ดอกเหมยสีชาด

    ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

            “หากต้องการชีวิตข้าข้าจะไม่ขัดขืน แต่...ปล่อยนางไป นางไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

            น้ำเสียงแข็งกร้าวของหลินเฟยหลันเรียกสติแม่ทัพว่านกลับมา

            การที่เจ้าเมืองเข่นฆ่าชาวบ้านเขาก็ไม่จัดการ

            คนตระกูลเซี่ยสังหารผู้คนเขาก็ยังนิ่งเฉย

            เห็นได้ชัดแล้วว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน

            นั่นสินะหลินเว่ยหานต้องการขึ้นเป็นรัชทายาท ย่อมต้องหากำลังสนับสนุน

            ฮองเฮา หลินเว่ยหานตระกูลว่าน ก็ล้วนสันดานเดียวกัน

            คงจะเป็นนางเสียมากกว่าที่มาผิดที่ผิดทาง

            แม่ทัพว่านจึงตะคอกขึ้น“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร”

            เขาเป็นห่วงนางแทบบ้ากว่าจะรู้ว่านางหลบอยู่ที่นี่ก็ผ่านไปตั้งสองวัน

            ยิ่งเห็นว่านางอยู่อย่างยากลำบากเขายิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ

            เห็นท่าทีร้อนรนของเขาหลินเฟยหลันก็พลันรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา “หึหึ ได้...ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่ถูกโจรฆ่าตายเท่านั้น”

            แม่ทัพผู้นี้ไม่โง่...เขารู้

            เขารู้แล้วว่านางคือใคร

            หากเรื่องที่เซี่ยวจิ้งจวิ้นจู่ปรากฏตัวที่นี่รู้ถึงเมืองหลวงหากนางตายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือหลินเว่ยหานที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบ

            ยิ่งทำให้ตระกูลเสวียนขุ่นเคืองเส้นทางการขึ้นเป็นใหญ่ของตระกูลว่าน ก็ย่อมมีอุปสรรคมากขึ้นตามไปด้วย

            ฮึ! แต่ว่าหากเขาจะฆ่านางโดยที่ไม่ให้คนอื่นรู้ละก็ คงต้องลงแรงหน่อยละนะ ท่านแม่ทัพว่าน

            เขาช่วยชีวิตนางไว้นางก็ปรุงยาถอนพิษช่วยชีวิตเขาแล้ว ถือว่าไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน

            ที่ผ่านมาเป็นเขาที่แสร้งทำดีกับนาง

            ส่วนนางก็เป็นคนเขลาให้เขาหลอก

            การที่นางอยากมีชีวิตรอดไปหามารดาและน้องชายมันเป็นอุปสรรคของใครเช่นนั้นหรือ

            เหตุใดสวรรค์ต้องทดสอบนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ฮึ! ในเมื่ออยากทดสอบข้านักได้...แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่า คนอย่างหลินเฟยหลัน จะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

            ข้าจะมีชีวิตรอดให้พวกท่านดู

            ข้าจะไม่ยอมตายเหมือนในฝันนั่น

            แม่ทัพว่านแทบจะสบถออกมาอย่างหยาบคายหัวใจของเขาแทบดิ่งลงเหว เมื่อเห็นหลินเฟยหลันถอดมีดเล็กออกจากฝัก

            “เจ้าจะทำอะไรวางมีดลงเดี๋ยวนี้!”

            เขากลัวว่านางจะคิดสั้น

            นางมีมีดตั้งแต่เมื่อไหร่ในเมื่อเขาเป็นคนเก็บอาวุธของนางเอาไว้หมดแล้ว

            หลินเฟยหลันถอยหลังไปที่ประตูรั้วที่พังลงมาพร้อมกับตะคอก “อย่าเข้ามานะ ข้าน่ะ...ไม่ยอมให้ท่านสมหวังหรอก”

            นางยังคงเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโสแววตาไม่มีความลังเลเลยสักนิด หากว่าอีกฝ่ายจะก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว

            นางก็พร้อมจะสู้

            หากจะตายอย่างน้อยนางก็จะไม่ยอมตายคนเดียว

            มีดอาบยาพิษของนางยังทำให้รองแม่ทัพเซี่ยเพลี้ยงพล้ำมาแล้วหากมันจะถูกปักบนร่างของแม่ทัพโฉดผู้นี้อีกคน

            ...ก็ย่อมได้

            ส่วนผงพิษในมือก็แรงพอจะล้มองครักษ์ได้สบาย

            และดูเหมือนว่าคำขู่ของนางจะได้ผลแม่ทัพว่านไม่กล้าที่จะขยับ

            “ได้...เจ้าชนะวาง..วางมีดนั่นลงเสีย” แม้น้ำเสียงจะอ่อนลง แต่ก็ยังไม่วายออกคำสั่ง

            แต่คนอย่างเขารึจะสั่งนางได้

            แววตาของหลินเฟยหลันสั่นไหวนางเม้มปาก พลางสูดลมหายใจยาว เพื่อเรียกกำลังใจ

            เห็นเช่นนั้นแม่ทัพว่านก็พลันโล่งใจ คิดว่านางยอมแล้ว

            แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

            เมื่อถึงทางออก หลินเฟยหลันก็สับเท้าออกตัววิ่งทันทีได้ยินเพียงเสียงแม่ทัพว่านตะโกนไล่หลัง

            “ขวางนางเอาไว้”

            แล้วร่างหนาก็กระอักเลือดแล้วล้มลงอย่างแรง

            แต่คนที่วิ่งหนีไปแล้วก็ไม่คิดจะหันกลับมามองให้เสียเวลา

             

            เท้าทั้งสองข้างวิ่งไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มชาวบ้านในอารามแห่งหนึ่งหลินเฟยหลันจึงตัดสินใจพาตัวเองไปอยู่ที่นั่น

            ตัวอารามนั้นเก่าแก่และทรุดโทรมผนังแตกกะเทาะออก หลังคามุงกระเบื้องบางส่วนพังทลายลง

            กลุ่มชาวบ้านต่างอาศัยอยู่ภายในห้องโถงหลักแต่ก็มีบางส่วนที่เป็นครอบครัวแยกตัวออกไปอยู่ในห้องเก่าที่ยังพอจะให้กำบังลมฝนได้

            ที่นี่คนมากหากจะคิดหานางให้เจอ ทางนั้นก็ต้องลำบากหน่อยล่ะ

            หลินเฟยหลันแทรกตัวเข้าไปในอารามอย่างแนบเนียนด้วยเสื้อผ้าของนางก็เป็นเพียงผ้าหยาบ เนื้อตัวมอมแมม ใบหน้าเปื้อนเขม่าจึงดูเข้ากับทุกคนในที่นี้

            นางใช้สายตากวาดมองผู้คนเหล่านั้นด้วยความระแวดระวัง

            แล้วนางก็ต้องสะดุ้งเมื่อสบสายตาเข้ากับเด็กเล็กคนหนึ่งที่นอนซบอกมารดาเขามีร่างกายซูบผอม และดูเหมือนว่า เด็กน้อยจะอ่อนแรงและดูหวาดกลัวจึงซุกใบหน้าเข้าหาอกของมารดา

            ถัดไป เป็นหญิงชรานางหนึ่งที่นั่งพิงเสาไม้ด้วยสีหน้าที่อ่อนแรงหญิงชราไอเสียงดังจนตัวงอ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจ

            ส่วนอีกฟาก ก็เป็นชายวัยกลางคนที่ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับกุมบาดแผลที่ต้นขา

            มีหลายคนที่นอนซมอยู่ไม่ห่างกันร่างกายพวกเขาแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ มองแล้วน่ากลัวยิ่งนัก

            ส่วนบางคนที่บาดแผลมีกลิ่นก็ถูกคนข้าง ๆ ไล่ไปอยู่ไกล ๆ

            เห็นว่าทุกคนในนี้ล้วนไม่มีใครใส่ใจนางที่แอบลอบเข้ามาหลินเฟยหลันก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่กำมีดเล็กและยาพิษก็คลายออก แล้วเก็บอาวุธป้องกันตัวเองซ่อนไว้ตามเดิม

    คล้ายกับเรื่องดอกเหมยสีชาด ที่คุณอ่าน