คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 43 :กุ้ยเฟยเมามาย

    ตอนที่ 43:กุ้ยเฟยเมามาย

     

            “ขอบคุณการแสดงดี ๆ จากรุ่นพี่จาง”หลินเซียงหยางก้าวขึ้นไปบนเวที “การแสดงต่อไป…”

     

            “น้องหลิน ได้โปรดหยุดก่อน”จางหนิงรีบกล่าวขัดจังหวะหลินเซียงหยางทันที “มีสองสามคำที่ผมอยากจะพูดก่อนไป”

     

            หลินเซียงหยางตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นโบกมือและพูดว่า“เชิญรุ่นพี่จาง กล่าวความในใจสักเล็กน้อย”

     

            หลินเซียงหยาง พูดจบก็ยิ้มให้กับจางหนิงเล็กน้อย

     

            จางหนิงพยักหน้าเบา ๆ และกล่าวว่า “สวัสดีผู้ชมทุกท่าน ก่อนอื่นผมขอขอบคุณทุกคนจากใจจริงสำหรับเสียงเชียร์ สิ่งที่ผมต้องการจะพูดก็คือสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าผมได้ตกลงบางอย่างเอาไว้กับไป่เหลียนเฉิง”

     

            โดยไม่รอให้ผู้ชมตอบกลับ จางหนิงก็กล่าวต่อว่า “ผมหวังว่าผู้ชมทุกท่านจะส่งแรงใจแรงเชียร์โหวตให้ผมผมเชื่อว่าไป่เหลียนเฉิงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผม ไม่ว่าตอนนี้ หรือในอนาคต ! ”

     

            หลังจากพูดจบ จางหนิงก็หันหลังและเดินลงจากเวทีไป

     

            จากนั้นเสียงตะโกนของเหล่าผู้ชมก็ระเบิดขึ้นมาทันที

     

            “บ้าไปแล้ว หมอนี่หยิ่งจริง ๆ ! ”

     

            “เขามั่นใจในตัวเองเกินไปรึเปล่า ฉันจะไม่โหวตให้เขาอย่างแน่นอน! ”

     

            “เอาแต่ใจจริง ๆ อย่าหวังว่าฉันจะโหวตให้เลย ! ”

     

            “……”

     

            ส่วนผู้ตัดสินที่อยู่แถวหน้าต่างก็ขมวดคิ้วไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

     

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ? ” เฉินซีถามขึ้นด้วยความสงสัย“ที่เขาพูดมาเมื่อครู่นี้มันหมายความว่ายังไงกัน ? ”

     

            “คือ… ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เฝิงเจิ้งส่ายหัวจากนั้นก็หันไปกระซิบให้คนที่อยู่ข้างหลังสองสามคำ

     

            หลังจากนั้นไม่นาน ชายคนนั้นก็วิ่งกลับมาและบอกเฝิงเจิ้งกับคนอื่นๆ ถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้

     

            “นี่มันบ้าไปแล้ว ! ”

     

            เฉินซีที่เคยประทับใจในตัวของจางหนิงก่อนหน้านี้ก็เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออีกฝ่ายไปอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็พูดด้วยใบหน้ามืดมนว่า“แม้ว่าจะมีเรื่องไม่พอใจกัน แต่มาพนันกันแบบนี้มันเกินไปจริง ๆ จางหนิงเจ้าเด็กคนนี้ต้องโดนสั่งสอนสักหน่อยแล้ว ! ”

     

            เนื่องจากบทลงโทษของการพนันในครั้งนี้ที่จางหนิงและไป่เหลียนเฉิงได้ตกลงกันเอาไว้เฉินซีรู้สึกว่ามันค่อนข้างรุนแรงมากทีเดียว

     

            “ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้หนึ่งในสองคนนั้นก็จะต้องทำตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ แล้วอนาคตของสาขาการแสดงของเราจะเป็นยังไงต่อล่ะเมื่อเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น! ” ใบหน้าของเฝิงเจิ้งดูน่าเกลียดยิ่งขึ้นไปอีก

     

            เพราะเขาเป็นผู้อำนวยการของสาขาการแสดงและเป็นหัวหน้าของฝ่ายที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความประพฤติของนักศึกษาอีกด้วย

     

            นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสาขาการแสดงก็ได้ส่งผู้มีพรสวรรค์เข้าวงการบันเทิงไปหลายคนแล้วแต่ถ้าหากมีเรื่องที่ว่ามีนักศึกษาสาขาการแสดงวิ่งแก้ผ้าโชว์แล้วล่ะก็คนอื่นจะคิดยังไงกับสาขาการแสดงในวิทยาลัยการละครฮัวเซียกัน ?

     

            “คนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้หุนหันพลันแล่นจริง ๆ ! ”

     

            ต่งลี่ไม่ได้สนใจท่าทีที่ตื่นตระหนกของคนอื่น ๆเธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆว่า

     

            “อย่ากังวลกันไปเลย ถ้าทำผิดก็แก้ไข ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ให้เขาทิ้งเงื่อนไขที่จะให้ผู้แพ้ทำตามข้อตกลง เพราะแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขาก็ยังเยาะเย้ยอีกฝ่ายได้อยู่ดี”

     

            “อืม ดูเหมือนนี่จะเป็นวิธีเดียวที่ทำได้ ! ”

     

            เฉินซี เฝิงเจิ้ง และเฉินกังหันมามองหน้ากันและพยักหน้าน้อย ๆก่อนที่จะเงียบไป

     

            ………………………

     

            ตอนนี้การแข่งขันดำเนินมาถึงการแสดงสุดท้ายนั่นก็คือไป่เหลียนเฉิงและทีมของเขา

     

            เนื่องจากการสมัครเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันของไป่เหลียนเฉิงหวางหยิงหยิงและเพื่อนร่วมหอพักของเธออีกสามคนจึงต้องจำใจเข้าร่วมด้วยเพื่อที่จะทำให้เพลง‘กุ้ยเฟยเมามาย’ ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

     

            ตอนนี้ผ่านไปสองชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่การแข่งขันเริ่มขึ้น

     

            ในสองชั่วโมงนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้การแสดงของไป่เหลียนเฉิงอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด

     

            จากนั้นบนเวทีก็เริ่มประกาศ

     

            “ต่อไป เป็นการแสดงสุดท้ายของการแข่งขันนี้แล้ว ! ”

     

            ซุ่ยเหมินรุ่ยและหลินเซียงหยางที่ยืนข้างกันบนเวทีพูดขึ้น

     

            “เนื่องจากการเข้าร่วมอย่างกะทันกัน ผู้เข้าแข่งขันคนนี้จึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรเอาไว้ล่วงหน้าและเราก็ไม่รู้ว่าเขาเตรียมการแสดงแบบไหนเอาไว้…”

     

            หลินเซียงหยางหยุดไปครู่หนึ่งและพูดต่อว่า “ขอเชิญรุ่นพี่ไป่เหลียนเฉิงขึ้นมาแสดงได้ ! ”

     

            จากนั้นก็มีเสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นทั่วทั้งโรงละคร

     

            ด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นคนแรกที่ปรากฏตัวบนเวทีก็คือหวางหยิงหยิงและเพื่อนร่วมหอพักอีกสามคนของเธอ

     

            สาวงามทั้งสี่คนในชุดกี่เพ้า ยิ่งขับให้พวกเธอสวยขึ้นไปอีกแต่ละคนถือกู่เจิง ผีผา ขลุ่ย และซุน ซึ่งแต่ต่างกันออกไปฉากนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

     

            หลังจากนั้น หลิวจือเซียก็เดินขึ้นเวทีพร้อมกับสะพายกีต้าร์ไฟฟ้าเอาไว้

     

            และทันทีที่หลิวจือเซียเดินขึ้นบนเวทีเสียงเชียร์ของผู้ชมก็ดังลั่นออกมาอีกครั้ง

     

            “ไม่ใช่ว่าหลิวจือเซียแสดงไปแล้วงั้นหรือทำไมเขาถึงกลับขึ้นมาอีกครั้งล่ะ ? ”

     

            “นายนี่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆก็รุ่นพี่หลิวจือเซียกับไป่เหลียนเฉิงเป็นเพื่อนร่วมห้องในหอพักเดียวกันทีนี้เข้าใจรึยังล่ะ ? ”

     

            “ฮ่าฮ่าฮ่า น่าสนใจจริง ๆ คราวนี้จางหนิงคงจะร้องไห้ออกมาแล้วมั้ง”

     

            “……”

     

            ทางด้านของจางหนิงหลังจากเขาแสดงเสร็จและคิดว่ายังไงตัวเองก็คงจะชนะพนันเขาจึงพาเพื่อนร่วมทีมไปนั่งในโรงละครเพื่อรอดูการแสดงของไป่เหลียนเฉิง

     

            เมื่อจางหนิงเห็นหลิวจือเซียเดินขึ้นเวทีสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและพูดขึ้นว่า “บ้าไปแล้วทำไมหลิวจือเซียถึงไปอยู่บนเวทีกัน ? ”

     

            ชายหนุ่มร่างเตี้ยที่นั่งข้าง ๆ ก็พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“นั่นมัน… คนที่สวมหมวกและคุยกับเราก่อนหน้านี้นี่…”

     

            “อะไรนะ ? ! ” จางหนิงคว้าคอเสื้อของอีกฝ่าย“ทำไมแกถึงไม่รีบบอกฉัน ? ! ”

     

            “คือว่า… ก็ฉันไม่รู้ว่าเขาคือหลิวจือเซีย…”ชายหนุ่มร่างเตี้ยรีบหดคอเข้าไป และพูดออกมาอย่างยากลำบาก

     

            “พี่หนิง ใจเย็น ๆ ก่อน ! ”ชายหนุ่มอีกสองคนรีบเข้ามาห้ามจางหนิง “พวกเขามีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นพวกเขาคงจะทำอะไรได้ไม่มากหรอก อย่ากังวลไปเลยชัยชนะในครั้งนี้จะต้องเป็นของพวกเราอย่างแน่นอน ! ”

     

            “หึ บ้าเอ้ย ! ” จางหนิง ปล่อยมือจากคอเสื้อชายร่างเตี้ยและพูดอย่างเย้ยหยันว่า “เป็นหลิวจือเซียแล้วจะยังไงฉันไม่เชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนความพ่ายแพ้ของไอ้ไป่เหลียนเฉิงเป็นชัยชนะได้หรอก ! ”

     

            หลิวจือเซียและคนอื่น ๆไม่ได้มองเห็นการแสดงออกของพวกพวกจางหนิง และพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการจะเห็นอยู่แล้ว

     

            และในที่สุด ไป่เหลียนเฉิงก็ปรากฏตัวออกมา

     

            ชุดที่เขาสวมใส่อยู่คล้าย ๆกับชุดของหลี่อ้ายกังแต่หากเปรียบเทียบกันแล้วไป่เหลียนเฉิงก็ดูเหมือนว่าจะดูดีกว่า

     

            ไป่เหลียนเฉิงที่ถือพัดสีขาวเอาไว้ในมือก็กล่าวกับผู้ชม

     

            “สวัสดีผู้ชมทุกท่าน ฉัน ไป่เหลียนเฉิงการแสดงของฉันต่อจากนี้จะเป็นการนำเสนอเพลงที่แต่งโดยน้องชายที่แสนดีของฉันชื่อเพลง ‘กุ้ยเฟยเมามาย’ฉันจะใช้เพลงนี้เพื่อทำให้เหล่าคนที่ดูถูกภาษาจีนหรือวัฒนธรรมจีนของเราพิสูจน์ให้คนเหล่านั้นเห็นว่าเพลงของคนจีนก็สามารถโด่งดังระดับโลกได้ ! ”

     

            เมื่อได้ยินคำพูดของไป่เหลียนเฉิงผู้ชมก็เริ่มกระซิบกระซาบกันทันที

     

            “อะไรนะเขาบอกว่าเป็นเพลงที่เขียนขึ้นโดยรุ่นพี่หลิวอีกเพลงงั้นหรือ ? ”

     

            “ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น ทั้งสองคนอยู่หอพักเดียวไม่แปลกที่รุ่นพี่หลิวจะแต่งเพลงให้ ฉันอยากจะเห็นโชว์นี้เต็มทีแล้ว!”

     

            “เป็นวันที่ดีจริง ๆที่ได้ฟังเพลงที่รุ่นพี่หลิวแต่งขึ้นเองถึงสองเพลง ! ”

     

            ขณะที่ผู้ชมในโรงละครพูดคุยต่าง ๆ นานาอยู่นั้นเหล่าผู้ตัดสินทั้งหกคนกลับนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา ในหมู่พวกเขาดูเหมือนว่าจะมีเพียงหลี่อ้ายกังที่รู้สึกสนใจไป่เหลียนเฉิง

     

            เพลงเริ่มต้นด้วยเครื่องดนตรีสากลต่าง ๆและตามด้วยเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าของหลิวจือเซีย

     

            และด้วยเสียงของเครื่องดนตรีโบราณอันไพเราะอย่างซุน ขลุ่ย ผีผาและกู่เจิง ผสานเข้ากับเครื่องดนตรีสากลที่ทันสมัยจึงทำให้โชว์นี้น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่เป็นอย่างมาก

     

            “เกล็ดหิมะโปรยปรายเหมยบานยอดกิ่งเมื่อปีนั้น

     

            ข้างสระฮว๋าชิงฉือปีนั้นทิ้งความเศร้าไว้คณานับ

     

            ไม่ต้องต่อขานว่าความรักฝ่ายใดถูกหรือผิด

             

            เพียงหวังได้ร่ำสุราในฝันกับท่านอีกครา…”

     

            ในท่วงทำนองอันนุ่มนวลนั้นก็มีเสียงของชายผู้งดงามและทรงเสน่ห์ได้ดังขึ้นทำให้โรงละครที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและโห่ร้อง กลับมาสงบอีกครั้ง

     

            ผู้ชมทั้งหมดหยุดพูดและมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เวทีเพราะการปรากฏตัวของหลิวจือเซียไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวังเลย

     

            ในท่วงทำนองอันไพเราะและการขับร้องที่หนักแน่นนี้ทำให้รู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในราชวงศ์ถังจริง ๆ

     

              …………………..

     

            เดิมที ฮ่องเต้ถังเสวียนจงแห่งราชวงศ์ถังทรงได้นัดหมายกับพระสนมเอก หยางกุ้ยเฟย ที่เก๋งร้อยบุปผา ทว่าเมื่อถึงวันนัดฮ่องเต้กลับเสด็จไปหาพระสนมคนอื่นจึงไม่มาตามนัดหยางกุ้ยเฟยที่ทั้งคลั่งแค้นระคนเสียใจ จึงร่ำเมรัยอยู่ที่เก๋งเพียงผู้เดียว

     

            “ปิ่นหยกรูปวิหกนี้เป็นของขวัญจากท่าน

     

            ระบำรำฟ้อนอาภรณ์หรูเพื่อท่านไม่รู้จบ

     

            ด่านเจี้ยนเหมินคือความคนึงหาอันลึกซึ้งที่ท่านมีให้ข้า

             

            ‘ยอมสังเวยชีวีเพื่อรักแท้ ณ เนินหม่าเหวย…”

     

            เมื่อร้องท่อนนี้ความขมขื่นและความคิดถึงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ชมแทบจะทุกคน

     

            ในเวลานี้ นางสนมผู้เลอโฉม หยางกุ้ยเฟย ได้ตายไปแล้วมีเพียงปิ่นหยกรูปนกที่อยู่บนศีรษะของเธอและขนนกหลากสีสันจะเต้นรำในความทรงจำของเธอตลอดไป

     

            ผู้ชมทุกคนต่างประทับใจกับเรื่องราวความรักระหว่างนางสนมหยางและฮ่องเต้ถังเสวียนจงในเนื้อเพลง

     

            และหลับตาพริ้มพลางนักถึงคนรักของตน…

     

            นึกถึงตอนนี้เคยหยอกล้อกัน หัวเราะด้วยกัน ทะเลาะกัน เกลียดกันและรักกัน… อะไร ๆ ก็ดูสวยงามไปหมด ราวกับจะอยู่ด้วยกับไปจนแก่เฒ่าไม่มีอะไรมาพรากจากกันได้

     

            ผู้ชมในโรงละครตอนนี้ราวกับถูกดูดเข้าไปในยุคของราชวงศ์ถังอีกครั้งความรักอันแสนหวานของทั้งสองคนมันช่างเป็นความสุขที่ไม่มีอะไรมาเปรียบได้

     

            “รักเกลียดพลิกผันเพียงพริบตา

     

            ยกจอกตั้งสัตย์ต่อจันทร์เฉกฟ้า

             

            รักเกลียดยากปิดบัง

     

            ท่านรักข้าเมื่อใด…”

     

            ท่วงทำนองของดนตรีเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จู่ ๆก็มีเสียงของหญิงสาวอันไพเราะเข้ามาแทน

     

            สถานการณ์นี้มันคืออะไร ทำไมจู่ ๆถึงเปลี่ยนนักร้องเป็นผู้หญิงแบบนี้ ?

     

            ผู้ชมทั้งหมดตกตะลึงและมองไปบนเวทีด้วยความประหลาดใจ

     

            หลี่อ้ายกังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เพราะบนเวทีนั้นสาวงามทั้งสี่คนในชุดกี่เพ้าก็กำลังเต้นรำอยู่ในท่วงทำนองของตัวเองส่วนหลิวจือเซียก็เล่นกีต้าร์อย่างตั้งตกตั้งใจอยู่แล้วเสียงของผู้หญิงคนนี้มาจากที่ไหนกัน ?

     

            หรือว่าจะเป็น ไป่เหลียนเฉิงงั้นหรือ ?

     

            “สุดยอดมาก ! ”

     

            ทันใดนั้นหลี่อ้ายกังที่นั่งอยู่ตรงนี่นั่งของผู้ตัดสินก็ลุกขึ้นปรบมือและพูดอย่างตื่นเต้นว่า“นี่คือผู้ชายที่ร้องเสียงของผู้หญิงได้ ช่างยอดเยี่ยมอะไรแบบนี้ ! ”

     

            ผู้ชมที่ได้ยินคำพูดของหลี่อ้ายกังก็รีบพูดต่อ ๆ กันไปทันที

     

            จากหนึ่งคนสู่สิบคน จากสิบคนเป็นร้อยคน ในไม่ช้าผู้ชมในโรงละครก็รู้ว่านี่เป็นเสียงร้องของไป่เหลียนเฉิง !

     

            แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าทำได้ยังไงแต่ทว่าเมื่อรู้ว่าท่อนที่ร้องออกมานี้ร้องโดยไป่เหลียนเฉิงก็ทำให้โรงละครดังสนั่นขึ้นมาด้วยเสียงเชียร์อีกครั้ง

     

            เพราะว่าการแสดงนี้มันสุดยอดมาก !

     

            การที่ชายหนุ่มสามารถร้องเสียงของผู้หญิงได้เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อมากจริง ๆ !

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน