สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 สามเทพบุตรในเมืองหลวง

            อันเจิงกับตู้โซ่วโซ่วเตรียมของกำลังจะออกไปสำนักวรยุทธ์ชางเมื่อทั้งสองเดินออกมา อันเจิงก็เห็นใครบางคนยืนอยู่ไม่ห่างจากเขามากนักถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนแต่นางกลับสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ ดูแล้วช่างโดดเดี่ยวยิ่งนักราวกับดอกไม้ริมทางที่ไม่สะดุดตา งดงามแต่ซ่อนความขุ่นหมองไว้ภายใน

     

            ติงหนิงตง

     

            อันเจิงเดินเข้าไปถาม “เจ้ามาหาข้าหรือ?”

     

            ติงหนิงตงพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ “ข้า...ข้าแค่อยากมาบอกเจ้า บิดาข้าเตรียมให้คนลงมือฆ่าเจ้าในสนามประลองเขามีชื่อว่าหลางจิ้ง ไม่แน่เขาอาจลงมือกับเจ้าในเวลาอื่นด้วยเขาเป็นคนบ้าคลั่ง...เจ้าระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”

     

            อันเจิงพูด “ขอบคุณมาก เจ้าออกมาแบบนี้ไม่กลัวจะถูกบิดาเจ้าลงโทษหรือ”

     

            ติงหนิงตงส่ายหน้า “ข้าไม่กลัว อย่างไรเสียท่านพ่อก็เตรียมจะให้ข้าแต่งงานแล้วฉะนั้นคงไม่บีบข้าไปมากกว่านี้หรอก ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าข้า...ข้าไม่เหมือนพี่ชายข้า”

     

            เมื่อพูดจบนางก็รีบวิ่งกลับไป เงาด้านหลังของนางช่างดูเดียวดายยิ่งนัก

     

            อันเจิงมองดูติงหนิงตงที่วิ่งจากไป เขารู้สึกเศร้าใจนักเหตุใดคนที่มีจิตใจเมตตามักจะเจอกับความยากลำบากเสมอ ติงหนิงตงบอกว่าบิดานางจะให้นางแต่งงานในแววตานั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าว เพราะไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้แม้จะพยายามต่อต้านแล้วก็ตาม ทว่าก็ออกมาจากวงจรที่น่ารังเกียจนั้นไม่ได้สักที

     

            หลังจากอันเจิงออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เหล่าชายกำยำก็ค่อย ๆ ทยอยออกมาจากสำนักทีละกลุ่ม พวกเขาเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผยชายชาตรีที่ร่างกายกำยำและท่าทางดุร้าย กลับช่วยเหลือคนแก่เดินข้ามถนนช่วยส่งเด็กไปเรียน แล้วหากเจอใครที่ไม่มีเหตุผล พวกเขาก็จะจัดการคนเหล่านั้นกลับอย่างไม่มีเหตุผลเช่นกัน

     

            ช่วงนี้ราวกับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เข้าสู่สภาวะปกติคนรอบข้างต่างก็เริ่มเคยชินกับการผดุงความยุติธรรมที่เหล่าชายกำยำทำ จนถึงตอนนี้เมื่อใครสักคนเกิดปัญหาก็มักจะมาฟ้องสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ แทนที่จะไปฟ้องหน่วยฟางกู้อย่างที่ควรเป็น

     

            สำหรับคนเหล่านี้ อันเจิงมีให้แค่คำตอบเดียวก็คือจงไปที่ที่ควรไปเถอะ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่ใช่ศาลยุติธรรม

     

            ผู้คนมักพูดว่า เพราะคนอื่นถูกรังแกถึงได้มาขอความช่วยเหลือจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาปฏิเสธ? อันเจิงบอกลูกน้องเสมอหากเจอคนที่ถามแบบนี้ก็ตอบไปแค่คำเดียว...แล้วทำไมข้าต้องสนใจด้วย?

     

            ข้าช่วยคนอื่นด้วยความเต็มใจนั่นเป็นเพราะข้าพอใจจะช่วย หรือข้าอาจไม่ช่วยใครเลยก็ได้ นั่นก็เป็นเพราะข้าพอใจจะไม่ช่วยหากทุกคนทำเหมือนสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นศาลยุติธรรม อย่างนั้นศาลจะเห็นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นอะไร?

     

            อันเจิงเดินไปพลางนึกถึงเรื่องของหลางจิ้งความจริงแล้วเขาก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน

     

            เดือนสามของปีนี้เขาไปสำนักต้าติงเพื่อขอท้าประลองกับซูเฟยหลุน รออยู่หน้าสำนักต้าติงเป็นเวลาสามวันสามคืนเดิมทีเขาคิดว่าซูเฟยหลุนจะยอมรับการประลองแต่ปรากฏว่าซูเฟยหลุนไม่แม้แต่จะมองเขาเลยด้วยซ้ำ จากนั้นเขาก็ไปสำนักไท่ซ่างเต้าเพื่อขอท้าประลองกับเฟิงเสี่ยวหยางสุดท้ายเฟิงเสี่ยวหยางก็ไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

     

            เดือนสี่ เขาคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักวิหารสวรรค์สองวันสองคืนเต็มๆ และประกาศว่าตัวเองเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่จะเจอในรอบร้อยปีเท่านั้น เขาขอร้องให้ราชามอบโอกาสให้เขาได้เป็นแม่ทัพเดิมทีคิดว่าหากไม่เจอราชาก็จะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้นแต่เพราะทนไม่ได้ที่เหล่าขุนนางหัวเราะดูถูกเย้ยหยันตนเอง สุดท้ายจึงต้องจากไป

     

            เดือนห้า เขาตั้งสนามประลองขึ้นข้างทางและท้าประลองกับทุกคนที่อายุไม่เกินยี่สิบปี หากใครสามารถชนะเขาเขาจะยอมเป็นทาสของคนคนนั้น สนามประลองนั้นตั้งขึ้นสามวันเต็มแต่ไม่มีใครชนะเขาได้แม้แต่คนเดียว นั่นเป็นเพราะไม่มีใครประลองกับเขาเลยสักคน

     

            เดือนหก สำนักวรยุทธ์ชางเปิดรับสมัครคนที่อยากเข้าร่วมทดสอบเขาก็เดินทางไปสำนักวรยุทธ์ชางเพื่อท้าประลองเนี่ยชิงอีกเนี่ยชิงเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในสำนักวรยุทธ์ชาง เนี่ยชิงซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติง และเฟิงเสี่ยวหยางแห่งสำนักไท่ซ่างเต้า สามคนนี้ถูกยกย่องว่าเป็นสามเทพบุตรเขาตะโกนขอท้าประลองหน้าสำนักวรยุทธ์ชางทั้งวัน ในช่วงเกือบค่ำเนี่ยชิงก็ออกมาจากสำนักวรยุทธ์ชางเขายกรูปปั้นม้าที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมโยนออกไปไกลหลายสิบเมตรอย่างง่ายดายแล้วก็ปัดฝุ่นในมือพลางเดินจากไป

     

            หลางจิ้งยืนเหม่อลอยนานกว่าหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ก้มหน้าและก้าวเท้าเดินจากประตูสำนักวรยุทธ์ชางไป

     

            ต่อมาเขาได้ยินมาว่าเนี่ยชิงอายุสิบแปดปี ซูเฟยหลุนสิบเก้าปี เฟิงเสี่ยวหยางสิบเจ็ดปีฉะนั้นเขาจึงปักบนเสื้อตัวเองว่า ในบรรดาคนหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบปี เขาเป็นหนุ่มมากพรสวรรค์คนที่สี่

     

            เพราะแบบนี้หลังจากนั้นผู้คนมักจะเรียกเขาว่าเป็นคนที่สี่

     

            นั่นเป็นคนที่แปลกประหลาดคนส่วนใหญ่มักจะเรียกเขาว่าคนบ้า นั่นเป็นที่มาของชื่อเสียงที่เขาได้เป็นคนบ้าที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

     

            แต่เมื่ออันเจิงเจอหลางจิ้งกลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่น่าสงสารมากคนหนึ่ง

     

            หลางจิ้งยืนอยู่หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางบนร่างสวมชุดที่ค่อนข้างเก่าและขาดหลุดลุ่ย ถึงแม้ชุดเขาจะเก่า ทั้งยังมีรอยปะชุนอีกเป็นจำนวนมากแต่มันกลับดูสะอาดตา เขายืนหน้าประตูและกอดมีดไว้ที่อก ท่อนล่างสวมกางเกงขนาดไม่พอดีตัวความยาวของกางเกงถึงเพียงข้อเท้าของเขาเท่านั้น รองเท้าผ้าที่สวมก็ขาดเป็นรูหลายที่และมีรอยปะจำนวนมากเหมือนกันฉะนั้นอันเจิงไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนบ้าแต่เขาเป็นเพียงคนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยความพยายามที่มีเท่านั้น

     

            หลางจิ้งไม่ได้มีพลังที่อ่อนแอไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าท้าประลองกับซูเฟยหลุน เฟิงเสี่ยวหยาง และเนี่ยชิงหรอกในเมื่อเขาไม่ได้มีพลังที่อ่อนแอ งั้นเขาก็สามารถใช้พลังที่มีไปเป็นองครักษ์หรือทำหน้าที่อื่นๆ เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าส่วนลึกในใจเขามีความหยิ่งทะนงอยู่เหมือนกันเขาคงรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรไปอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำต้อยแบบนั้น แต่ควรได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงและมีหน้ามีตามากกว่า

     

            อันเจิงมองหลางจิ้งจากนั้นก็ประเมินอย่างง่ายๆ...น่าสงสาร แต่ไม่น่านับถือ

     

            “เจ้าคืออันเจิงรึ?”

     

            หลางจิ้งถือมีดด้วยสองมือ“ข้าคือหลางจิ้ง อยากท้าเจ้าประลอง”

     

            เขาเป็นคนไว้หนวดเครา ฉะนั้นทำให้ดูอายุมากกว่าความเป็นจริงมากเขายืนตัวตรง แต่แผ่นหลังกลับนูนขึ้นมาราวกับหลังอูฐ เขาไม่ได้มีหลังเหมือนอูฐเพียงแค่มีสิ่งของอะไรมากดทับให้มันตรงขึ้นไม่ได้

     

            คิ้วหนาตาโตและมีริมฝีปากที่หนา จมูกเขาเชิดขึ้นหากไม่ได้กอดมีดไว้ที่กลางอก คนอื่นต้องคิดว่าเขาเป็นชาวไร่ชาวนาแน่นอน

     

            อันเจิงถามกลับ“ทำไมเจ้าถึงมาท้าข้าประลอง?”

     

            “เพราะเจ้ามีชื่อเสียงเมื่อข้าล้มเจ้าได้ข้าก็จะมีชื่อเสียงมากยิ่งกว่า พวกคนที่คิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์ต้องคิดว่าข้ามีพรสวรรค์มากกว่า”

     

            “ไม่ใช่เพราะเจ้ารับเงินจากใครแล้วมาท้าประลองกับข้าหรือ?”

     

            หลางจิ้งตื่นตระหนกเล็กน้อย“ข้าทำเพื่ออนาคตตัวเอง จะรับเงินจากใครได้อย่างไร? ข้า...พลังวัตรที่ข้าฝึกมาใช้เงินซื้อไม่ได้!”

     

            อันเจิงพยักหน้า “เช่นนั้นเขาจึงสัญญาว่าจะช่วยเจ้า”

     

           เห็นได้ชัดว่าหลางจิ้งเป็นคนโกหกไม่เก่งสักเท่าไหร่ เมื่อฟังคำพูดของอันเจิงเขาจึงแสดงอาการอยู่ไม่นิ่ง“ไม่...ไม่มีใครให้ข้ามาฆ่าเจ้า ข้าแค่อยากมาท้าประลองด้วยตัวเอง”

     

            อันเจิงอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา “ได้ ข้ารับคำท้าของเจ้า”

     

            หลางจิ้งชะงักไปเขาคิดไม่ถึงเลยว่าอันเจิงจะตอบรับคำท้าง่ายดายเช่นนี้เพราะเขาเคยท้าประลองสามเทพบุตรในเมืองนี้ แต่กลับไม่มีใครตอบรับคำท้านั้นเลยยิ่งไปกว่านั้น ซูเฟยหลุนและเฟิงเสี่ยวหยางยังไม่ยอมเจอหน้าเขาเลยด้วยซ้ำส่วนเนี่ยชิงใช้รูปปั้นม้ามาทำลายศักดิ์ศรีของเขาจนพังทลาย หลังจากนั้นมีคืนหนึ่งหลางจิ้งแอบลองยกรูปปั้นม้านั่น แต่เขาไม่สามารถโยนออกไปในระยะที่เนี่ยชิงโยนไปได้เลย

     

            ฉะนั้นเมื่ออันเจิงพูดว่ายอมรับการประลองทำให้เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

     

            เดิมทีหลางจิ้งเตรียมใจไว้แล้วหากอันเจิงไม่ยอมรับการประลองครั้งนี้ เขาจะขวางไม่ให้อันเจิงไปจากหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชาง

     

            “จะประลองอย่างไร?” อันเจิงถาม

     

            หลางจิ้งซอยเท้าอย่างกระวนกระวาย“ประลอง...ต่อสู้ ข้าจะสู้กับเจ้า”

     

            อันเจิงพยักหน้า “งั้นก็เริ่มกันเลยก่อนจะเริ่มการทดสอบในสำนักวรยุทธ์ชางยังพอมีเวลาเหลืออยู่”

     

            หลางจิ้งมองอันเจิง “เจ้าไม่มีอาวุธงั้นข้าก็ไม่ใช้อาวุธ!”

     

            เขาทิ้งมีดในมือลงบนพื้น แสงสะท้อนของมีดเปล่งประกายตัดกับแสงที่ส่องลงมาจากดวงอาทิตย์

     

            “ข้าฝึกพลังวัตรมาตั้งแต่เด็กและประลองกับผู้ฝึกพลังวัตรในหมู่บ้านต้าซิงเป็นประจำในเมืองฟางกู้ข้าก็เดินทางไปทั่วแล้ว ผู้ฝึกพลังวัตรที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ข้าได้เลยสักคน”

     

            หลางจิ้งยกมือขึ้นคารวะ“แขนและขาข้าแข็งแกร่งที่สุด เจ้าระวังไว้ล่ะ”

     

            อันเจิงทำท่าเชื้อเชิญ “เชิญเริ่มเลย”

     

            ขณะนี้นอกสำนักวรยุทธ์ชางมีผู้คนมามุงดูกันเป็นจำนวนมากข่าวนี้ถูกแพร่ออกไปเร็วยิ่งกว่าไฟลาม ในระยะเวลาอันสั้นก็มีผู้คนมากมายมารอดูแล้วทุกคนต่างพูดว่า...อันเจิงตีกับคนอื่นหน้าสำนักวรยุทธ์ชางอีกแล้ว

     

            เนี่ยชิงก็อยู่ที่นี่ด้วยเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาเพื่ออะไร ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเรื่องของอันเจิงมาบ้างจึงรู้สึกว่าอันเจิงเป็นเพียงคนที่ไม่รู้กาลเทศะเท่านั้นแต่เมื่อเห็นคนในหน่วยทหารให้ความสำคัญอันเจิง เขาก็รู้สึกประหลาดใจนักฉะนั้นเมื่อได้ยินว่าอันเจิงรับคำท้าประลองของหลางจิ้งเขาเลยอดใจไม่ไหวแล้วออกมาดู

     

            เพราะเขารู้ถึงพลังที่หลางจิ้งมีเป็นอย่างดีเขาเคยคุยกับเพื่อนตัวเองว่า...คนที่อายุน้อยกว่ายี่สิบปีและมีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ไม่มีใครสู้หลางจิ้งได้

     

            เนี่ยชิงไม่รู้ว่าตัวเองมาดูความพ่ายแพ้ของอันเจิงหรือว่าไม่อยากให้อันเจิงทำหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางขายหน้ากันแน่

     

            ขณะเดียวกัน ในร้านเหล้าชื่อจ่วยเยว่โหลวที่อยู่ห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตรมีชายแบกดาบนั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง เขาสวมชุดสีดำเมื่อแขนเสื้อถูกลมพัดปลิวขึ้น จึงเห็นว่าเขาใส่เสื้อสีขาวด้านในที่แลดูสะอาดสะอ้านอีกชั้นเขาแบกดาบไร้ฝักอยู่ด้านหลัง ด้ามดาบหุ้มด้วยผ้าสีเหลือง ทว่ายังสามารถมองเห็นอักษรใต้ผ้าเหลืองนั้นอย่างเลือนราง

     

            เขามีรูปโฉมงดงามราวกับสตรี คิ้วบางหน้าเรียวเล็บยาวที่ขาวสะอาดถูกตัดอย่างเป็นระเบียบ เวลากำหมัดจะไม่ทำร้ายมือเขาอย่างแน่นอน

     

            อยู่ในร้านเหล้าแต่กลับไม่ดื่มเหล้า!

     

            เขาหันหน้าไปทางสำนักวรยุทธ์ชางในแววตาเต็มไปด้วยการรอคอย

     

            ตรงข้ามร้านเหล้าแห่งนี้ มีหอนางโลมที่โด่งดังในเมืองฟางกู้ชื่อจวินซินโหลวเล่ากันว่าเป็นร้านที่เปิดขึ้นโดยตระกูลของไทเฮา ฉะนั้นจึงสามารถเปิดในบริเวณที่ไม่ห่างจากสำนักวรยุทธ์ชางหอนางโลมนี้เล่ากันว่ามีหญิงงามดั่งดอกไม้บาน ทุกคนล้วนเอามาหลอกล่อเด็กหนุ่มในสำนักวรยุทธ์ชางทั้งนั้น

     

            แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าและไม่รู้ว่าความจริงจวินซินโหลวนี้มีเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวในจวินซินโหลวก็งดงามสมคำร่ำลือจริง ๆ ไม่เพียงมีความงามแต่ยังมีความรู้อีกด้วย

     

            ที่ชั้นสองในจวินซินโหลว หน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิดออกกว้างในนั้นมีชายสวมชุดบางพลิ้วยืนอยู่ ในมือเขาถือเหล้าที่มีกลิ่นหอมอบอวลลงมาถึงถนนเขามีรูปร่างที่ดีมาก ภายใต้เนื้อผ้าบางสามารถเห็นกล้ามเนื้อบนร่างได้อย่างชัดเจน ใบหน้าเขาหล่อเหลาคมเข้มคิ้วคมดุจกระบี่และมีดวงตาเฉียบคม ด้านหลังมีหญิงสาวสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเดินเข้ามาผิวเนียนบางใต้แขนเสื้อยื่นมาโอบเขาจากด้านหลัง

     

            ชายหนุ่มที่อยู่ในจวินซินโหลวยกจอกเหล้าในมือขึ้นจากนั้นชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ในจ่วยเยว่โหลวก็ยกถ้วยชาขึ้นเช่นกัน

     

            ความหมายในแววตาทั้งสองสื่อออกมาตรงกัน...ที่แท้เจ้าก็มาดูด้วยหรือ

     

           เนี่ยชิงที่ยืนอยู่ข้างรูปปั้นสิงโตหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างเขาหันหน้าไปจึงเห็นซูเฟยหลุนที่สวมเสื้อบาง ๆ นั่งอยู่ในหอนางโลม และเห็นเฟิงเสี่ยวหยางที่กำลังดื่มชาในร้านเหล้าเขาจึงรู้ว่าทั้งสองต้องกำลังมองตัวเองอยู่อย่างแน่นอน

     

            จากนั้นสายตาของเขาทั้งสามก็จับจ้องไปที่ใครบางคนอย่างไม่อาจควบคุมได้...นั่นก็คืออันเจิง

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน