บทที่ 63 เกือบจะ…แล้ว
พวกเราสามคน ฉัน ไคลล์และโยนาตั้งใจจะไปกินมื้อกลางวันกันข้างนอก แต่ผลปรากฏว่าต้องเปลี่ยนไปหาอะไรกินที่ศูนย์อาหารชั้นใต้ดินที่เดอะนอร์แทนไปก่อน เพราะมีนักข่าวจากหลายสื่อมารอสัมภาษณ์เหล่าผู้สมัครว่าที่ผู้นำเดอะนอร์อยู่หน้าตึกเต็มไปหมด
ฉันที่ได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบครั้งแรกนี้ย่อมหนีไม่พ้นต้องเป็นเป้าจู่โจมของบรรดาเหยี่ยวข่าวเหล่านั้นแน่นอน ฉะนั้นฉันจึงไม่มีทางออกไปจากเซฟโซนอย่างด้านในตึกเดอะนอร์นี้อย่างเด็ดขาด สุดท้ายโยนาที่ตั้งใจจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารจึงขอเปลี่ยนไปเลี้ยงมื้อเย็นแทน ถึงตอนนั้นพวกนักข่าวนอกตึกเริ่มจะสลายตัวไปบ้างแล้ว และพวกเราตั้งใจจะออกจากตึกทางประตูด้านหลังแทน
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่โยนาว่า ตอนเย็นพวกเราออกมาจากประตูเล็ก ๆ ด้านหลังตึกซึ่งใช้สำหรับขนของเข้าออกตึก ฉันต้องสวมแว่นตาสวมหมวกปิดบังโฉมเล็กน้อย เผื่อว่าจะมีนักข่าวหัวใสมาแอบดักรอข้างหลังตึก แต่โชคดีที่ปรากฏว่าไม่มีเลยสักคน พวกเราจึงไปกินมื้อเย็นที่ร้านลับแสนอร่อยซึ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ดั้งเดิมที่นำเสนอโดยโยนาผู้สันทัดเรื่องของอร่อยกันอย่างสบายใจ
“ฉันกลับก่อนนะ พวกเธอพักอยู่ด้วยกันคงไปด้วยกันสินะ กลับดี ๆ ล่ะ” โยนาเอ่ยปากกล่าวลาหลังจากพวกเราเสร็จสิ้นมื้อเย็นกันแล้วเดินออกมายืนหน้าร้าน
“วิกกี้กับไคลล์ไม่ได้อยู่ด้วยกันสักหน่อย เราแค่อยู่คอนโดที่เดียวกันเฉย ๆ นะคะ” ฉันรีบเอ่ยท้วงโยนา อีกฝ่ายยิ้มกริ่มแทบจะในทันที
“ก็อยู่ด้วยกันที่คอนโดเดียวกันไง เธอตื่นเต้นร้อนตัวอะไรวิกกี้” โยนาแกล้งหยอกเย้า ไม่ต้องให้ฉันสัมผัสตัวเธอ ฉันก็ล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายจากสีหน้าและแววตาแล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ก็นะ…ยิ่งพูดก็ดูเหมือนยิ่งแก้ตัว เข้าตัวเองเปล่า ๆ
ฉันแอบถอนใจ “ค่า…กลับบ้านดี ๆ ค่ะ ขอบคุณนะคะที่เลี้ยง ไว้คราวหน้าต้องรบกวนผู้เชี่ยวชาญร้านอร่อยมาเลี้ยงรุ่นน้องอย่างพวกเราอีกนะคะ” ฉันได้แต่พูดตัดบทเลี่ยงประเด็นไปจะดีกว่า สีหน้าโยนาราวกับรู้ทันความคิดฉัน แต่เธอก็แค่ยิ้มไม่ได้พูดแซวอะไรขึ้นมาอีก เธอโบกมือลาแล้วขอตัวแยกไปหลังจากไคลล์กล่าวขอบคุณต่อจากฉัน
“โอ้ย…จริง ๆ เลย โยนานี่” คล้อยหลังโยนาฉันเริ่มโอดครวญ ไคลล์หัวเราะคิกคักจนฉันต้องมองตาเขียวใส่ด้วยความหมั่นไส้
“ขำอะไรคะ คุณก็เอาแต่ยืนเก็กนิ่งไม่พูดอะไรเลยนะ”
“เธอไม่รู้เหรอ ผู้หญิงคุยกันเรื่องทำนองนี้ ผู้ชายไม่ควรเข้าไปสอดนะ” คำพูดของไคลล์ทำให้ฉันมองเขาค้อนควัก
“เหรอคะ เพิ่งรู้นี่แหละค่ะ” ฉันพูดประชดนิดหน่อยแล้วโยนเรื่องไร้สาระนี้ทิ้งไป
“เราจะกลับยังไง กดเรียกรถดีมั้ยคะ” ฉันถามความเห็นไคลล์ ปกติฉันจะเดินทางด้วยชาฟเตอร์ แต่สถานการณ์ของฉันในช่วงนี้คงไม่สะดวกเท่าไหร่
“ตรงนี้ก็ไม่ไกลจากคอนโดเราเท่าไหร่นะ ฉันว่าเราเดินกลับกันดีกว่า ไม่น่าจะเกินสิบห้านาทีก็ถึง”
ฉันเหลือบมองไคลล์อยากจะถามมากว่านึกครึ้มอะไรขึ้นมาถึงอยากจะเดินกลับ เดินตั้ง 15 นาทีมันก็ไม่ใกล้เลยนะ แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามเขาก็ออกเดินนำลิ่วไปเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงได้แต่ปลงใจรีบเดินตามเขาไปเงียบ ๆ
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ไม่ได้ดึกเท่าไหร่ แต่แถวหน้าร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ดั้งเดิมที่มีขนาดเล็ก ๆ แห่งนี้ดูเงียบสงบมาก มันตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ไม่ไกลจากถนนใหญ่มากนักและไม่ได้ดูโดดเด่น แต่โยนาบบอกว่ามีลูกค้าจองโต๊ะเต็มทุกวัน รสชาติอาหารสดใหม่อร่อยมากจริง ๆ เป็นอาหารญี่ปุ่นรสชาติดั้งเดิมของแท้ที่ยุคนี้หาทานได้ยากมาก ๆ แล้ว ฉันตั้งใจว่าต้องพาโค้ชชิริวกับคุณฮานะมาเลี้ยงขอบคุณที่นี่สักมื้อให้ได้ ฉันคิดว่าพวกเขาต้องชอบมากแน่ ๆ
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรสะระตะไปเรื่อย ไคลล์ก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า “เรื่องสำคัญที่เธอบอกว่าจะเล่าให้ฉันฟังล่ะ”
ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที กระแอมคอเล็กน้อยและเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว เหลือบมองเขาทีหนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าโดยใช้โทรจิตสื่อสารกัน
ฉันเริ่มเล่าตั้งแต่วันที่ได้เจอป้าเจซซี่ครั้งแรกและรู้สึกผิดสังเกตจนมาถึงเหตุการณ์ที่แอนกับโทนี่ก่อไว้และได้เห็นชายหัวโล้นผู้ช่วยของนอร์ซในความทรงจำของโทนี่กับความลับเรื่องโปรเจคอาวุธชีวภาพ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เจอชายหัวโล้นคนนั้นโดยบังเอิญจนได้ล่วงรู้ความเกี่ยวข้องของเขากับนอร์ซซึ่งตรงนี้ฉันเคยเล่าให้ไคลล์ฟังไปแล้ว
ฉันพูดถึงข้อสันนิษฐานของตัวเองที่สงสัยป้าเจซซี่ว่าต้องเป็นโต้โผใหญ่ในการลักลอบวิจัยเรื่องอาวุธชีวภาพลับ ๆ ในแผนกแน่ และต้องมีคนบงการที่มีอำนาจมากอยู่เบื้องหลังด้วยแน่นอน เพราะทั้งเรื่องปัญหาเซิร์ฟเวอร์ของแผนก SMP ล่มในคราวนั้น และทั้งลักษณะการให้การกับเลดี้ฮันน่าเรื่องของแอนกับโทนี่ในวันที่เกิดเหตุด้วย มันมีจุดที่น่าสงสัยมากมาย แต่ป้าเจซซี่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดี ไม่ถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดแต่อย่างใด
จนมาวันนี้ได้ฟังเรื่องที่ไคลล์บอกว่าพบป้าเจซซี่อยู่กับอาเซเรนที่ยูเอสเอด้วย ทำให้เธอสงสัยว่าผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังป้าเจซซี่อาจจะเป็นอาเซเรน เพราะถ้าพวกเขาไปกันด้วยเรื่องงานของเดอะนอร์อย่างบริสุทธิ์ใจก็สมควรจะแจ้งให้ทางองค์กรทราบให้แน่ชัด แถมยังเป็นที่เดียวกับคุณนอร์ซอีก พวกเขาไปทำอะไรกัน มันเกี่ยวกับโปรเจคอาวุธชีวภาพรึเปล่า เรื่องนี้น่าสงสัยมาก
ฉันเล่าสิ่งที่ฉันรู้มาทั้งหมดให้ไคลล์ฟังหมดแล้ว รวมทั้งข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ของฉันด้วย แต่ผ่านไปตั้งหลายนาทีแล้วแต่ไคลล์ก็เอาแต่เงียบไม่พูดอะไรออกมาเลย เขาไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรเลยด้วยซ้ำระหว่างที่ฟังฉันเล่า
“ฝนกำลังจะตก”
“ฮะ?” อยู่ ๆ ไคลล์ก็พูดถึงเรื่องฟ้าฝนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาฉันงุนงง มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟังก่อนหน้านี้เลย แต่เขารู้ได้อย่างไรกันล่ะว่าฝนกำลังจะตก ฉันยื่นมือไปข้างหน้าแต่ก็สัมผัสปรอยฝนไม่ได้สักเม็ด ท้องฟ้าตอนนี้ก็มืดมากจนมองไม่ออกว่ามีเค้าฝนหรือไม่
“รีบเดินเถอะ ตรงนี้ไม่มีที่ให้หลบฝน” ไคลล์บอกก่อนจะคว้ามือฉันแล้วเริ่มเดินจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็ว ฉันได้แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่งขาแทบขวิดตามแรงฉุดของเขาไป
แล้วก็จริงดังที่ไคลล์บอก ผ่านไปยังไม่ทันถึงนาทีด้วยซ้ำหลังจากที่พากันเดินจ้ำ สายฝนก็เริ่มพรำลงมาและเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราพากันจับมือออกวิ่งฝ่าสายฝนไป ไคลล์บอกว่าข้างหน้ามีศาลาหลบฝน พวกเราวิ่งกันไปอีกอึดใจหนึ่งก็เจอศาลาที่ว่าจริง ๆ เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคนที่มาใช้บริการสวนสาธารณะกลางเมือง เรารีบพากันเข้าไปหลบฝนด้านในศาลา
“ขอโทษด้วยนะที่ชวนเธอเดินกลับ ถ้าเรียกรถให้ไปส่งตามที่เธอบอกตั้งแต่แรกคงไม่ต้องมาเปียกซกกันแบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ก็แค่เปียกฝน เรื่องเล็กน่ะ”
ไคลล์หยิบผ้าสีน้ำเงินเข้มผืนเล็ก ๆ ออกมาจากไหนไม่รู้ เขาบรรจงเช็ดผมให้ฉันก่อนจะช่วยเช็ดหน้าให้ เป็นผ้าที่ดูดซับน้ำได้ดีมาก ปาดไปไม่กี่ทีผมที่เปียกซกก็เริ่มหมาดแล้ว
“ขอโทษนะ นี่ผ้าเช็ดหน้าฉันเอง แต่วันนี้ยังไม่ได้ใช้สบายใจได้”
“ขอบคุณค่ะ แต่คุณเช็ดหน้าเช็ดผมคุณเองจะดีกว่า” ฉันรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที ไม่รู้จะวางตัวยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดี อยู่ ๆ ก็เพิ่งเคยมีผู้ชายมาปรนนิบัติเช็ดหน้าเช็ดผมให้แบบนี้เป็นครั้งแรก สามีเมื่อชาติก่อนของฉันยังไม่เคยทำแบบนี้ให้เลย
“ผ้านี้ซับน้ำดีมาก เช็ดผมให้แห้งจะดีกว่าเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ไคลล์ยังคงยืนกรานเช็ดผมให้ฉันต่อไป ฉันเองก็ไม่รู้จะปฏิเสธเขายังไงดี รู้สึกกระอักกระอ่วนใบหน้าเริ่มร้อนขึ้นมาแปลก ๆ เห็นไคลล์แอบยิ้มมุมปาก ฉันก็รู้สึกเกินแกมฉุนขึ้นมาจนต้องหาเรื่องมาพูดกลบเกลื่อน
“เรื่องที่ฉันเล่าให้คุณฟังก่อนหน้านี้ คุณไม่มีความเห็นอะไรเลยเหรอคะ”
“ฉันรู้ว่าเธออยากให้ฉันช่วย เธอถึงได้เล่าให้ฉันฟัง” คำพูดของไคลล์ทำเอาฉันรู้สึกจุกแน่นในอก ปฏิเสธไม่ออกจริง ๆ ว่าฉันต้องการให้เขาช่วย ความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฉันมันคงแสดงทางสีหน้าออกไป ไคลล์จึงได้บอกฉันว่า
“ไม่ต้องคิดมากหรอก ถ้าฉันอยากช่วยใครฉันก็จะช่วย ส่วนคนที่ฉันไม่คิดจะช่วยต่อให้โดนบังคับขู่เข็ญยังไงฉันก็ไม่ช่วยหรอก”
ฉันเงียบมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันนี่มันโชคดีจริง ๆ ที่ได้รู้จักคุณ ถ้ามีคุณคอยช่วยแบบนี้ตลอดไปก็ดีน่ะสิ”
ไคลล์ยิ้มก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ฉัน “มันก็อยู่ที่เธอแล้วล่ะ ว่าอยากให้ฉัน…คอยอยู่เคียงข้างช่วยเหลือเธอแบบนี้ตลอดไปรึเปล่า”
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาจึงพบว่าใบหน้าเราอยู่ใกล้กันมาก ฉันสบตาเขารู้สึกว่าระหว่างเรามีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก มองเห็นริมฝีปากเขาที่ขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ขณะที่กำลังสองจิตสองใจว่าจะหลับตาหรือผงะถอยหลังดี สัญญาณเตือนเสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อนทำให้ฉันขยับตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ
“เอ่อ…คุณนอร์ซโทรมา” ฉันบอกไคลล์ เขาขยับถอยห่างออกไปแล้วหันหลังให้ฉันพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมเร็ว ๆ ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังหงุดหงิดรึเปล่าเพราะฉันมองไม่เห็นสีหน้าเขา
“สวัสดีค่ะคุณนอร์ซ” ฉันรับสายที่โทรเข้ามาแล้วส่งเสียงทักทายกลับไป
---------------------------