ภายในห้องโถงของบ้านเก่าหลี่ลั่วก้าวเร็วๆ เข้ามาด้วยความตื่นเต้นภาพแรกที่เห็นก็คือไช่เวยผู้รูปร่างสูงเพรียวแต่อวบอึ๋มใบหน้ารูปไข่ผุดผ่องกว่าบุปผาใดกำลังยิ้มหวานเปี่ยมเสน่ห์
ทว่าหลี่ลั่วเห็นจนชินตาไปเสียแล้วเขาจึงมีภูมิคุ้มกันต่อเสน่ห์ของไช่เวยมานานแล้ว ดังนั้นจึงเบือนสายตาไปมองเห็นกล่องเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ
เขารีบพุ่งเข้าไปเปิดกล่องเหล็กออก แสงสีเงินเปล่งประกายออกมาภายในนั้นมีดาบสั้นสองเล่มที่ส่องประกายเย็นเยียบอยู่ข้างใน
ดาบสั้นมีความยาวประมาณฉื่อเศษ(หนึ่งฟุตกว่า) เล่มหนึ่งมีสีน้ำเงินครามทั้งเล่มบนนั้นมีลวดลายคล้ายเกลียวคลื่นไหวอยู่รางๆ ส่วนอีกเล่มหนึ่งมีสีขาวนวลว่ากันว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากโลหะที่ชื่อเหล็กวิญญาณตะวันเมื่ออยู่ใต้แสงอาทิตย์จะสามารถเปล่งประกายเจิดจ้าจนแยงตาได้
ดาบสั้นทั้งสองเล่มนั้นล้วนผสมโลหะที่บรรจุพลังงานแห่งน้ำและพลังงานแห่งแสงสว่างเอาไว้เมื่อหลี่ลั่วใช้อาวุธนี้เขาจะสามารถดึงพลังอัตลักษณ์น้ำแสงของเขาออกมาใช้ได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ด้ามดาบทั้งสองมีรูปร่างคล้ายปากของสัตว์อะไรสักอย่างมีเขี้ยวยื่นออกมาเล็กน้อย
นอกจากนี้หากมองโดยรวมแล้วส่วนโค้งของใบดาบนั้นโค้งกว่าดาบปกติ เป็นประกายเย็นเยียบ ดูคมกริบไม่ธรรมดา
หลี่ลั่วกำดาบสั้นทั้งสองเล่มไว้ในมือร่ายรำไปมาอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นก็มีเสียงแหวกอากาศอันเบาหวิวดังขึ้นจากนั้นเขาก็เก็บดาบสั้นทั้งสองเล่มไว้ที่เอว ดูสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่เลว”หลี่ลั่วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ตั้งชื่อให้กับดาบทั้งสองเล่มแบบส่งๆ ว่า“ดาบสีน้ำเงินครามต่อไปนี้จะเรียกว่าดาบลายวารีส่วนอีกเล่มหนึ่งเรียกว่าดาบลายตะวันก็แล้วกัน”
“นี่เป็นแค่ศาสตราลักษณ์มาตรฐานเท่านั้นยังไม่ถึงระดับศาสตราล้ำค่าเลย” ระดับสายตาของไช่เวยค่อนข้างสูงดาบสั้นสองเล่มของหลี่ลั่วนั้น นอกจากรูปร่างที่ดูค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์แล้วก็ไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย
ศาสตราลักษณ์เองก็มีการแบ่งระดับเช่นกันโดยทั่วไปจะเรียกว่าศาสตราลักษณ์สามัญส่วนระดับที่สูงกว่าศาสตราลักษณ์สามัญก็คือศาสตราลักษณ์ล้ำค่า
เพียงแต่เมื่อเทียบกับศาสตราลักษณ์สามัญแล้วศาสตราลักษณ์ล้ำค่าก็ทั้งร้ายกาจและหายากกว่ามากและราคาของแต่ละชิ้นนั้นล้วนสูงลิบลิ่ว สูงกว่าศาสตราลักษณ์สามัญหลายเท่า
แต่ศาสตราลักษณ์ล้ำค่าต้องมีพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งจึงจะสามารถควบคุมได้พลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วตอนนี้เพิ่งจะระดับเจ็ดตราเท่านั้นดังนั้นต่อให้มอบศาสตราลักษณ์ล้ำค่าให้กับเขาเกรงว่าเขาก็คงไม่สามารถดึงพลังที่แท้จริงของมันออกมาใช้ได้อยู่ดี
“แค่นี้ก็พอแล้วเอาไว้หลังจากที่ข้าก้าวเข้าสู่ระดับลักษณาจารย์แล้วค่อยลองหาศาสตราลักษณ์ล้ำค่ามาใช้ดู” หลี่ลั่วยิ้มกล่าวดาบสั้นสองเล่มนี้เป็นสิ่งที่เขาเตรียมเอาไว้สำหรับการสอบใหญ่ของวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงเป็นเพียงแค่ของใช้งานชั่วคราวเท่านั้น
“ขอบคุณพี่ไช่เวย”หลี่ลั่วกล่าวขอบคุณ
ไช่เวยโบกมือเล็กน้อยกล่าวว่า “การสอบใหญ่ของวิทยาลัยพวกเจ้าน่าจะใกล้มาถึงแล้วสินะ? ช่วงนี้นครหนานเฟิงคึกคักขึ้นมากวิทยาลัยระดับกลางจากทั่วทุกเมืองในมณฑลเทียนสู่ต่างก็ส่งยอดฝีมือมากันแล้ว”
การสอบใหญ่ของวิทยาลัยถือเป็นงานใหญ่ประจำปีสำหรับทุกมณฑลการต่อสู้แย่งชิงในการสอบใหญ่ครั้งนี้จะดึงดูดผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนให้หลั่งไหลเข้ามา คึกคักครื้นเครงอย่างมาก
หลี่ลั่วพยักหน้ากล่าวว่า “อีกสามวัน”
ในดวงตาคู่งามของไช่เวยมีความกังวลแฝงอยู่เล็กน้อย“มั่นใจไหม?”
ถึงแม้ว่าตอนนี้หลี่ลั่วจะมีอัตลักษณ์น้ำแล้วแต่สุดท้ายเขาก็เริ่มต้นช้ากว่านักศึกษาคนอื่นๆ พอสมควรไช่เวยเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถตามทันได้หรือไม่
ไช่เวยเองก็รู้ถึงความสำคัญของการสอบเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็นอย่างดีเช่นกันหากหลี่ลั่วสามารถสอบเข้าได้ มันจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับเขาได้อย่างมากอย่างน้อยที่สุด คนในคฤหาสน์ลั่วหลานก็จะไม่กล้าดูแคลนคุณชายน้อยผู้นี้อีกและมันยังจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเจียงชิงเอ๋อร์ได้บ้างด้วย
หลี่ลั่วเหน็บดาบสั้นทั้งสองเล่มไว้ที่เอวลูบด้ามจับของดาบ ใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
“วางใจเถอะพี่ไช่เวยข้าน่ะมีเหตุผลที่แพ้ไม่ได้อยู่นะ”
เพราะหากแม้แต่ขั้นตอนนี้เขายังทำไม่ได้“การถอนหมั้น” ก็คงจะเป็นได้แค่ความฝันตลอดไป!
...
วันหยุดสิ้นสุดลงตามกำหนด
หลี่ลั่วกลับไปที่วิทยาลัยจากนั้นเขากับจ้าวคั่วก็ถูกสวีซานเยว่เรียกออกไปพบผู้อำนวยการเป็นการส่วนตัว
“เจ้าระดับเจ็ดตราแล้ว?” ระหว่างการสนทนาอันน่าเบื่อหลี่ลั่วได้รู้ว่าจ้าวคั่วมีการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นในช่วงวันหยุดที่ผ่านนี้ก้าวขึ้นสู่ระดับเจ็ดตราแล้วเช่นกัน ทำให้เขาอดประหลาดใจไม่ได้
จ้าวคั่วมีอัตลักษณ์เพียงแค่ระดับห้าระดับนี้ไม่ได้สูงและก็ไม่ได้ต่ำมากนักแต่การที่เขาสามารถไปถึงระดับเจ็ดตราก่อนการสอบใหญ่นั้นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าปกติแล้วเขาต้องฝึกฝนอย่างหนักเพียงใด
จ้าวคั่วผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันได้เกาหัวพร้อมกับยิ้มกล่าว“ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาข้าไม่ได้กลับบ้านเลย ข้าบำเพ็ญอยู่ที่วิทยาลัยตลอดต้องขอบคุณวิทยาลัยที่จัดการฝึกพิเศษให้กับพวกเราถึงทำให้ข้าทะลวงขีดจำกัดได้ก่อนสอบพอดี”
“ตลอดสิบวันที่ผ่านมาจ้าวคั่วบำเพ็ญสุดชีวิตเลยนะ” สวีซานเยว่ที่เดินนำหน้าอยู่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองจึงหันกลับมาพูดด้วยคำพูดของเขาแสดงให้เห็นถึงความชื่นชมที่มีต่อความพยายามและความขยันหมั่นเพียรของจ้าวคั่วอย่างมาก
หลี่ลั่วยกนิ้วโป้งให้พร้อมกล่าวว่า“ร้ายกาจ”
“เทียบกับเจ้าไม่ได้หรอกหน้าตาก็ดี พรสวรรค์ในการเรียนรู้วิชาอัตลักษณ์ก็สูงตอนนี้ยังได้ปลุกอัตลักษณ์น้ำขึ้นมาได้อีกต่อไปเจ้าก็คือตำนานบทใหม่ของวิทยาลัยหนานเฟิงต่อจากรุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์แล้ว”จ้าวคั่วกล่าวด้วยความจริงใจ
“ข้าเลือกที่จะเป็นเพื่อนกับเจ้าก็เพราะเจ้าเป็นคนจริงใจ ไม่เคยพูดโกหกนี่แหละ”หลี่ลั่วพยักหน้าด้วยสีหน้าทอดถอนใจ
“แน่นอนอยู่แล้วดังนั้นตอนสอบใหญ่ต้องขอรบกวนให้พี่ลั่วช่วยดูแลด้วยนะ”
“เรื่องเล็กไว้ถึงตอนสอบใหญ่ข้าจะคว้าอันดับหนึ่งมาเองแล้วจะพาเจ้าเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไปด้วยเลย”
“พี่ลั่วสุดยอด!”
“...”
เมื่อสวีซานเยว่ที่เดินนำหน้าอยู่ได้ยินการคุยโม้ของทั้งสองอย่างหน้าไม่อายก็หน้าบูดอย่างอดไม่ได้ หันกลับมาดุว่า “หุบปากได้แล้ว ถึงแล้ว”
หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วรีบหุบปากทันทีมองไปยังสวนหย่อมตรงหน้า ตอนนี้มีเงาร่างสิบกว่าคนยืนรออยู่ตรงนั้นก่อนแล้วซึ่งก็คือนักศึกษายี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัยหนานเฟิงนั่นเอง
ในกลุ่มคนหลี่ลั่วยังเห็นคนรู้จักอย่างหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ซ่งอวิ๋นเฟิง และตี้ฝ่าฉิงด้วย
ตอนนี้ทุกคนต่างจ้องมองมาทางพวกเขาสองคนด้วยสายตาเย้ยหยันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้ยินการคุยโม้ของทั้งสองเมื่อครู่นี้แล้วเหมือนกัน
แต่ถึงจะเผชิญกับสายตาเยาะเย้ยหลี่ลั่วก็ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงความรู้สึกกระอักกระอ่วนออกมาแต่อย่างใดในสถานการณ์เช่นนี้ ขอแค่ตัวเองไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนคนอื่นก็จะเป็นฝ่ายกระอักกระอ่วนไปเอง
ส่วนจ้าวคั่วก็เผยรอยยิ้มซื่อๆออกมา รักษาภาพลักษณ์ของคนซื่อตรงพูดจาโผงผางเอาไว้
พวกเขาเพียงมองดูทั้งสองครู่หนึ่งสุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วเบือนสายตาไป
ช่างหน้าด้านกันจริงๆ
เจ้าหลี่ลั่วนี่ชักจะเริ่มเหิมเกริมไปหน่อยแล้วก่อนหน้านี้ยังแค่อาศัยกฎการประลองบีบให้เสมอกับซ่งอวิ๋นเฟิงได้เท่านั้นตอนนี้กลับกล้าคุยโวว่าจะคว้าอันดับหนึ่งในการสอบใหญ่แล้วไม่ถามเลยว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์อนุญาตหรือเปล่า
ส่วนด้านหน้าของทุกคนยังมีร่างของผู้อำนวยการอยู่ด้วย เขาเหลือบมองหลี่ลั่วกับจ้าวคั่วด้วยรอยยิ้มจากนั้นก็ยิ้มกล่าวกับทุกคนว่า “ดูเหมือนว่าจะมากันครบแล้วนะ”
“เช่นนั้นข้าจะอธิบายเรื่องการสอบใหญ่ครั้งนี้ให้พวกเจ้าฟังก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็มีสีหน้าจริงจัง ตั้งใจฟังคำพูดต่อไปของผู้อำนวยการ
“การสอบใหญ่ของวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าพวกเจ้าทั้งยี่สิบคนนี้จะได้เป็นตัวแทนของวิทยาลัยหนานเฟิงเข้าร่วมการทดสอบข้ามีข้อเรียกร้องกับพวกเจ้าเพียงข้อเดียวนั่นคือการรักษาป้ายวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเทียนสู่ของวิทยาลัยหนานเฟิงเราเอาไว้ให้ได้”
“สิทธิ์ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมอบให้กับมณฑลเทียนสู่ในครั้งนี้มีทั้งหมดห้าสิบสิทธิ์”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้นทุกคนก็ต่างก็เงี่ยหูฟังทันที ห้าสิบสิทธิ์ เห็นได้ชัดว่ามันน้อยกว่าปีก่อนๆเล็กน้อย เช่นนี้ก็หมายความว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะต้องดุเดือดมากยิ่งขึ้นเป็นแน่
“ตามกฎของปีก่อนๆผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของการสอบใหญ่จะได้รับสิทธิ์เข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงคนละหนึ่งสิทธิ์ส่วนสิทธิ์ที่เหลืออีกสี่สิบสิทธิ์จะถูกแบ่งให้กับวิทยาลัยต่างๆตามอันดับของผู้ที่ติดสิบอันดับแรก”
“วิทยาลัยของนักศึกษาที่ได้อันดับที่แปดเก้า และสิบ จะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกหนึ่งสิทธิ์วิทยาลัยของนักศึกษาที่ได้อันดับที่ห้า หก และเจ็ดจะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกสองสิทธิ์”
“อันดับที่สามและสี่จะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกห้าสิทธิ์”
“อันดับที่สองจะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกหกสิทธิ์”
“อันดับที่หนึ่ง...ได้สิบห้าสิทธิ์”
คำพูดสุดท้ายนี้ทำให้ทุกคนในที่นี้ล้วนตกตะลึงไม่มีใครคาดคิดเลยว่าการสอบใหญ่ในครั้งนี้ อันดับหนึ่งจะมีความสำคัญมากขนาดนี้
ถึงแม้ว่าในการสอบใหญ่ทุกๆครั้งที่ผ่านมาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาได้อันดับหนึ่งจะได้รับสิทธิ์เพิ่มมากกว่าอันดับอื่นๆอยู่แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้มากเท่าครั้งนี้
หลินเฟิงครูที่ปรึกษาของตึกหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าเช่นกันก็มองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและให้กำลังใจ กล่าวว่า “ชิงเอ๋อร์การที่วิทยาลัยหนานเฟิงจะรักษาชื่อเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคงในครั้งนี้เกรงว่าคงต้องพึ่งเจ้าไปแย่งชิงอันดับหนึ่งมาแล้ว”
ผู้อำนวยการเองก็พยักหน้าอย่างเป็นมิตรเป็นพิเศษ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนคาดหวังกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เป็นอย่างมากซึ่งก็ปกติเพราะนางคือเสาหลักของวิทยาลัยหนานเฟิงในปัจจุบัน
เมื่อเผชิญกับสายตาที่คาดหวังของพวกเขาหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็มีสีหน้าค่อนข้างสงบนิ่ง เพียงกล่าวเบาๆ ว่า“ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
ผู้อำนวยการพยักหน้าจากนั้นจึงกล่าวเตือนว่า “แต่อย่าประมาทซือคงจากวิทยาลัยตงยวนล่ะคนผู้นี้แข็งแกร่ง เขาอาจจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของเจ้าก็ได้”
เมื่อได้ยินชื่อนี้นัยน์ตาคู่งามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็มีแววตาตึงเครียดปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่งพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าไม่ต้องมาที่วิทยาลัยแล้ว ให้ไปพักที่ ‘สวนไป๋หลิง’ที่นั่นคือสถานที่ที่เหล่าตัวแทนจากวิทยาลัยต่างๆ ในมณฑลเทียนสู่มารวมตัวกันอีกสามวันต่อจากนั้น พวกเจ้าจะได้เข้าสู่ ‘ภูเขาไป๋หลิง’ซึ่งก็คือสถานที่จัดสอบในครั้งนี้”
ผู้อำนวยการได้กำชับเรื่องต่างๆอีกครั้งก่อนจะสรุปในตอนท้าย
“วิทยาลัยหนานเฟิงอยู่ภายใต้การดูแลของข้ามาหลายสิบปีแล้วเกียรติยศของมันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของข้าเสียอีกดังนั้นข้าขอให้ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ในการสอบใหญ่ครั้งนี้เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญที่สุดนี้เอาไว้ให้กับข้า”
ผู้อำนวยการมีสีหน้าจริงจังค้อมตัวลงเล็กน้อย คำนับให้กับทุกคน
นักศึกษาทั้งยี่สิบคนต่างก็ตกใจกับการกระทำของเขาจากนั้นก็รีบคำนับตอบทันที
สุดท้ายผู้อำนวยการก็โบกมือ ทุกคนจึงเริ่มทยอยออกไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
หลี่ลั่วเดินออกจากวิทยาลัยไปมองดูท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆ ในใจของเขาเองก็รู้สึกพลุ่งพล่านเล็กน้อย
การสอบใหญ่ของวิทยาลัยในที่สุดก็มาถึงแล้ว
น่าเสียดายที่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่...
แต่หากทั้งสองอยู่ที่นี่จริงๆก็อาจจะส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ “เจ้าลูกชายคนนี้มันโง่เกินไปจริงๆเทียบกับศิษย์รักไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
ว่ากันว่าในรุ่นของเจียงชิงเอ๋อร์นั้นวิทยาลัยอื่นๆ ในมณฑลเทียนสู่ได้ถูกกดดันจนไม่มีทางสู้เลยอย่างสิ้นเชิงไม่กล้าที่จะท้าทายวิทยาลัยหนานเฟิงแม้แต่น้อย
หลังจากที่รู้ว่านางได้รับการตอบรับเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงล่วงหน้าแล้ววิทยาลัยต่างๆ ในมณฑลเทียนสู่ต่างก็ดีใจจนน้ำตาไหลนองหน้า
เมื่อเทียบกับวีรกรรมของเจียงชิงเอ๋อร์ที่เปล่งประกายสว่างจ้าจนแทบจะทำให้ตาบอดได้อยู่แล้วตัวเขาเองนั้น ก็ช่างน่าเป็นห่วงเสียเหลือเกิน
กระทั่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อนคนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเขาอาจจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าร่วมการสอบใหญ่เลยด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้ความรู้สึกพลุ่งพล่านในใจของหลี่ลั่วก็สงบลงเล็กน้อย จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา
“หมดอารมณ์เลย”