู่ข้าง ๆ มีอะไรก็เรียกข้าได้เสมอ”
หว่านถิงโค้งตัวคำนับก่อนจะเดินตรงไปยังห้องพักของตนเอง
มู่ไห่เฉินเมื่อเห็นว่านางเข้าห้องพักไปแล้ว ตนก็เดินเข้าห้องพักตัวเองบ้าง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาอยู่ลำพังมาโดยตลอด ยามนี้มีหว่านถิงติดตาม มู่ไห่เฉินก็ยังไม่มั่นใจมากนักว่าจะรับมือเช่นไร
เช้าวันถัดมา พอมู่ไห่เฉินเปิดประตูออกมาจากห้อง ระเบียงตรงหน้ากลับพบหว่านถิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว นางโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
มู่ไห่เฉินยามจ้องมองเหมือนถูกสะกดไว้ หว่านถิงวันนี้ยังคงไว้ทรงผมเดิม เพิ่มเติมคือนางผูกผมสองข้างด้วยผ้ายาวถึงอกสีฟ้าตัดกับชุดสีขาวของนาง เพียงเท่านี้ก็เสริมสร้างความน่ารัก น่าเอ็นดูเพิ่มไปจากเดิม
ชุดของนางวันนี้เป็นชุดขาวมีลายดอกไม้จาง ๆ ขอบคอเสื้อและที่คาดเอวล้วนเป็นสีฟ้าโทนเดียวกับชุดมู่ไห่เฉิน หากผู้ใดมองเข้ามาก็ล้วนมองว่ามาจากสำนักเดียวกัน
หว่านถิงเมื่อเห็นว่าอาจารย์อาของนางจ้องนางไม่เลิก นางก็รีบหลบสายตาไปทางด้านข้าง
“อะ…เออ…ไปกันเถอะ ไปหากินกันก่อน”
มู่ไห่เฉินรู้ตัวว่าจ้องนางนานเกินไปจึงได้รีบเอ่ยปากชักชวนไปกินข้าวก่อนจะเดินนำลงบันไดไป
ซ้ายมือยังคงเป็นเถ้าแก่ผู้แปลกประหลาดคนเดิม เขายังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ในมือยังคงดีดลูกคิดไปมา ท่าทีไม่ใยดีแขกที่กำลังจะออกจากห้องพัก
อย่างไรเสียตลอดสามเดือนกว่าที่มู่ไห่เฉินอยู่ที่นี่ เถ้าแก่ก็ดูพยายามช่วยเหลือมู่ไห่เฉินหลายครั้ง มู่ไห่เฉินจึงกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ด้วยความจริงใจ
เถ้าแก่เพียงยกมือซ้ายขึ้นแล้วโบกไล่ โดยไม่แม้จะชายตามอง
มู่ไห่เฉินอยู่ที่นี่ตลอดไม่เคยประเมินวรยุทธ์ของเถ้าแก่เลยสักครั้ง วันนี้พอจะจากไปอยู่ ๆ ก็นึกสนุกส่องวรยุทธ์ของเถ้าแก่
“ไม่ทราบชื่อ วรยุทธ์ขั้นจิตปราณมั่งคง”
มู่ไห่เฉินสันหลังเย็นวูบ ตลอดเวลาที่เขาเข้าไปเป็นมือปราบ นั่นก็เพื่อหวังใกล้ชิดมือปราบเถี่ยก็เพื่อดาวน์โหลดระดับปราณขั้นก่อแก่นปราณของเขา
ซึ่งตลอดมา เขาต้องลำบากคิดวิเคราะห์ หาหนทางมากมาย นั่นก็เพื่อที่จะหาทางดาวน์โหลดลมปราณของมือปราบเถี่ย
ทว่าเถ้าแก่ที่อยู่นี่กลับไม่เคยไปไหน กลับมีระดับปราณที่สูงถึงขั้นจิตปราณมั่นคง นี่ยังสูงกว่ามือปราบเถี่ยอีก หากรู้เช่นนี้แต่แรก คงก็ดาวน์โหลดระดับปราณเถ้าแก่เสียดีกว่า
แต่หากตอนนี้ มู่ไห่เฉินคิดจะดาวน์โหลดระดับปราณของเถ้าแก่ต้องใช้เวลาอีกเดือนกว่า ดูท่าแล้วมารู้ตอนนี้ก็คงสายเกินไปแล้ว วันนี้เขาต้องเริ่มออกเดินทาง เพราะมีหลานศิษย์ที่ต้องไปส่ง
มู่ไห่เฉินนึกได้ เขามีสิทธิ์หนึ่งครั้งที่จะสามารถดาวน์โหลดวรยุทธ์สำเร็จทันทีได้หนึ่งครั้ง หากเขาใช้สิทธิ์นี้ตอนนี้เขาก็จะพัฒนาวรยุทธ์ตัวเองไปอีกหนึ่งขั้น
ขณะนั้นเองเขาก็ฉุดคิดขึ้นมาได้ ตอนนี้เขาอยู่ขั้นก่อแก่นปราณ เถ้าแก่อยู่เหนือกว่าหนึ่งขั้นคือขั้นจิตปราณมั่นคง ลำดับขั้นที่เหลือเหลือเพียงแค่ ขั้นยอดยุทธ์ และขั้นปรมาจารย์ เขาควรจะเก็บสิทธิ์นี้ไว้ใช้กับลำดับขั้นสูงสุดดีกว่า แค่ระดับตอนนี้เขาก็มั่นใจแล้วว่าสามารถเอาตัวรอดได้
มู่ไห่เฉินหันตัวเดินออกจากประตูที่พัก ตอนนี้ในใจทั้งยินดีและใจหายไปพร้อมกัน ยามนี้จะได้ออกเดินทางอีกครั้ง แม้ไม่ใช่อย่างที่คิด แต่ก็รู้สึกใจเต้น พร้อมเผชิญโลกกว้าง