การเดินทางท่ามกลางหมอกดำทมิฬในแดนลับหมื่นอสูรดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก หลีเฮงและเฟยเฟยเดินเกาะกุมกันราวกับลูกไก่ที่หลงฝูง เสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซากกระดูกยังคงชวนให้ขนหัวลุก ไม่ว่าจะมีเสียงหินร่วงหรือเงาวูบไหว เฟยเฟยก็จะสะดุ้งสุดตัวและร้องกรี๊ดจนหลีเฮงหูแทบชา
"แม่นางเฟยเฟย ใจเย็นๆ ก่อน นั่นแค่หินกลิ้งลงมา ไม่ใช่อสูรสักหน่อย" หลีเฮงพยายามปลอบ แม้ในใจเขาเองก็หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้วก็ตาม 'ยัยนี่จะกรี๊ดอะไรนักหนา ขี้หูข้าเต้นระบำหมดแล้ว! ถ้ารอดไปได้ข้าจะต้องหูตึงแน่ๆ'
"แต่ข้ากลัวนี่นา! ท่านหมอ ข้าอยากกลับบ้าน ข้าคิดถึงเตียงนุ่มๆ คิดถึงขนมหวานเผ่าปักษา!" นางสะอื้น น้ำตาคลอเบ้า ปีกขนนกสีแดงชาดลู่ตกลงอย่างน่าสงสาร ทรวดทรงองเอวที่แนบชิดกับตัวเขาพยายามเบียดหาความอบอุ่น
ยังไม่ทันที่หลีเฮงจะได้พูดปลอบใจต่อ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม! แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนหลีเฮงเสียการทรงตัวล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนเฟยเฟยก็ล้มทับลงมาบนตัวเขาเต็มแรง
ครืนนน! โครม!
แผ่นดินแตกแยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ ก้อนหินศิลามหึมาที่เคยกองสุมกันอยู่ค่อยๆ ก่อตัวและลุกขึ้นยืน มันคือ 'อสูรศิลา' ร่างยักษ์สูงกว่าสิบเมตร ดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงฉานจ้องมองมาที่ผู้บุกรุกทั้งสอง กลิ่นอายความตายพวยพุ่งออกมาจากร่างหินผาของมัน ผิวหินของมันแกร่งราวกับเหล็กกล้า มีร่องรอยของตะไคร่น้ำและคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ตามรอยแยก ทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงเสียดสีของข้อต่อหินดังบาดหูชวนให้ขนลุกซู่
กรรร!
อสูรศิลาคำรามลั่น เสียงของมันสะท้อนไปมาในหุบเขาซากกระดูก ยกกำปั้นหินยักษ์ทุบลงบนพื้นดินจนเกิดคลื่นกระแทกพัดหมอกดำกระจาย ฝุ่นควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ หินก้อนเล็กก้อนน้อยปลิวว่อนราวกับลูกกระสุน
"กรี๊ดดดด! อสูรร้าย! มันจะกินพวกเราแล้ว!" เฟยเฟยร้องลั่นจนแสบแก้วหู นางทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น สองมือยกขึ้นกุมหัว ปีกสีแดงห่อหุ้มร่างกายมิดชิดราวกับต้องการหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก ตัวสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า ไม่มีความคิดที่จะลุกขึ้นสู้เลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณนักรบของเผ่าปักษาสูญหายไปหมดสิ้น
หลีเฮงหน้าซีดเผือด 'ฉิบหายแล้ว! ยัยนกขี้ขลาดเอ๊ย! ระดับพลังตั้งสูงแต่ใจเสาะขนาดนี้ ขืนปล่อยไว้ได้กลายเป็นเศษเนื้อบดคู่แน่ๆ! ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง! ถ้าขืนชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว พวกเราได้ลงไปคุยกับรากมะม่วงของปรโลกแน่!'
เขาไม่มีเวลาคิดมาก อสูรศิลาง้างกำปั้นยักษ์ขึ้นเหนือหัว เตรียมทุบลงมาที่พวกเขาทั้งสอง หลีเฮงตัดสินใจเด็ดขาด เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบขวดหยกสีแดงที่บรรจุ 'โอสถปลุกพลังปักษาเพลิง' ออกมา มือของเขาสั่นเล็กน้อยแต่แววตากลับมุ่งมั่น
"เฟยเฟย! อ้าปาก!" หลีเฮงตะโกนลั่นแข่งกับเสียงคำรามของอสูร
"ไม่เอา! ข้ากลัว! ข้าไม่อยากเห็นหน้ามัน! มันน่าเกลียดน่ากลัวเกินไปแล้ว!" นางยังคงหลับตาปี๋ ส่ายหัวดิก น้ำตาไหลพรากเป็นสายอาบสองแก้ม
"ข้าบอกให้อ้าปากโว้ย! อยากตายรึไง! ขืนชักช้าพวกเราได้กลายเป็นปุ๋ยรดซากกระดูกแน่!" หลีเฮงหมดความอดทน เขากระโจนเข้าไปใช้มือซ้ายบีบแก้มเนียนนุ่มของเฟยเฟยอย่างแรงจนริมฝีปากบางเผยอออก จากนั้นใช้มือขวายัดเม็ดยาสีแดงเพลิงที่ร้อนรุ่มดั่งถ่านไฟเข้าไปในปากนางและงัดคางบังคับให้กลืนลงไปทันที ไม่สนว่านางจะดิ้นรนขัดขืนแค่ไหน
อึก!
"แค่กๆ! ท่านหมอ! ท่านให้ข้ากินอะไรเข้าไป! รสชาติมันขมปะแล่มๆ แถมยังร้อนคอไปหมดเลย!" เฟยเฟยสำลัก น้ำตาไหลพราก แต่วินาทีต่อมา ร่างกายของนางก็ชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
พริบตาเดียว ฤทธิ์ของโอสถปลุกพลังปักษาเพลิงก็ระเบิดออกภายในร่าง ผิวพรรณขาวผ่องของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับเหล็กเผาไฟ เส้นลมปราณทั่วร่างปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความร้อนระอุแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างสั่นไหวและบิดเบี้ยว ราวกับมีดวงอาทิตย์ขนาดเล็กจุติลงมาบนพื้นดิน
"อ๊าาา! ร้อน! ข้าร้อนเหลือเกิน! พลังมันกำลังตีกลับ! ช่วยข้าด้วย! ร่างกายข้าเหมือนจะระเบิดแล้ว!" เฟยเฟยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด พลังปราณสายอัคคีที่หลับใหลถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงจนเกิดความโกลาหลในเส้นลมปราณ พลังอัคคีสะท้อนกลับพุ่งเข้าโจมตีจุดชีพจรสำคัญ โดยเฉพาะ "ชีพจรปักษา" ที่อยู่บริเวณแผ่นหลัง และส่งผลให้ "ปีกอัคคีที่บิดเบี้ยว" ของนางปวดร้าวอย่างแสนสาหัส หากปล่อยไว้ นางอาจจะธาตุไฟแตกซ่านจนร่างระเบิดเป็นจุล กลายเป็นเถ้าถ่านลอยไปกับสายลม!
หลีเฮงรู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญ เขาตั้งสมาธิ รวบรวมลมปราณธาตุไม้อันน้อยนิดของตนไปที่ปลายนิ้ว งัดวิชา 'คัมภีร์ดรรชนีสยบจุดบุปผา' ออกมาใช้ทันที! ความรู้เรื่องเส้นชีพจรและจุดพลังต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวราวกับตาน้ำที่พวยพุ่ง
"อดทนหน่อยนะแม่นกน้อย! ข้ากำลังจะทะลวงจุดให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ! ชีพจรปักษาของเจ้ากำลังปั่นป่วน ถ้ารักชีวิตก็อยู่นิ่งๆ!"
ชายหนุ่มพุ่งเข้าประชิดแผ่นหลังของเฟยเฟย สองมือร่ายรำดุจสายน้ำ ปลายนิ้วทั้งสิบแผ่ปราณธาตุไม้อันอ่อนโยนสีเขียวขจีเข้าโอบอุ้ม ซ่อมแซม ดับร้อนสลายชีพจรที่เสียหายจากการปะทุสะท้อนกลับของปราณอัคคี เขากระแทกสกัดจุดลงบนแผ่นหลัง ไหล่ และจุดชีพจรสำคัญรอบฐานปีกของนางอย่างแม่นยำและรวดเร็ว!
ปึก! ปึก! ปึก!
"อ๊ะ! อ๊าาา! ท่านหมอ... มันเสียว... อาา..." เฟยเฟยครางเสียงหลง ผสมผสานระหว่างความเจ็บปวดจากการทะลวงจุดและความซ่านกระสันที่แปลบปลาบไปตามเส้นประสาทเมื่อปราณธาตุไม้สีเขียวเข้าแทรกซึมดับความร้อนรุ่ม สัมผัสที่บีบกดลงบนแผ่นหลังและฐานปีกทำให้นนางเสียวสะท้านจนต้องแอ่นอกขึ้น ร่างกายบิดเร่าด้วยความสยิวกระสัน หยาดเหงื่อผุดซึมเต็มกรอบหน้าและแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
หลีเฮงพยายามกัดฟันข่มอารมณ์ความปรารถนาส่วนลึก ไม่สนเสียงร้องรัญจวนของนาง เขากดปลายนิ้วเน้นย้ำ บดขยี้จุดติดขัด รีดเค้นลมปราณอัคคีที่กำลังบ้าคลั่งให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ปราณธาตุไม้ของเขาค่อยๆ ชะโลมรักษากลีบเนื้อเยื่อภายในที่บอบช้ำ "จุดชีพจรไท่หยาง! กระจายความร้อน! จุดเสินเหมิน! สงบจิตวิญญาณ!"
เขาสอดมือเข้าไปใต้ปีกสีแดง นวดคลึงจุดกำเนิดพลังที่สะบักหลังอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น บังคับให้ปราณเพลิงพุ่งตรงไปที่ปีกทั้งสองข้าง ปรับสมดุลปีกอัคคีที่บิดเบี้ยวให้กลับมาตั้งตรงและสยายออก ความรู้สึกอุ่นซ่านผสมผสานกับแรงบีบเค้นทำให้ปักษาสาวครางครวญไม่หยุดหย่อน ริมฝีปากบางเผยอครางเสียงหวานที่ทำให้หัวใจของหลีเฮงเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"ท่านหมอ... ตรงนั้นมัน... อาา... รู้สึกดีจังเลย... เหมือนกระแสความอบอุ่นกำลังชำระล้างความเจ็บปวด" เฟยเฟยเพ้อออกมาอย่างลืมตัว
พรึ่บ!!!
เมื่อชีพจรปักษาถูกทะลวงจนทะลุปรุโปร่ง และปีกอัคคีที่บิดเบี้ยวได้รับการซ่อมแซม พลังอัคคีที่ถูกอัดอั้นก็ปะทุออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ปีกสีแดงชาดของเฟยเฟยลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทองเจิดจ้า สยายออกกว้างสง่างามราวกับวิหคเพลิงจุติ ความหวาดกลัวในจิตใจของนางถูกแผดเผาจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยสัญชาตญาณนักรบที่ตื่นรู้และพลังตบะที่แท้จริงที่อัดแน่นจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว!
อสูรศิลาทุบกำปั้นลงมาพอดี! กำปั้นยักษ์บดบังแสงสว่างจนเกิดเงาดำทาบทับร่างของทั้งสอง พลังทำลายล้างมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นดินรอบข้างปริแตก
"บังอาจนัก!! กล้าดียังไงมาขัดจังหวะความสุขของข้า!" เฟยเฟยตวาดลั่น น้ำเสียงที่เคยสั่นเครือขี้ขลาดกลับกลายเป็นทรงพลังและดุดันดั่งนางพญา นางสะบัดปีกเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับดาวหางสีทอง หลบกำปั้นยักษ์ได้อย่างฉิวเฉียด
เพลิงสีทองรวมตัวกันที่ฝ่ามือของปักษาสาว นางร่ายรำกลางอากาศด้วยท่วงท่าที่งดงามทว่าอันตราย ก่อนจะซัดฝ่ามือเพลิงขนาดมหึมาพุ่งเข้ากระแทกกลางอกของอสูรศิลา!
เปรี้ยงงง!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ฝ่ามือเพลิงทรงพลังทะลวงร่างหินผาจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงความร้อนสูงแผดเผาเศษหินจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาเดียว! อสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวถูกลบหายไปจากสารบบ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ เหลือเพียงเศษซากไหม้เกรียมและควันจางๆ ลอยกรุ่นอยู่บนพื้นดิน
เฟยเฟยร่อนลงสู่พื้นดินอย่างสง่างาม เปลวไฟรอบกายค่อยๆ ดับลง นางมองมือตัวเองด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันขวับมามองหลีเฮงที่กำลังนอนแผ่หอบหายใจแฮ่กๆ อยู่บนพื้น ร่างกายของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการใช้พลังปราณจนเกือบหมดก๊อก
"ท่านหมอ... ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้! ท่านปลดล็อกพลังที่แท้จริงของข้าได้! แถมสัมผัสของท่านเมื่อครู่มันช่าง... วิเศษเหลือเกิน ข้ารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลย ไม่เคยมีใครนวดทะลวงจุดให้ข้าแล้วรู้สึกสบายตัวขนาดนี้มาก่อน" นางพุ่งเข้ามากอดหลีเฮงแน่นด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเต็มเปี่ยม ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอายเมื่อนึกถึงความรู้สึกซ่านกระสันที่ชายหนุ่มมอบให้ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับ
[ติ๊ง! แจ้งเตือนจากระบบเทพแมงดา!]
[โฮสต์ทำการบีบบังคับ ป้อนยา และสกัดจุดสตรีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสังหารอสูรได้สำเร็จ!]
[ค่าความเชื่อใจ ของ เฟยเฟย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด!]
[แต้มแมงดาคงเหลือ: 32,000 แต้ม]
[แต้มวิบัติ สะสมเพิ่มขึ้น: +14 แต้ม]
[คำประเมินระบบ: หลอกผู้หญิงไปสู้แทนตัวเอง แถมยังฉวยโอกาสนวดคลึงจุดเสียวซ่านของนางจนนางร้องครางลั่นป่า ช่างสมกับเป็นอาจารย์เฉพาะกิจที่หน้าหนาที่สุดในสามโลก! ระวังบาปกรรมตามสนองนะจ๊ะ!]
หลีเฮงลอบยิ้มมุมปาก ขณะตบหลังเฟยเฟยเบาๆ สูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของนาง "ไม่เป็นไรแม่นางเฟยเฟย... นี่คือหน้าที่ของหมออย่างข้าอยู่แล้ว... เห็นเจ้าปลอดภัยและกลับมาแข็งแกร่ง ข้าก็ดีใจ"
ในใจเขาหัวเราะลั่นอย่างชั่วร้าย 'สำเร็จ! โล่เนื้อระดับ S ของข้าพร้อมใช้งานแล้วโว้ย! คราวนี้แหละ ข้าจะเดินกร่างในแดนลับนี่ให้ดู! มีมือปราบอสูรส่วนตัวแล้วเว้ย!'