ตอนที่15 : สามสิ่งสั่งเสีย
หัวคิ้วของเซียวหงไห่ดิ่งลงขมวดเข้มส่งสีหน้าขึงขังจริงจังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจากนั้นจึงหลับตาลงราว้ารวบรวมสมาธิเพื่อบอกเล่าสิ่งต้องประสงค์สิ่งสุดท้าย
“สิ่งที่สามที่ท่านอาจารย์้าเล่าถึงแม้จะยากเข็ญเป็หมื่นเท่าราวปีนป่ายสู่สรวง์ ข้าจะไม่หลีกลี้หนีหายทั้งมิอาจก่อความคิดล้มเลิกแม้เพียงนิด” หลานเทียนกล่าวพลางประสานมือ
“อื้มหนักแน่นดี หลานเทียนตั้งใจฟังให้ดี…” สีหน้าของเซียวหงไห่ไร้ซึ่งประกายโศกเศร้าหากเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมีแสงแห่งความหวังอันริบหรี่สายหนึ่งยามจ้องมองไปยังหลานเทียน คล้ายเป็คำสั่งเสีย
“ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่นานนับจากนี้ร่างกายของข้าไม่อาจฟื้นฟูได้อีกต่อไปเนื่องจากมันเสียหายเกินกว่าจะรักษาเส้นปราณของข้ากำลังแตกร้าวราวแก้วบางถึงแม้ภายนอกที่เ้ามองอาจจะดูไม่แตกต่างจากครั้งเมื่อข้าพบเ้า หากแต่ภายในของข้าั้แ่ต่อสู้กับราชันสัตว์อสูรตนนั้น แต่จงอย่าได้กล่าวโทษตัวเองข้าาเ็หนักยิ่งแล้วก่อนที่จะได้เจอกับมันนางอาจจะชี้แจงต่อเ้าได้ในเื่นี้” เซียวหงไห่ปรายตาไปยังลี่เหอพลางกล่าวต่อ
“เมื่อเ้าสามารถเปิดลูกแก้วอัคคี นั่นได้เมื่อไหร่ เ้าจะทราบความมากขึ้น ยามเมื่อข้าสิ้นชีพแล้วขอร้องให้เ้านำร่างข้าไปฝังเคียงข้างภรรยาของข้าด้วยสถานที่ก็อยู่ในลูกแก้วอัคคีนั่นเช่นกัน” หลานเทียนเผยสีหน้าเ็ปอย่างยิ่งหัวใจราวถูกเหล็กแหลมเสียบแทง ร่างกายด้านชาราวกับไร้ความรู้สึกประสาทััล้วนพร่ามัวไม่กระจ่างชัดเช่นก่อนหน้า
“ข้าจะไม่กล่าวโทษตนเองเช่นที่ท่านอาจารย์กล่าวกลับกันข้าต้องทำสิ่งที่ท่านฝากฝังแก่ข้าให้ลุล่วงอย่างแน่นอน”หลานเทียนข่มอารมณ์อาลัยอาวรณ์แปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งหมายให้สิ่งที่ถูกฝากฝังนั้นประสบความสำเร็จ
“ดีมากเช่นนี้ข้าก็วางใจ อืม หลานเทียน ลูกแก้วอัคคีนั้นเ้าจะสามารถเปิดเ้าจำต้องบรรลุขั้นปราณดาราและหลังจากเปิดมันแล้วเ้าจงเล่าเรียนเคล็ดวิชาประจำตระกูลของข้า ตัวเ้ายังไม่ได้ศาสตราใดล้วนดีต่อเ้าในอนาคตโดยเฉพาะวิชาประจำตระกูลที่ไร้ผู้สืบทอดของข้าราวสามหมื่นปีมาแล้วเคล็ดวิชาหมัดอัคคีโตมรผลาญ์ เมื่อเปิดผนึกทรงจำนั้นได้จงท่องจำชื่อนี้ให้ขึ้นใจ… อืม หากโชคไม่เข้าข้างข้าคงไม่ได้อยู่ชี้แนะเ้าอย่างที่หวัง หากไม่อาจคงสภาพนี้ไว้ได้ถึงเวลานั้นก็อย่าพยายามสืบสาวร่องรอยของข้า หากข้ายังมีชีวิตข้าจะมาหาเ้าเองอาจจะเป็ยามเมื่อเ้าถึงระดับปราณดาราแล้ว”เซียวหงไห่มองไปยังศิษย์เอกอย่างภาคภูมิแววตาที่ทระนงองอาจจับจ้องมายังหลานเทียนอย่างไม่ลดละ
“ศิษย์ยึดมั่นคำสัญญาท่านอาจารย์โปรดวางใจ” หลานเทียนกล่าว เซียวหงไห่ได้แต่รับฟังพยักหน้ารับอย่างเรียบง่ายก่อนโจนทะยานหายไปอย่างรวดเร็ว
“พิษบาดาลผลาญชีพ”ฉุ่ยเยว่หลุดปากออกมาอย่างแ่เบา
“เ้าว่าอย่างไรฉุ่ยเยว่” หลานเทียนหันกลับไปมองหน้านางด้วยสีหน้าฉงน
“าุโเซียวต้องพิษบาดาลผลาญชีพ พิษสายวารี ที่ร้ายแรงยิ่งยวด…เป็พิษที่กัดกินแม้จิติญญาพิษยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหากอยู่ในสถานที่จำเพาะที่มีพลังธาตุวารีอยู่มาก”หลานเทียนสีหน้าหม่นลง สายตาฉายแววสิ้นหวังออกมา ลี่เหอเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากต่อ
“หนทางที่จะช่วยาุโเซียวมีเพียงใช้ธาตุอัคคีที่ทรงพลานุภาพและบริสุทธิ์สูงสุด ขจัดพิษในร่างหากแต่ท่านในยามนี้เพียงเต็มกลืนคงทำได้เพียงจุดเพลิงมลทินธรรมดาไม่ต่างจากเพลิงในกองไฟทั่วไปความบริสุทธิ์ พลานุภาพยังคงห่างไกลนับหมื่นเท่า กว่าที่ท่านจะสามารถสร้างเพลิงที่บริสุทธิ์มากพอเห็นว่าจำต้องฝึกธาตุอัคคีราวเจ็ดปี…ต่อให้เป็ท่านก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตามรณะของท่านผู้นั้นได้เลย”ถึงแม้จะดูเป็หนทางช่วยเหลือผู้มีพระคุณของหลานเทียนก็ตามกลับกันยิ่งทำให้ดูห่างไกลยิ่งกว่าเดิม
“มีทางเดียวแล้วข้าจำต้องสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ ทำตามที่ท่านสั่งเสีย” หลานเทียนกล่าวสลัดความหม่นหมองออกจากความคิดทั้งปวง แววตามืดหม่นกลับมากระจ่างใสดังเดิม
“นายท่านท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านาุโมาจากที่ใด พิษบาดาลผลาญชีพนั้นจากความทรงจำที่สืบทอดมา โลกใบนี้นั้นไม่มีผู้ใช้พิษที่สามารถใช้มันออกได้มากกว่าพันปีแล้วและพิษในร่างของาุโนั้นร่องรอยที่คงอยู่ของพิษนั้นยังไม่แทรกซึมสู่จิติญญาคาดว่าด้วยความเร็วของพิษนี้ ข้าคาดว่าคงต้องพิษได้ราวสามปีด้วยระดับพลังของท่านาุโทั้งยังเป็ผู้ฝึกวิชาสายอัคคีแล้วจึงยื้อสะกดพิษได้ในระดับหนึ่งหากเป็ผู้อื่นในโลกนี้คงสิ้นชีพไปหลังจากต้องพิษเพียง สามสิบอึดใจ”ลี่เหอกล่าวจบพลางมองไปยังหลานเทียนที่ แสดงสีหน้าราวครุ่นคิดบางอย่างอยู่
“ลี่เหอมีวิธีใดที่ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่”หลานเทียนกล่าวถามด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“หากเป็ท่านอาจจำต้องใช้วิธีการดูดซับผลึกสัตว์อสูร เพื่อเลื่อนระดับเป็นภาขั้นกลางจำเป็ต้องใช้ ผลึกจากอสูรระดับร้อยปี สามร้อยตัว หากเป็ระดับพันปี เพียงร้อยตัวหากระดับหมื่นปี สามตัว และหากเป็ระดับสามหมื่นปีเหมือนกับราชันย์สัตว์อสูรใช้เพียงหนึ่งตัวและสามารถเลื่อนระดับเป็นภาขั้นสูงได้โดยไม่มีข้อแม้ใดและไม่เกิดผลข้างเคียง” นางกล่าวตอบทันที
“อืมหากเป็เช่นนั้นในระยะร้อยกิโลเมตรมีสัตว์อสูรระดับใดบ้าง” หลานเทียนกล่าวถามพลันบิดี้เี
“ท่านควรฝึกพลังจิตในการเก็บเกี่ยวอสุภบุพผาก่อนเป็อย่างแรกถึงแม้ จะไม่ช่วยเพิ่มพลังปราณแต่ระดับความแข็งแกร่งโดยรวมของท่านหลังจากเก็บเกี่ยวมันแล้วมันย่อมทำให้ท่านก้าวข้ามผู้ที่อยู่ใน่ชั้นสูงกว่าหนึ่ง่อย่างไม่ยากลำบากเกินไปนัก”ลี่เหอกล่าวพลางกลายเป็ลำแสงกลับเข้าสู้ห้วงนิรันดร์ของหลานเทียน
ภายในห้วงจิตสำนึกของหลานเทียนบังเกิดร่างนางล่องลอยอยู่อย่างชัดเจนอีกครั้ง
“จากนี้ข้าจะแนะแนวทางในการควบคุมพลังจิตของท่านถึงแม้ข้าไม่อาจควบคุมมิติได้แต่การควบคุมจิตนั้นเป็พื้นฐานของการฝึกฝนทุกชนิด”เสียงของนางก้องกังวานในห้วงจิตหลานเทียนบัดนี้นั่งขัดสมาธิรวบรวมสมาธิทั้งหมดและหลับตาลงอย่างว่าง่าย
ในห้วงความคิดที่หลานเทียนเพ่งไปยังอสุภบุพผาที่อยู่ห่างไปราวห้าสิบก้าว ภาพเบื้องหน้าจากมืดมิดกลับกลายเป็โครงร่างของต้นไม้รายรอบ และดอกอสุภบุพผาที่ตั้งตระหง่านอยู่สีสันค่อยถูกแต่งเติมทีละน้อยจนราวกับลืมตาอยู่ นิมิตเบื้องหน้าชัดแจ้งอย่างยิ่ง
กระบวนการนี้คล้ายกับการถอดจิตเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับร่างกายโดยตรงในการฝึกฝนวิชาบางอย่าง หากแต่ผลข้างเคียงที่อันตรายคือหากถูกโจมตีในระหว่างกระบวนการหรือได้รับผลกระทบใดใดทางจิต อาจทำให้สูญเสียสัมปชัญญะ ราวกับร่างไร้ิญญาทั้งยังไม่อาจรับรู้วันเวลาภายนอกได้
เมื่อการสร้างนิมิตเป็ไปได้ด้วยดีแล้วลี่เหอจึงออกมาจากห้วงจิตเพื่อปกป้องหลานเทียนยามลดการป้องกันทั้งหมดลงเวลาภายนอกนั้นผันผ่านไปกว่าสองชั่วยามหากแต่ภายในนิมิตนั้นราวผ่านไปเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว
ภายในนิมิตนั้นหลานเทียนทดลองใช้ห้วงนิรันดร์เข้าใกล้ดอกอสุภบุพผาจากห้าสิบก้าวเป็สามสิบก้าวก็ไม่อาจฝืนไปต่อได้ ด้วยแรงกดดันของพิษที่เข้มข้นเวลาผ่านไปอีกชั่วครู่หนึ่งจึงฝืนเค้นพลังจิตอีกครั้งราวครึ่งชั่วยามห้วงมิติก็ขยับ ระยะห่างลดลงเหลือเพียง ยี่สิบเก้าก้าวและทุกครึ่งชั่วยามก็จะสามารถลดระยะลงได้หนึ่งก้าวเสมอ กระทั่งเหลือระยะเพียงสิบก้าวก็ไม่อาจขยับเข้าใกล้ได้อีกไม่ว่าจะใช้พลังจิตมากเพียงใดไม่แม้แต่จะขยับเข้าใกล้ได้แม้กระเบียดนิ้ว
พลันปรากฏเสียงคุ้นเคยหนึ่งในห้วงคำนึง
“นายท่านไม่จำเป็ต้องฝืนเพื่อเข้าใกล้มันหากแต่ปล่อยให้กระแสแรงกดดันนั้นไหลผ่านไปราวกับสายน้ำ ปรับสภาวะจิตให้สอดคล้องรูปแบบของแรงคุกคามทางจิตนั้นมีความจำเพาะของมัน จับััของแรงคุกคามนั้นได้ท่านก็จะสามารถใช้พลังจิตเข้าแทรกแซงได้” ลี่เหอกล่าว
ราวกับน้ำเย็นราดหัวให้ได้สติกลับคืนมาหลานเทียนจึงหยุด และพักจากการเพ่งพลังจิตลงในทันทีจากนั้นจึงออกจากห้วงสมาธิและเอนกายลงพักผ่อนด้วยความอ่อนล้าหากเป็ความอ่อนล้าทางร่างกายนั้นเพียงไม่กี่ชั่วยามก็สามารถฟื้นคืนกำลังได้อย่างง่ายดายกลับกันหากเป็ความอ่อนล้าทางจิตแล้วนั้นอาจจะใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่าเกือบเท่าตัวของกำลังกายแม้การใช้พลังจิตติดต่อกันนั้นเป็การฝึกฝนพลังจิตที่ดีที่สุดแต่ก็สร้างภาระต่อสภาพจิตใจมากที่สุดในบางกรณีของผู้มีพลังจิตสูงนั้นการฝืนใช้ออกจนหมดเช่นหลานเทียนอาจทำให้สติสัมปชัญญะสูญสลายไปได้
หลังจากเข้าสู่ห้วงนิทราพลังจิตหลานเทียนเองก็ค่อยฟื้นฟูกลับมาทีละน้อยกินเวลาไปกว่าหกชั่วยามเป็เวลาหกชั่วยามที่หลานเทียนปิดกั้นััทั้งหมดโดยไม่หลงเหลือััเพื่อระมัดระวังตัวแม้แต่น้อยเป็การหลับที่เขาเองรู้สึกสงบและสบายมากที่สุดนับั้แ่พานพบกับาาสัตว์อสูรทั้งด้วยการปกป้องจากลี่เหอนั้นทำให้หลานเทียนไม่จำเป็ต้องกังวลสิ่งใด
ในที่สุดเมื่อหลานเทียนลืมตาตื่นขึ้นก็พลันรู้สึกได้ในทันทีว่าพลังจิตของตนนั้นพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้วเป็ความรู้สึกที่ไม่อาจวัดระดับหรือเปรียบเทียบได้ ต่างจากพลังปราณที่สามารถวัดระดับและเปรียบเทียบกับ่ชั้นพลังอื่น
เป็อีกครั้งที่หลายเทียนลืมตาและพบว่าตนเองนอนซบลงบนตักอันอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมบาง อันเป็หมอนรองหัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่หลานเทียนเคยัั
“นายท่านในที่สุดก็ลืมตาตื่นเสียทีข้าััได้ว่าพลังจิตของท่านแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีเป็อย่างยิ่งพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มที่งดงามหาใดเปรียบของนาง
“ขอบใจเ้ามากลี่เหอ”หลานเทียนยันตัวลุกขึ้นนั่งข้างนางพร้อมยิ้มกลับ
“เอาล่ะนายท่านข้าคิดว่าภายในวันนี้ท่านอาจเก็บเกี่ยวดอกไม้นั่นได้เป็แน่ เพียงแต่ครั้งนี้ท่านไม่จำเป็ต้องเข้าสู่ห้วงจิตเพียงฝืนก้าวผ่านแรงกดดันให้ห่างจากดอกไม้นั้นราวสามสิบก้าวท่านก็สามารถเก็บเกี่ยวมันได้อย่างแน่นอนเพียงแต่ท่านไม่อาจเร่งเร้าห้อทะยานเข้าใกล้ เพียงแค่ก้าวเดินไปช้า ๆให้ร่างกายของท่านปรับตัวเข้ากับไอปราณพิษที่แ่าปล่อยให้แรงกดดันทางจิตของอสุภบุพผานั้นไหลผ่านจิตของท่านราวกับสายน้ำเย็นสายหนึ่งท่านโปรดระลึกไว้ว่า ค่อยเป็ค่อยไป ภายในวันนี้ท่านย่อมเก็บเกี่ยวมันได้แน่นอน”ลี่เหอกล่าวชี้แนะแก่หลานเทียน
ในระยะเพียงยี่สิบเมตรก็อาจทำให้ผู้ที่อยู่ในระดับปราณดาราสิ้นชื่อนับประสาอะไรกับผู้อยู่ในระดับปราณนภาเพียงแค่เคลื่อนกายไปด้านหน้าจากระยะห้าสิบก้าวจนถึงสี่สิบก้าวนั้นก็เต็มกลืนทั้งยังมิอาจก้าวข้ามระยะสามสิบก้าวไปได้เนื่องด้วยผู้คนทั่วไปนั้นระดับของพลังจิตล้วนอยู่ในระดับเดียวกับพลังปราณของตนอันเป็กฎธรรมชาติที่ทุกผู้เข้าใจหากแต่กฎนี้กำลังถูกทำลายสิ้นด้วยพลังจิตที่ถูกขัดเกลาอย่างพิเศษที่สุดของหลานเทียนพลังจิตที่ถูกขัดเกลาด้วยจิตสังหารของาาของเหล่ามวลสัตว์อสูร
“ลี่เหอพลังปราณของาาสัตว์อสูรที่อยู่ภายในห้วงนิรันดร์ของข้านั้นทั้งหมดสามารถนำพาข้าไปยังระดับปราณที่เท่าใด”หลานเทียนกล่าวถามนางพลางแสดงสีหน้าครุ่นคิดและจริงจังขึ้นมา
“ท่านดูดกลืนมันไปเพียงสี่ส่วนเท่านั้นอีกหกส่วนที่เหลืออาจจะทำให้ท่านก้าวเข้าสู่ปราณนภาขั้นปลายเท่านั้นหากเป็ผู้อื่นแล้วด้วยปราณที่หลงเหลือภายในแก่นอสูรของท่านนั้นสามารถส่งคนผู้นั้นสู่ระดับดาราขั้นกลางอย่างง่ายดายเพียงแต่ท่าน ท่านมีฐานของพลังลมปราณกว้างกว่าผู้คนโดยปกติกว่าเท่าตัวเป็สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการตื่นขึ้นของห้วงนิรันดร์ส่งผลให้เส้นลมปราณของท่านไม่เหมือนปุถุชนธรรมดาอีกต่อไป”ลี่เหอกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยถึงกระนั้นก็ยังคงสง่างามเว้นไปชั่วระยะลมหายใจหนึ่งนางจึงกล่าวต่อ
“หากแต่เมื่อท่าก้าวสู่่ชั้นนภาขั้นปลายแล้วการปีนป่ายสู่ขั้นดารานั้นไม่อาจเทียบกับการเพิ่ม่ชั้นจากปฐีสู่นภาการก้าวเข้าสู่ระดับดารานั้นหากเทียบอย่างง่ายก็คงมิต่างจากการปีนป่ายสู่สรวง์สำหรับท่านหรือหากแปรเปลี่ยนให้เป็รูปธรรมมากขึ้นระดับปฐีก้าวข้ามหนึ่งห้วงชั้นสู่นภาสำหรับท่านเปรียบได้กับต้นไม้ใหญ่สามคนโอบหนึ่งต้นและระดับนภาก้าวข้ามหนึ่งห้วงชั้นสู่ดารานั้นราวกับต้นไม้ใหญ่ราวพันต้นที่กำลังจะกลายเป็ป่าอันอุดมสมบูรณ์กลับกันหากเป็ผู้อื่นการก้าวข้ามจากปฐีสู่นภานับเป็เพียงต้นหลิวที่ใช้เพียงมือสองข้างโอบได้และจากระดับนภานั้นสู่่ชั้นของดารา นับเป็เพียงกอไผ่กอหนึ่งเท่านั้น”สีหน้าของหลานเทียนที่ฟังลี่เหออธิบายั้แ่ต้นจนจบนั้นราวกับพบเจอเื่เป็ตายกะทันหัน สีหน้าอันตกตะลึงพรึงเพริด ทั้งยังแสดงแววตาที่สับสนวุ่นวายหัวสมองราวกับถูกหลอมเหลวเป็น้ำไหลออกหู
“ข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น”หลานเทียนพยายามตั้งสติชั่วครู่ก่อนเอ่ยปากกับนาง
“แน่นอนนายท่านของข้าในภายภาคหน้านั้นความแข็งแกร่งของท่านไม่อาจคาดการณ์ด้วยสามัญสำนึกได้”ลี่เหอกล่าวอย่างภาคภูมิใจในตัวของนายเหนือหัวของนาง
“เอาล่ะถึงเวลาที่ข้าจะต้องเก็บเกี่ยวอสุภบุพผาดอกนี้เสียที”หลานเทียนกลับมามีสีหน้าและแววตาที่นิ่งสงบ แน่วแน่
หลานเทียนหายใจเข้าก่อนผ่อนลมหายใจออกเฮือกใหญ่หลังจากนั้นจึงรวมรวมสมาธิไปกับการก้าวเดินในทุกก้าวเพ่งกระแสจิตไปยังลมหายใจและร่างกาย เพ่งถึงขนาดรับรู้ถึงทุกการก้าวย่างรับรู้ถึงกล้ามเนื้อทุกมันที่ใช้ในการก้าวเดิน รับรู้ถึงผืนดินที่เท้าััทุกการเคลื่อนไหวของหลานเทียนเปี่ยมไปด้วยสมาธิถึงขีดสุดของเขาแล้วััอื่นที่นอกเหนือจากการรับรู้การก้าวเดินถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์การมองเห็นเป็อีกเพียงััเดียวที่ยังคงเปิดอยู่เท่านั้น
ทุกก้าวที่ย่างกรายเข้าใกล้ดอกอสุภบุพผาแต่ละก้าวสำหรับหลานเทียนราวกับเวลาผ่านพ้นไปเกือบสิบลมหายใจส่วนทางลี่เหอนั้นคอยเฝ้ามองและคอยปกป้องหลานเทียนจากสัตว์อสูรที่อาจเข้ามาใกล้ในระยะด้วยการแผ่ััออกไปกว่าสิบกิโลเมตร ทุกการเคลื่อนของมดหรือกระทั่งใบไม้ที่ปลิดปลิว ไม่อาจมีสิ่งใดเล็ดลอดจากการใช้จิตััของนางได้
เวลาพ้นผ่านไปกว่าสองชั่วยามแล้วหลานเทียนก้าวเข้าสู่อาณาเขตสามสิบก้าวจนได้เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วใบหน้า ผมเผ้าเปียกโชกราวกับตกลงสู่ท้องทะเลทั่วทั้งสรรพางค์อาบไปด้วยเหงื่อ จากการเพ่งสมาธิถึงขีดสุดเพื่อต่อสู้กับแรงกดดันที่แผ่ออกจากดอกไม้แห่งซากศพเบื้องหน้าหากแต่นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นในการเก็บเกี่ยวเท่านั้นอีกเพียงสิบก้าวตัวของหลานเทียนจะสามารถใช้ออกซึ่งห้วงนิรันดร์เก็บเกี่ยวมันได้หากแต่เป็สิบก้าวที่ดูห่างไกลราวพันหมื่นกิโลเมตร
หลานเทียนชะงักเท้าลงเมื่อถึงระยะสามสิบก้าวและไม่ฝืนก้าวต่อไปจากคำแนะนำของลี่เหอ หลานเทียนพลันยืนนิ่งค่อยปล่อยให้แรงกดดันจากอสุภบุพผาไหลผ่านจิติญญาทีละน้อยเริ่มจากหนึ่งในร้อยส่วนของแรงกดดันและเพิ่มขึ้นทีละส่วนในระยะเวลาทุกสิบลมหายใจเวลาพ้นผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามก็สามารถผสานเข้ากับแรงกดดันนั้นราวหกในสิบส่วนแล้วเป็ความเร็วที่แม้แต่ภูติที่มีพลังจิตสูงอย่างลี่เหอเองก็ประหลาดใจไม่น้อย
เมื่อเกินกว่าครึ่งที่สามารถรับแรงกดดันได้แล้วหลานเทียนจึงปลดปล่อยการผนึกััออกทันใดนั้นร่างกายก็รับรู้ถึงความเย็นเยียบที่เสียดแทงไปถึงกระดูกกลิ่นเหม็นเน่าที่เกิดจากซากศพมากมายเพียงพอที่จะทำให้เป็ลมล้มพับไปได้ รวมไปถึงเสียงที่ไม่อาจระบุได้ว่าเกิดจากสิ่งใดเพียงแต่รับรู้ถึงทิศทางของมันที่อยู่เบื้องหน้า
เสียงที่กรีดร้องอย่างทุกทรมาณที่หลานเทียนไม่เคยได้ยินมาตลอดทั้งชั่วชีวิตเป็สุ้มเสียงที่สร้างความหวาดหวั่นอย่างยิ่งยวด เสียงกรีดร้องเสียงโหยหวนดังก้องในหู ขนทั่วทั้งร่างตั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียงโหยหวนนี้มิอาจแยกแยะว่าเป็เสียงของหญิงหรือชาย สัตว์หรืุ์ดุจดั่งเสียงคร่ำครวญแห่งนรกภูมิแดนลงทัณฑ์ของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ชั่วช้าสามานย์
หลานเทียนค่อยๆ ผสานเข้ากับััทั้งหกรับรู้ถึงทุกแรงกดดันทั้งหมดทั้งมวล หลังจากผ่านพ้นเวลาไปกว่าชั่วยามเต็มหลานเทียนก็สามารถปลดปล่อยััรับแรงกดดันทั้งสิบส่วนได้สำเร็จทุกลมหายใจที่ผ่านพ้น กลิ่นที่เหม็นเน่าคละคลุ้งก็เริ่มลดลงความเย็นเยียบเริ่มกลับมาอุ่นขึ้น เสียงโหยหวนค่อยกลายเป็เสียงลมพัดผ่านถึงกระนั้นการก้าวย่างก็ยังคงทุลักทุเลไม่น้อยเมื่อหลานเทียนยิ่งเคลื่อนที่เข้าใกล้ระยะยี่สิบก้าวเท่าไหร่ก็ราวกับเดินลากหินหนักพันชั่งและเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวตลอดทุกการก้าวเดิน
ทุกก้าวย่างที่ยิ่งเข้าใกล้ระยะยี่สิบก้าวนั้นแต่ละก้าวกินเวลากว่าอึดใจและเนิ่นนานขึ้นตามลำดับ ในที่สุดตลอดเวลาที่เคลื่อนกายเข้าใกล้อสุภบุพผานั้นกินระยะเวลารวมกว่าสองชั่วยามก็ก้าวเข้าสู่ระยะที่พร้อมจะใช้ออกซึ่งห้วงนิรันดร์เพียงแต่ตอนนี้หลานเทียนจำเป็ต้องหยุดพักจากการใช้พลังจิตไปมากมายหากฝืนดันทุรังใช้ออกมีแต่จะเป็การทำร้ายตัวเองเท่านั้น
หนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นพลังจิตหลานเทียนกลับคืนมาเพียงพอต่อการใช้ออกซึ่งห้วงมิติแล้วหลานเทียนหลับตาลงและยื่นเหยียดมือออกไปทางที่อสุภบุพผาตั้งอยู่ห้วงมิติทรงกลมถูกสร้างขึ้นบนฝ่ามือจากทรงกลมเท่าหัวแม่มือก็พลันขยายขึ้นอย่างแช่มช้าจนกระทั่งมีขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ จากนั้นหลานเทียนจึงใช้พลังจิตขับเคลื่อนห้วงมิติทรงกลมนั้นไปยังเบื้องหน้าทีละน้อย
“นายท่านรากของดอกซากศพนั้นหยั่งรากลึกไปกว่าที่ท่านเห็น มันมักมีรากเป็สามเท่าของต้นหากท่านนำมาเพียงส่วนลำต้นและดอกของมันสรรพคุณของอสุภบุพผานั้นจะสูญสิ้นไปกว่าครึ่ง นั่นคือพลังหยินบริสุทธิ์รวมถึงพิษจะลดลง”ลี่เหอที่เห็นหลานเทียนเคลื่อนห้วงมิตินั้นเข้าสู่ระยะสิบก้าวพลันกล่าวออกมาภายในใจหลานเทียนถึงกับตะลึงงันดอกไม้ที่สูงเพียงไม่กี่คืบเบื้องหน้านั้นกลับมีรากที่หยั่งลึกราวกับต้นไม้ใหญ่อายุสิบปี
ทันทีที่หลานเทียนได้ยินลี่เหอกล่าวแนะนำเขาจึงแผ่ััของตนออกไปเพื่อตรวจสอบความยาวของรากและมันเป็ดั่งที่ลี่เหอกล่าวไม่มีผิดรากของมันหยั่งลึกไปเกือบหกคืบเมื่อทุกอย่างพรั่งพร้อมแล้วหลานเทียนจึงใช้ห้วงมิติครอบั้แ่ดอกจนถึงปลายสุดของรากเป็ทรงกลมขนาดรัศมีกว่าสิบคืบ
ภายในห้วงนิรันดร์มิติส่วนตัวของหลานเทียนนั้นก็พลันปรากฏอสุภบุพผาพร้อมรากที่ยึดเหนี่ยวดินเป็กลุ่มก้อนล่องลอยอยู่ข้างซากของาาสัตว์อสูร หากสังเกตอย่างชัดแจ้งแล้วนั้นสิ่งที่คิดว่าเป็ก้อนดินคือซากของสิ่งมีชีวิตมากมายที่ถูกรากนั้นกระวัดรัดกุมดูดกลืนโลหิตจนแห้งกรอบและแปรเปลี่ยนเป็พิษปลดปล่อยออกมาอย่างสม่ำเสมอ
ยามนี้ร่างกายของหลานเทียนนั้นก็พลันััถึงบางสิ่งและสามารถรับรู้ได้ว่าร่างกายนี้แปรเปลี่ยนไปกลับกลายเป็ร่างที่สามารถต้านทานพิษได้ทีละน้อยจากการดูดซับของจิตกลืนเคล็ดหากดูดซับจนหมดสิ้นแล้วเป็ไปได้ว่าพิษต่าง ๆ ในโลกนี้ก็ไม่อาจสังหารหลานเทียนได้อีกต่อไปเนื่องเพราะอสุภบุพผาคือ พิษที่รุนแรงที่สุดแล้วถึงกระนั้นก็แรกมาด้วยกับความดำมืดที่ก่อเกิดในจิตใจแม้เป็ร่องรอยเล็กน้อยที่ไม่อาจสังเกตได้ในตอนนี้ก็ตาม
บรรยากาศโดยรอบกลับกลายเป็ปกติเสียงกรีดร้องโหยหวนกลิ่นเน่าเหม็นรวมถึงไอพิษที่ล่องลอยอยู่ก็พลันหายไปด้วยอากาศที่สูดเข้ากลายเป็อากาศบริสุทธิ์ของผืนป่า