“บะ บ้าน่า!! ของแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้” ดรีมตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก จ้องมองการถูกแทรกแซงโลกแห่งความฝันของตนเองอย่างไม่เชื่อสายตา ห่วงความฝันที่เคยมืดมิด กลับกลายเป็นห้วงความฝันที่มีสีขาวโพลน อาณาเขตแห่งความฝันแห่งนี้ไกลสุดลูกหูลูกตา บ่งบอกถึงความสามารถในการควบคุมห้วงความฝันที่เหนือกว่า
"ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะฆ่าคุณ ในโลกความฝันไม่ได้"ดรีมตะโกนออกมา
ทักษะจิตควบคุมความฝัน จินตนาการเป็นจริง
ภายในมิติแห่งความว่างเปล่าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บนฟากฟ้าได้ปรากฏอุกกาบาตขนาดยักษ์ พร้อมกับกำลังตกลงมาสู่พื้นดิน ความร้อนจากบรรยากาศที่เผาไหม้ลูกอุกกาบาต รุนแรงจนแม้กระทั่งอูหลินเฟิงที่กำลังยืนอยู่บนพื้นสัมผัสได้ถึงไอความร้อน
“แม้จะสร้างอุกกาบาตได้เหมือนจริง แต่ก็มีบางส่วนที่พลังของมันยังไม่เสถียร” อูหลินเฟิงเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างอุกกาบาตที่กำลังตกลงมา โดยที่ไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย
“จะตายแล้วยังทำปากดี” ดรีมพูด
“สร้างของที่ยิ่งใหญ่ได้ เหมือนจริงได้ขนาดนี้สมควรที่จะได้รับเสียงปรบมือ จริงไหม??” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับยกมือขึ้นมา ปรบมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แปะ!!
ทันทีที่เสียงปรบมือดังขึ้น เสียงปรบมือได้กระจายไปเป็นวงกว้าง จนเมื่อคลื่นเสียงของเสียงปรบมือกระทบเข้ากับอุกกาบาตขนาดยักษ์ อุกกาบาตขนาดยักษ์ที่กำลังพุ่งตกลงมาได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นกลีบดอกไม้ ร่วงโรยลงมาสู่พื้นดิน
“อะไรกัน!!” ดรีมจ้องมองสิ่งตรงหน้าอย่างตกตะลึง
“ไม่จริง ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!!!!!” ดรีมราวกับว่ารับความจริงไม่ได้ตะโกนออกมาพร้อมๆ กับที่ระเบิดพลังจิต ใช้จินตนาการของตัวเองสร้างสิ่งที่ตัวเขาเองคิดว่ารุนแรงมากที่สุด ภายในความว่างเปล่าปรากฏมิสไซล์จำนวนมาก
“มิสไซล์??สร้างของแบบนั้นขึ้นมาภายในโลกแห่งความฝัน คิดว่าจะทำอะไรได้งั้นหรือ ตั้งแต่ที่ข้าเกิดมาร่างกายไม่อาจออกไปจากตระกูลได้ มีเพียงโลกแห่งความฝันที่ข้า ลุค และ เรน จะสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลถึงโลกแห่งความเป็นจริง ข้า สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงได้ภายในโลกแห่งนี้ ลุค สามารถใช้พลังจิตในแบบที่เขาไม่สามารถใช้ได้ในโลกแห่งความจริง เรน สามารถศึกษาวิชาอักขระจนแตกฉานได้ภายในโลกแห่งความฝัน ตัวข้าที่ตั้งแต่เกิดมาก็ใช้เวลาครึ่งหนึ่งในโลกความเป็นจริงและเวลาอีกครึ่งในโลกแห่งความฝัน ไม่ว่าเจ้าจะสร้างอะไรขึ้นมาในโลกใบนี้ ย่อมไม่สามารถเอาชีวิตข้าได้” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นก็ปรบมืออีกครั้ง
แปะ!! เหมือนกับครั้งก่อนหน้า เพียงเสียงตบมือดังขึ้นมิสไซล์จำนวนมากก็หายไปราวกับไม่เคยถูกสร้างขึ้นมา
“ข้ามีข้อเสนอมาให้เจ้า อยากจะฟังหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าว จ้องมองไปยังร่างของดรีมที่ตอนนี้กำลังสติแตก ราวกับว่ายังไม่อาบยอมรับความจริงได้ว่าภายในโลกแห่งความฝันที่เขาเคยสามารถบันดาลได้ทุกสิ่ง กลับไม่อาจเอาชนะอูหลินเฟิงได้
“ขะ ข้อเสนออะไร” ดรีมถามด้วยความระแวง
“ข้าจะไม่ทรมานเจ้า หากเจ้าตอบคำถามของข้า” อูหลินเฟิงตอบ
“คิดว่าผมจะยอมทรยศ คนอื่นๆ หรือไง!!” ดรีมตะโกนออกมา
“คิดว่าตัวเองจะรับการทรมานไหวหรือไง ดูจากอายุแล้วคงพอๆ กับน้องชายข้า เจ้าทนการทรมานได้ไม่ถึงสองนาทีหรอก” อูหลินเฟิงตอบจากนั้นก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาดรีม
“อะ อย่า..ขะ เข้า..มานะ” ดรีมเริ่มร้องอย่างตื่นกลัวพยายามถอยหนีจากอูหลินเฟิงที่เดินเข้ามา
“การต่อสู้ของผู้ที่มีพลังจิตสายควบคุมจิตใจของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นภาพมายา การควบคุมจิตสำนึก หรือแม้กระทั่งคานควบคุมความฝัน คือการต่อสู้ของความเชื่อมั่นในพลังจิตของตนเอง เจ้าที่สูญเสียความมั่นใจในการใช้พลังของตนเอง ย่อมไม่อาจสามารถชนะข้าได้อีกต่อไป และเจ้าจะไม่สามารถใช้พลังจิตในมิติแห่งนี้ได้อีก” อูหลินเฟิงกล่าว ในตอนนั้นเองก็ได้มีโซ่มากมายเข้ามาพันร่างของดรีมไว้ ไม่ยอมให้ดรีมหนีออกไปโดยง่าย “ปะ ปล่อย ผะ ผมนะ ปล่อยสิ”
“ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรอก คิดว่าข้ายอมให้ถูกลอบโจมตีเพราะอะไรกัน....เพราะว่ามีเพียงข้าที่จะสามารถต่อกรกับเจ้าได้ และภายในมิติแห่งนี้ทุกๆ การทรมานและทุกๆ การพูดคุย จะมีเพียงข้าและเจ้าที่รับรู้ ต่อให้เจ้าพูดความลับออกมา ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตายจากยาพิษหรือยาสั่งตายที่เจ้าพวกนั้นฝังไว้ในร่างกายของเจ้า ถึงได้บอกไงว่าหากไม่อยากโดนทรมานจนตายก็จงตอบคำถามของข้าออกมาซะ” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นกระบี่มากมายก็ได้ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า จากนั้นอูหลินเฟิงก็ส่งกระบี่หนึ่งเล่มค่อยๆ เข้าไปจ่อคอของดรีม
“ยอมแล้วๆๆ ผมจะบอกทุกอย่างเลย” ดรีมรีบตะโกนบอกยอมแพ้ทันที ดรีมที่เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบสองหรือไม่ก็สิบสาม แม้จะโชคดีได้รับสมบัติพิเศษที่ทำให้สามารถควบคุมความฝันและเพิ่มพลังจิตของตนเอง แต่ว่าตัวของเขาเองก็ไม่เคยที่จะโดนทรมาน ย่อมต้องมีความหวาดกลัวต่อการทรมานและความตาย
“ดีแล้ว คำถามแรก กำไลนั่นเจ้าไปได้มายังไง” อูหลินเฟิงถาม ตั้งแต่แรกในตอนที่ชิกิงามิถูกค่ายกลที่สามารถทำให้เกิดความง่วงอย่างรุนแรง อูหลินเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะต้องมีคนที่มีพลังจิตสายควบคุมความคิด ทักษะสายพลังจิตที่รับมือได้ยากที่สุด อูหลินเฟิงจึงใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อให้ทุกคนที่คอยปกป้องเขา ออกห่างจากตนเองมากที่สุด อาศัยความยึดติดของเสวี้ยเจ๋อเจ้านั้นจะต้องอาศัยจังหวะที่เขากำลังเพ่งสมาธิลอบเข้ามาโจมตีอย่างแน่นอน เปิดช่องให้ผู้มีพลังจิตที่ซ่อนตัวลอบโจมตี
ยิ่งพอเขาเข้ามาในห้วงความฝันนี้ก็รับรู้ได้ว่า พลังนี้ไม่ได้เกิดจากพลังของเจ้าตัวแต่เป็นพลังที่ได้รับมาจากสิ่งอื่น นั่นก็เพราะว่าห่วงความฝันแห่งนี้เป็นมิติที่ไม่ได้มีความเสถียร ผิดกับพวกมิติความฝันที่เขา เรน และ ลุค ได้มาพบกันทุกๆ ครั้งที่หลับ มิติแห่งนั้นมีความเสถียรเป็นอย่างยิ่ง เป็นมิติที่อูหลินเฟิง จะไม่ต้องทรมานจากความเจ็บป่วยของร่างกาย ลุค สามารถใช้พลังจิตสร้างหลายสิ่งหลายอย่างได้ภายในห้วงแห่งความฝัน เรน สามารถแสดงวิชาและคิดค้นวิชาต่างๆ เสริมพลังให้กับวิชาอักขระของเขาได้ ทั้งสามที่เติบโตภายในห้วงแห่งความฝันย่อมต้องสามารถควบคุมหลายสิ่งหลายอย่างภายในห้วงแห่งความฝันได้
อูหลินเฟิงจึงไม่ได้หวาดกลัวพลังในการควบคุมความฝันของดรีมเลยแม้แต่น้อย
“ประมาณหนึ่งปีก่อน ผมได้เข้าไปในบ้านของนักเขียนนิยายคนหนึ่ง ก่อนแรกก็ไม่ได้คิดจะเอาอะไรออกมา เพราะว่าบ้านของเขาน่าจะไม่ค่อยมีของมีค่า เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น แต่ว่าก่อนที่ผมจะออกมาก็หันไปเห็นกำไลที่นักเขียนคนนั้นกำไลสวมตอนนอน ผมเลยขโมยออกมา หลังจากที่ได้สวมกำไลวงนั้นผมก็สามารถเข้าสู่มิติแห่งความฝัน และ ยังสามารถสั่งให้คนอื่นหลับได้ดั่งใจ"ดรีมตอบ
'กำไลของนักเขียนเรื่องจอมยุทธ์จตุนธาตุ!!'ในที่สุดอูหลินเฟิงก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกเหมือนเคยเห็นกำไลวงนี้มาก่อน เพราะว่าลุครู้จักกับนักเขียนเรื่องจอมยุทธ์จตุรธาตุ และ ลุคเคยเห็นกำไลวงนี้บนข้อมือของนักเขียนคนนั้น
'เพราะกำไลวงงนี้งั้นหรือ..นักเขียนคนนั้น ถึงสามารถมองเห็นเรื่องราวของจงหมิ่นผ่านจากความฝันได้'อูหลินเฟิงคิด
“คำถามที่สอง เป้าหมายของแดนจันทราโลหิตมีอะไรบ้าง” อูหลินเฟิงถาม
“อย่างแรกก็คือ ปลดปล่อยชนชั้นเทวะ และตามหาหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ที่อยู่ภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้” ดรีมตอบ
“มีหัวใจแห่งเทพรังสรรค์อยู่ในมิติแห่งนี้ด้วยงั้นเหรอ” อูหลินเฟิงกล่าว
‘คิดถูกจริงๆ ที่ให้อีกฝ่ายเข้ามาโจมตี ได้รับข้อมูลดีๆ มาแล้ว’
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้หัวใจแห่งเทพรังสรรค์อยู่ที่ไหน” อูหลินเฟิงถามต่อไป
“คุณเสวี้ยเจ๋อบอกว่าเป้าหมายต่อไปอยู่ที่โบราณสถานของแดนจ้าวสมุทร” ดรีมตอบอย่างว่าง่าย
“ขอบใจที่ตอบทุกคำถามอย่างว่าง่าย” อูหลินเฟิงกล่าว ใช้พลังอาคมของตนเองผนึกไปยังดวงตา จ้องมองตรงไปยังดวงวิญญาณของอีกฝ่าย พบว่าภายในดวงวิญญาณของอีกฝ่ายมีบางสิ่งบางอย่างถูกหลอมรวมไว้ สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายกับกำไลที่ดรีมสร้างขึ้นมา เกรงว่าน่าจะเป็นรูปร่างที่แท้จริงของกำไลอันเป็นต้นตอพลังจิตของดรีม
“เดี๋ยวๆๆๆ ผมบอกไปหมดแล้วปล่อยผมไปเถอะ” ดรีมพยายามดิ้นและร้องขอชีวิต
“ข้าไม่มีเหตุผลให้ต้องไว้ชีวิตศัตรู” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นก็พลังอาคมไปยังมือของตนเอง ทะลวงไปยังดวงวิญญาณของดรีม ดึงกำไลที่หลอมรวมกับดรีมออกมา ดรีมจ้องมองกำไลวงนั้นที่ถูกดึงออกมาอย่างไม่วางตา
“อะ…อย่า..เอา..มัน..ไม่…ฮือ…ผะ…ผม..ขอ..ร้อง.ผม.ไม่.อยาก..กลับไป..เป็น..โจรกระจอก..อีกแล้ว” ดรีมที่กำลังพยายามร้องขอชีวิต ร้องไห้ขอชีวิตออกมาพร้อมกับน้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมา
“ไม่ต้องกลัวไปอีกไม่นานเจ้าก็จะตาย ข้าจะไม่ให้เจ้าเจ็บปวด” อูหลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่ๆๆ ผม…ยัง..ไม่..อยาก..ตาย ฮือ. ผม..อายุ..แค่..สิบ..สอง..เอง ผม..ยัง..ไม่..เคย..ฆ่า.ใคร.เลย เมื่อ..ก่อน..ก็.เป็นเพียงโจร..ที่..ขโมย..ของ....ผม..ไม่เคยฆ่าใครเลย ปล่อยผมไปเถอะ ฮือๆๆ” ดรีมที่กำลังร้องไห้พยายามร้องขอชีวิต ดรีมที่ยังเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่น เป็นเพียงโจรน้อยที่ได้รับวัตถุโบราณจนพลังแข็งแกร่งขึ้น ในตอนที่ทดสอบกับซิลเวอร์ก็โชคดีได้พลังของกำไลปกป้องไว้จนรอดมาได้ แต่พอได้มาเจอกับความตายที่กำลังใกล้เข้ามาเด็กน้อยที่ไม่เคยสัมผัสมันมาก่อนย่อมต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา
“หากคิดจะรอดชีวิตไปจากที่นี่ก็มีทางเดียว คือโดนตราประทับวิญญาณและกลายเป็นทาสของข้า แต่จงคิดให้ดีเพราะตราบใดที่เจ้ากลายเป็นทาสของข้า ก็เท่ากับว่าเจ้าทรยศรัฐบาลโลก ถ้าหากว่ารัฐบาลโลกรู้เข้า ชั่วชีวิตของเจ้าจะต้องตกอยู่จากการถูกตามล่าไปทั้งชีวิต คิดจะมีชีวิตแบบนั้นๆ เหรอ ไม่สู้ตายไปตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่างั้นหรือ” อูหลินเฟิงกล่าวถาม
“ขอ..ร้อง..ผม..ยัง..ไม่..อยาก..ตาย..” ด้วยความที่ร้องไห้อย่างหนักหน่วง เสียงการร้องขอชีวิตของดรีมค่อยๆ เบาลง แต่ความต้องการมีชีวิตอยู่ของเขากลับหนักแน่น
“ถ้างั้นก็ยอมรับตราประทับวิญญาณนี้ไป แล้วเจ้าจะรอดชีวิต” อูหลินเฟิงสร้างยันต์อาคมฝังเข้าไปยังดวงวิญญาณของดรีม
“ก็…ได้…ครับ..” ดรีมพูดออกมาอย่างยินยอม ตัวของเขาในตอนนี้ไม่มีความสามารถในการต่อต้านอูหลินเฟิงอีกต่อไป ยอมให้ถูกฝังยันต์อาคมไว้อย่างง่ายดาย
“หลังจากนี้ก็จงฟังคำสั่งของข้า เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากอยากรอดไปโดยที่รัฐบาลโลกจะไม่ล่าเจ้า” อูหลินเฟิงกล่าว
..
..
ทางด้านของเซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอิน แม้ว่าทั้งสองคนจะมีความสามารถโดยรวมเหนือกว่าคนสี่คนจากแดนจันทราโลหิต แต่ว่าเมื่อต้องต่อสู้ไปด้วยและปกป้องคนไปด้วย จึงตกเป็นรองภายในการต่อสู้ครั้งนี้ ยิ่งกู่ซือเอินและเซี่ยชิงเอ๋อร์ทั้งสองคนมีความสามารถในการโจมตีมากกว่าป้องกัน ความสามารถจึงตกเป็นรองคนจากแดนจันทราโลหิต ยิ่งต้องปกป้องถึงสองชีวิตทั้งปกป้องอูหลินเฟิง และ ปกป้องร่างของศัตรูอย่างดรีมที่ตอนนี้โดนนำมาไว้ข้างกับอูหลินเฟิง แม้ว่าทั้งสองจะแข็งแกร่งกว่าแต่ก็ไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยง่าย
“ชิ พวกนี้น่ารำคาญชะมัด” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวอย่างอารมณ์เสีย อีกฝ่ายใช้วิธีการต่อสู้โดยการโจมตีระยะไกล เพื่อไม่ให้โดนการโจมตีของกระบี่วายุและพิษจากร่างกายของกู่ซือเอิน
กู่ซือเอินที่ถนัดการใช้พิษเมื่อถูกบังคับให้ตั้งรับ ปกป้องร่างของคนที่สลบไสล ก็ไม่อาจที่จะใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายหรือพิษโจมตีได้ ทำได้เพียงฝืนตั้งรับเท่านั้น และการโจมตีที่น่ารำคาญที่สุดก็คือ การโจมตีของเซวียนเยวี๋ยนฮ่าว ที่สามารถสร้างศาสตราวุธจากวายุครามได้นับร้อย ศาสตราวุธสีครามทั้งร้อยอันมีทั้งความแข็งและความรวดเร็ว และยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ดั่งใจ
“โจมตีต่อไปเรื่อยๆ พวกนางไม่ได้ถนัดการป้องกันอีกไม่นานจะต้องทะลวงการป้องกันและโจมตีไปยังอูหลินเฟิงได้แน่” เสวี้ยกังที่เห็นว่าตอนนี้คนที่ได้เปรียบคือฝั่งเขาก็รีบตะโกนบอกกับพวกเดียวกัน
“แล้วไม่เห็นหรือไงว่าข้ากำลังโจมตีอยู่” เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว กำลังใช้สมาธิอย่างมหาศาลในการควบคุมศาสตราวุธทั้งร้อยเล่ม ไม่ใช่แค่เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว ที่กำลังโจมตีโดยใช้พลังของตนเองสร้างศาสตราวุธทั้งร้อยเล่มโจมตี เฟิงหยางก็ใช้เพลงกระบี่เถ้าธุลี เสวี้ยกังใช้กระสุนโลหิต กงซุนฟ่านซัดฝ่ามือสร้างควันจากปราณมรณะ แต่ละคนต่างใช้กระบวนท่าโจมตีระยะไกลโจมตี กดดันไปยังเซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอินอย่างต่อเนื่อง
ในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังตั้งรับอยู่โดยที่ไม่สามารถโจมตีสวนกลับไปได้ ก็ได้มีร่างของคนคนหนึ่งกระโดดพุ่งทะยานออกมาจากป่า กระโดดลงมายังจุดที่อูหลินเฟิงและดรีมกำลังนอนอยู่ เจ้าของร่างนั้นก็คือลี่เจียงที่เดินทางกลับมาอย่างเร็วที่สุดทันทีที่ได้รับสัญญาณเตือนภายในดวงวิญญาณว่าอูหลินเฟิงกำลังตกอยู่ในอันตราย
ปราณปฐพี กำแพงธรณี
กระบวนท่าพื้นฐานของปราณปฐพีถูกใช้ออกมา แม้จะเป็นกระบวนท่าพื้นฐานที่สุดแต่ก็เป็นหนึ่งในกระบวนท่าที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดของปราณปฐพี กำแพงดินถูกสร้างขึ้นมาล้อมรอบร่างของอูหลินเฟิงและดรีม ปกป้องร่างของทั้งสองไว้อย่างหนาแน่น ปกป้องทุกการโจมตีที่เข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะรับหน้าที่ปกป้องเอง” เมื่อคนที่มีลมปราณปฐพีอันแข็งแกร่งอย่างลี่เจียงกล่าวออกมา เซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอิน ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งรับอีกต่อไป
“แย่ละสิ” เสวี้ยกังรับรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์แย่ลง การปรากฏตัวของลี่เจียงที่มีปราณปฐพี พลังที่มีความสามารถในการป้องกันสูง ย่อมทำให้เซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอินสามารถโจมตีได้โดยที่ไม่ต้องแบ่งสมาธิไปปกป้องผู้ใดอีก
“เมื่อกี้รู้สึกว่าจะสนุกกันน่าดูเลยนะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ออกมาอย่างเย็นชา กระบี่ในมือเปล่งประกายพลังออกมาอย่างรุนแรง แต่ก่อนที่นางจะได้ออกกระบวนท่ากู่ซือเอินก็ได้เข้ามาขวางทางนางไว้
“ข้าจัดการเอง” กู่ซือเอินกล่าว แม้ว่าในตอนนี้เซี่ยชิงเอ๋อร์จะไม่สามารถสัมผัสถึงลมปราณของกู่ซือเอินได้ เพราะว่ากู่ซือเอินที่กำลังถือกริชคู่เงาทมิฬอยู่ ทำให้ไม่ว่าใครก็ตามไม่อาจสัมผัสถึงพลังของนางได้ ไม่ว่าจะเป็นจิตสังหารหรือลมปราณ ราวกับว่ากู่ซือเอินในตอนนี้ไร้ตัวตน แต่เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เหลือไปเห็นดวงตาของกู่ซือเอิน สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าในตอนนี้กู่ซือเอินกำลังโมโหมากเพียงใด
“น่าสงสารจริงๆ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวนางเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายแล้ว คงจะตายทรมานกว่าตายด้วยกระบี่ของนางแน่ๆ
“คิดจะฆ่าเขา...ข้าจะทำให้พวกเจ้าตายอย่างทรมานที่สุด” น้ำเสียงออกมาจากปากของกู่ซือเอิน แม้ว่าในตอนนี้ทุกคนไม่อาจสัมผัสจิตสังหารของกู่ซือเอินได้เพราะอาวุธที่นางถือ แต่คนจากแดนจันทราโลหิตทั้งหลายที่จ้องไปยังดวงตาของนาง ย่อมรับรู้ได้ว่านางอยากสังหารพวกเขามากเพียงใด
“หนี!!” เสวี้ยกังตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง
…
..
จบตอน