บทที่ 50 คนที่ไม่อาจเอ่ยถึง
แม้ว่าเฉินเฉินจะไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด แต่เขาก็สามารถเรียนได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เฉินเฉิงเยี่ยก็ตกลงที่จะสอนเขาอ่านเขียน นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เช่นนั้นเขาจึงดีใจจนแทบนอนไม่หลับ
ขณะที่บิดาและมารดากำลังพักผ่อน เขาก็แอบย่องไปที่โรงเก็บฟืนอย่างเงียบเชียบ รู้สึกว่าควรจะแบ่งปันข่าวดีนี้กับพี่สาวของเขา
“เฉินเฉินเจ้ามาที่นี่เพื่ออันใด นอนในห้องโอ่อ่าไม่สบายหรือไร?” ใครจะรู้ว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้สนใจน้ำเสียงของเฉินเถียนเถียนเลย แต่กลับพูดอย่างร่าเริงว่า
“พี่สาว ท่านพ่อบอกว่าจะส่งข้าไปเรียน!” เฉินเถียนเถียนยิ้มเล็กน้อย
"นั่นก็ดีมากนี่ เมื่อเจ้าไปแล้วก็ตั้งใจเรียนให้ดี รอจนกว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคต ก็จะไม่ต้องอดอยากอีก” เฉินเฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เมื่อถึงตอนที่ข้าไม่ต้องอดอยากแล้ว ข้าจะทำให้พี่สาวไม่ต้องอดอยากด้วยเช่นกัน” เฉินเถียนเถียนยิ้มอย่างเข้าใจ ความพยายามก่อนหน้านี้ไม่ได้สูญเปล่า เด็กนี่ถือว่ายังมีจิตใจที่ดีอยู่
“งั้นเจ้าต้องตั้งใจเรียนให้ดี แม้ว่าเฉินเฉิงเยี่ยจะตกลงที่จะสอนเจ้าอ่านตำรา แต่ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรแปลก ๆ เจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
เฉินเฉินยังเป็นเด็กอยู่เมื่อได้ยินคำของเฉินเถียนเถียนก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ กระโดดโลดเต้นกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยความดีใจ แม้ว่าเฉินเถียนเถียนจะรู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดีตอนนี้ก็ปล่อยไปก่อน ถ้าเฉินเฉิงเยี่ยทำอะไรเกินเลยจริง ๆ ข้าค่อยออกหน้าทีหลังก็ไม่เสียหายอันใด
ส่วนคืนนี้ก็ต้องขึ้นเขาเช่นเดิม เมื่อในลานเงียบสงบ เฉินเถียนเถียนก็แอบย่องขึ้นเขาไปอีกครา จุดหมายยังคงอยู่ที่ริมลำธารเล็ก ๆ นั่น อวิ๋นเคอกำลังรอนางอยู่ แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้เตรียมอันใดมากิน
แต่เฉินเถียนเถียนก็ไม่สนใจเพระายังมีเครื่องในหมูที่เหลือจากครั้งก่อนอยู่บ้าง กินไปเล็กน้อยแล้วก็เริ่มเดินตามขึ้นเขาได้ ตั้งแต่ตอนที่แบ่งหมูป่าคนละครึ่ง เหยื่อที่ได้ต่อจากนั้นก็แบ่งกันคนละครึ่งเช่นกัน ถ้าแบ่งไม่ได้จริง ๆ ก็ให้อวิ๋นเคอไป เพราะเขาก็ถือเป็นคนที่ใช้แรงมากที่สุด
อวิ๋นเคอพบว่าความสามารถของสาวน้อยคนนี้ใช้ได้จริง ๆ ในป่าลึกยามค่ำคืนนี้ กลับสามารถตามรอยเหยื่อได้ไม่น้อยเลย คืนนั้นมีเหยื่อกองเป็นภูเขาเล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าถ้ำ
“เจ้าต้องการให้ข้าช่วยเอาลงไปให้ที่ตีนเขาก่อนหรือไม่?” อวิ๋นเคอ ถามขึ้น เขาไม่คิดว่าเฉินเถียนเถียนจะสามารถเอาเหยื่อที่เป็นเหมือนภูเขาเล็ก ๆ นี่ลงไปได้ด้วยตัวคนเดียว ใครจะคิดว่าหญิงสาวนี่ไม่สนใจความช่วยเหลือโบกมือปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดอันใด
“ไม่ต้องหรอก ท่านทำงานหนักมาตลอด เหนื่อยแล้วก็พักผ่อนเถิด ของพวกนี้ข้าแบ่งเป็นหลายเที่ยวเอาลงไปเองได้” อวิ๋นเคอมองหญิงสาวคนนี้อย่างลึกซึ้ง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแต่หันหลังเข้าไปในถ้ำ
เฉินเถียนเถียนเห็นอวิ๋นเคอเข้าไปในถ้ำ ยังแอบมองอีกครั้งเห็นอีกฝ่ายไม่ได้โผล่หน้าออกมาอีก จึงใช้เถาวัลย์มัดเหยื่อไว้สองสามตัวแล้วเริ่มขนลงเขา
เพียงแต่เพิ่งเลี้ยวตรงทางโค้งไป มั่นใจว่าถึงแม้อวิ๋นเคอจะออกมาจากถ้ำ ก็ไม่สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของนางได้ จึงรีบส่งเหยื่อเหล่านี้เข้าไปในห้องมิติทั้งหมด
ไปมาอยู่หลายรอบเหยื่อกองนี้ก็หายไปไม่เห็นร่องรอย เฉินเถียนเถียนปัดมือด้วยความพอใจ แล้วก็เตรียมตัวลงเขา แต่ในมุมที่นางไม่รู้ อวิ๋นเคอกำลังมองสาวน้อยที่กระโดดโลดเต้นอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
นี่มันเรื่องอันใดกัน เหยื่อพวกนั้นของหญิงสาวหายไปไหนหมด ไม่เคยได้ยินว่าสตรีจากตระกูลเฉินแห่งหมู่บ้านเซินหนี่ มีความสามารถพิเศษอันใด แต่สตรีตรงหน้านี้ ไม่ใช่เฉินเถียนเถียนคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ไม่สามารถอธิบายได้ นอกจากสิ่งเดียว เฉินเถียนเถียนคนนี้ไม่ใช่ปีศาจหรอกหรือ...
แม้ว่าอวิ๋นเคอจะตกใจ แต่ในเมื่อปีศาจตัวนี้ไม่ได้ต้องการทำร้ายเขา เขาจึงวางใจลงชั่วคราวแล้วหลับไป ขณะที่เฉินเถียนเถียนไม่ได้สังเกตเลยว่าตัวตนของนางกำลังจะถูกเปิดเผย
ครั้งนี้ของที่ได้มีจำนวนมากพอสมควร เฉินเถียนเถียนโยนของเข้าไปในห้องมิติ จากนั้นก็หยิบหม้อเหล็กใบหนึ่งออกมาทันที ตั้งหม้อต้มบริเวณริมลำธารเล็ก ๆ ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง
ไก่ตัวหนึ่งถูกต้มทั้งตัวจนสุก จากนั้นกินไปบางส่วน ที่เหลือเก็บไว้ในห้วงมิติ แล้วนางก็แอบย่องกลับบ้านไป เนื่องจากต้องอ่านตำรา เฉินเฉินจึงตื่นแต่เช้า ครั้งนี้ทันอาหารเช้าที่หลินชุนฮวาเตรียมไว้พอดี
เฉินเฉินกินของที่เฉินเถียนเถียนให้มาก่อนหน้านี้ รู้สึกว่าควรจะช่วยพี่สาวสักหน่อย เช่นนั้นเด็กน้อยจึงเอ่ยปากขึ้นที่โต๊ะอาหารด้วยความลังเล
“ท่านพ่อ พี่สาวยังไม่ได้กินข้าวเลย พวกเราควรจะเรียกพี่สาวมาด้วยหรือไม่ขอรับ?” สีหน้าของเฉินผิงอันเปลี่ยนไปทันที ตอนนี้เขาเกลียดที่สุดเวลามีคนพูดถึงนังตัวแสบนั่นต่อหน้าเขา
หลินชุนฮวากลับหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ไอ้เด็กเวรนี่อยากตายจริง ๆ หรือไร เฉินผิงอันเพิ่งจะคิดให้ความสำคัญกับมัน มันกลับทำลายด้วยตนเอง กล่าวถึงนังนั่นที่ไม่มีใครอยากได้ยิน
“เฉินเอ๋อร์ แกดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ทำไมถึงต้องไปสนใจนังนั่นด้วย รีบกินข้าวของแกไป” เฉินผิงอันดุเฉินเฉิน แต่พอคิดไปคิดมาในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ จึงทุบตะเกียบลงบนโต๊ะแรง ๆ แล้วลุกออกจากบ้านไป ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาจะไปทำสิ่งใด
เฉินเฉินถูกท่านพ่อตวาดใส่รู้สึกน้อยใจมาก หลินชุนฮวาเห็นเฉินผิงอันจากไปแล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
“แกห่วงนังนั่นขนาดนั้น งั้นก็อย่ากินเองสิ เอาส่วนของแกให้มันกินไป ข้าเลี้ยงแกมาตั้งนาน แกเรียนรู้ที่จะกินแล้วทิ้งใช่หรือไม่! ในเมื่อไม่อยากกินข้าวดี ๆ งั้นก็อย่ากินเลย”
จากนั้นนางก็ดึงชามและตะเกียบในมือเฉินเฉินไปอย่างแรง เฉินเฉินน้ำตาแทบไหล ท่าทางของเด็กที่อยากร้องไห้แต่ไม่ร้องกลับไม่ได้ปลุกสัญชาตญาณความเป็นแม่ของหลินชุนฮวาขึ้นมาเลย กลับทำให้นางรู้สึกรำคาญมากขึ้นเสียมากกว่า นางจึงตบหลังเฉินเฉินแรง ๆ ทีหนึ่ง
“ขี้ดินอย่างแกนี่ ยังคิดจะอ่านตำราอีกหรือ เกิดมาก็ควรจะคลุกฝุ่นอยู่กับพื้นไปทั้งชีวิต ถูกคนเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าไปตลอดนั่นแหละ”
กล่าวจบนางก็ไม่สนใจเฉินเฉินที่น้ำตาไหลพราก แล้วยกอาหารที่เหลือทั้งหมดเข้าไปในห้องตำรา
เฉินเฉิงเยี่ยถึงปากจะบอกว่าเมื่อไม่มีอาจารย์สอน ก็ต้องขยันมากขึ้น แต่ตอนนี้เขากลับยังไม่ตื่น หลินชุนฮวาก็ไม่ใส่ใจ วางอาหารพวกนั้นไว้บนโต๊ะทั้งหมดจากนั้นก็เดินออกจากประตูไปเงียบ ๆ พร้อมปิดประตูเบา ๆ
เฉินเฉินเห็นมารดาออกมากลัวจะโดนตีอีกรอบจึงรีบหลบเข้าห้องของตัวเอง เขาไม่เข้าใจในฐานะลูกสาวเหมือนกัน เหตุใดลูกสาวของป้าใหญ่ถึงได้รับการทะนุถนอมราวกับไข่มุก แต่พี่สาวของตัวเองกลับถูกเหยียบย่ำเหมือนต้นหญ้า
ในที่สุดมารดาที่มีใบหน้าดุร้ายก็จากไปแล้ว เฉินเฉินนึกถึงคำของพี่ชายใหญ่ที่บอกว่าจะสอนเขาอ่านตำรา เขาจึงเปิดประตูแล้วแอบย่องออกมา จากนั้นมาถึงห้องตำรา
ในห้องตำราเงียบสงัด บัณฑิตยังไม่ตื่น เฉินเฉินไม่กล้าแตะต้องอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ เพราะเขารู้ว่านั่นคือสิ่งที่มารดาทิ้งไว้ให้พี่ชายใหญ่ของเขา