ประตูเมืองด้านเหนือเปิดออกพร้อมเสียงโซ่เหล็กครูดผ่านรอกไม้
เสียงนั้นหนักกว่าประตูตระกูลเย่มาก เมื่อบานประตูสูงใหญ่ค่อย ๆ แยกออกจากกัน ลมเย็นจากนอกเมืองก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของผู้ฝึกรุ่นเยาว์ในคณะทันที กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าเปียก และกลิ่นฝุ่นบนถนนเก่าผสมกันอยู่ในอากาศ ไม่เหมือนกลิ่นลานฝึก ไม่เหมือนกลิ่นไม้เปียกของลานจำลอง และไม่เหมือนกลิ่นยาสมุนไพรในเรือนของเย่เทียน
นอกประตูเมือง ถนนหินสีหม่นทอดยาวไปทางเหนือ ผ่านแนวทุ่งเตี้ย ๆ และป่าละเมาะ ก่อนจะค่อย ๆ ยกสูงไปสู่แนวภูเขาหินดำที่มองเห็นเป็นเงาเข้มอยู่ไกลออกไป หมอกยามเช้าเกาะอยู่ตามไหล่เขาเป็นชั้นบาง ๆ ราวกับภูเขาทั้งลูกยังไม่ตื่นเต็มที่
คณะฝึกของตระกูลเย่เริ่มเคลื่อนออกจากเมือง
กลุ่มปะทะเดินนำหน้า ผู้ฝึกที่เปิดชีพจรสมบูรณ์แล้วหลายคนสะพายอาวุธติดตัว บางคนถือดาบ บางคนถือพลองสั้น บางคนพยายามทำสีหน้าเฉยชา แต่สายตากลับเหลือบไปยังแนวภูเขาด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
เย่หมิงอยู่ในกลุ่มนั้น เขาสะพายดาบไว้ข้างเอว เดินอกตั้งกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับกลัวใครไม่รู้ว่าเขาได้อยู่กลุ่มปะทะ
เย่เฉิงเดินอยู่ด้านข้างแถวหน้า ท่าทางมั่นคง ไม่พูดคุยมาก สายตากวาดดูระยะห่างระหว่างคนในแถวเป็นครั้งคราว เหมือนต่อให้ออกจากลานฝึกแล้ว เขาก็ยังรักษาระเบียบของตนเองไว้ทุกก้าว
กลุ่มสนับสนุนเดินอยู่ท้ายคณะ
เย่เทียนอยู่เกือบท้ายสุด ป้ายไม้คำว่า “สำรอง” แขวนอยู่ที่เอว ถุงผ้าที่เสี่ยวอวี่จัดให้แนบอยู่กับหลัง ไม่แกว่งมากเพราะเขาปรับสายผูกไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ห่อขนมเล็ก ๆ ถูกเก็บไว้ด้านในสุด ข้างผ้าพันแผลและยาทาแผล
เขาไม่ได้ตั้งใจแตะมัน
แต่แค่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้ก้าวเท้าของเขานิ่งขึ้นเล็กน้อย
“ท้ายคณะ อย่าห่างเกินสามช่วงตัว” เสียงผู้ฝึกสอนเย่คุนดังมาจากด้านหลัง “ใครเดินช้าเพราะมัวดูภูเขา ข้าจะให้แบกหม้อเพิ่ม จะได้มีอะไรให้มองใกล้ ๆ”
ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนสองคนที่กำลังชะเง้อมองทิวเขารีบหดคอกลับทันที
เย่คุนเดินอยู่ด้านท้ายเยื้องซ้ายของคณะ ท่าทางยังเหมือนเดิม กอดอกบ้าง เดินมือไพล่หลังบ้าง แต่สายตากวาดดูขาและลมหายใจของทุกคนมากกว่าดูทิวทัศน์ เย่เทียนรู้ดีว่าผู้ฝึกสอนผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อชื่นชมภูเขา
ทุกครั้งที่เย่เทียนหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย สายตาของเย่คุนก็เหมือนจะเลื่อนมาถึงเขาโดยไม่ต้องหันทั้งหน้า
ส่วนหานเลี่ยเดินอยู่ช่วงกลางคณะ ไม่ได้เดินนำหน้าเหมือนหัวหน้าผู้ใหญ่ เขาเป็นคนของตระกูลหานที่ถูกส่งมาร่วมทางในฐานะรุ่นเยาว์สายล่า แต่ท่าทางของเขาต่างจากผู้ฝึกรุ่นเยาว์ทั่วไปอย่างชัดเจน
เขาไม่มองภูเขาด้วยความตื่นเต้น ไม่มองถนนด้วยความกังวล และไม่พยายามทำตัวให้เด่น เขาเพียงเดินไปเรื่อย ๆ ใช้สายตามองพื้นเป็นพัก ๆ บางครั้งใช้ปลายไม้เท้าเดินทางแตะก้อนหินริมทาง บางครั้งก้มดูรอยเท้าแล้วเดินต่อโดยไม่พูดอะไร
เขาไม่ได้ดูแก่
แต่ดูเหมือนคนที่เคยเดินทางแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง
เย่กวงนั่งอยู่บนหลังม้าตัวเตี้ยด้านข้างคณะ ไม่ได้ขี่นำหน้าอวดอำนาจ เพียงอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นทั้งแถว เขาแทบไม่พูด ยกเว้นเมื่อมีคำสั่งจำเป็น สีหน้าเรียบนิ่งของเขาทำให้ผู้ฝึกรุ่นเยาว์ไม่กล้าหลุดระเบียบมากนัก
เดินออกจากเมืองได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เย่เทียนก็เริ่มเข้าใจว่าการเดินทางจริงต่างจากลานจำลองอย่างไร
ในลานจำลอง เส้นทางสั้น มีจุดเริ่มและจุดจบชัดเจน มีผู้ฝึกสอนจับเวลา มีด่านให้ผ่านทีละช่วง แม้เหนื่อย แต่ทุกอย่างอยู่ในขอบเขตที่มองเห็นได้
แต่ถนนนอกเมืองไม่สนใจว่าผู้เดินพร้อมหรือไม่
หินบนพื้นบางก้อนยื่นขึ้นมาในมุมแปลก ๆ ฝุ่นบางช่วงแห้งจนลื่น บางช่วงชื้นจากน้ำค้างจนจับตัวเป็นโคลนอ่อน ๆ ลมพัดไม่สม่ำเสมอ บางครั้งพัดจากด้านหน้า บางครั้งพัดเฉียงเข้าหาไหล่ ทำให้ถุงผ้าบนหลังแกว่งผิดจังหวะ หากเดินคนเดียวอาจหยุดปรับได้ แต่ในคณะ เขาต้องรักษาระยะกับคนข้างหน้าและไม่ทำให้คนข้างหลังช้าลง
แค่เดินต่อเนื่องโดยไม่เสียจังหวะ ก็ใช้สมาธิมากกว่าที่เขาคิด
“เริ่มรู้หรือยังว่ากลุ่มสนับสนุนไม่ได้มาเดินเล่น” เย่คุนพูดลอย ๆ
เย่เทียนไม่แน่ใจว่าคำนี้พูดกับเขาหรือคนทั้งท้ายแถว จึงตอบเพียง “ขอรับ”
เย่คุนหันมามองเขา “ข้าพูดกับทุกคน แต่เจ้าตอบคนเดียว แปลว่ายังมีแรงเหลือ”
ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนข้าง ๆ หลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนรีบกลั้นเมื่อเย่คุนปรายตามอง
เย่เทียนเองก็เกือบยิ้ม แต่เลือกก้าวต่อเงียบ ๆ
หลังจากถนนหินราบเริ่มเปลี่ยนเป็นทางดินปนกรวด เย่กวงยกมือสั่งหยุดครั้งแรก คณะทั้งหมดชะลอลงตามลำดับ ไม่ใช่หยุดกะทันหัน หัวแถวหยุดก่อน กลางแถวหยุดตาม ท้ายแถวค่อย ๆ ปิดระยะจนทุกคนยืนอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง
ผู้คุมคณะคนหนึ่งเดินไปตรวจทางข้างหน้า ขณะเดียวกันหานเลี่ยย่อตัวลงตรงรอยเท้าหลายรอยบนพื้นดิน เขาไม่ได้เรียกทุกคนมาฟังเหมือนสอนบทเรียน เพียงใช้ไม้เท้าชี้รอยหนึ่งแล้วพูดกับผู้คุมใกล้ ๆ
“คนแบกของเริ่มลงส้นหนักแล้ว อีกพักหนึ่งถ้าไม่สลับห่อ มีล้มแน่”
ผู้คุมคณะมองตาม แล้วหันไปเรียกกลุ่มสนับสนุน “คนที่แบกถุงน้ำสองใบ สลับกับคนข้าง ๆ ช่วงพักหน้า”
ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนคนหนึ่งสะดุ้ง เพราะรอยนั้นเป็นของเขาเอง เขารีบพยักหน้า “ขอรับ”
หานเลี่ยลุกขึ้น ปัดฝุ่นจากนิ้ว แล้วเหลือบมองท้ายแถว “คนท้ายเห็นง่ายกว่า คนหน้าเดินเพลิน ๆ บางทีก็ไม่รู้ว่าห่อเริ่มเอียง ถ้าเห็นคนลากเท้า เห็นของเอียง เห็นรอยแปลก ก็บอก ไม่ต้องรอให้ล้มก่อน”
น้ำเสียงของเขาตรง ไม่ได้หนักเหมือนเย่คุน ไม่ได้เรียบเหมือนเย่กวง และไม่เหมือนคนแก่สั่งสอน เขาพูดเหมือนคนเคยเห็นเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมาก่อน และไม่อยากเสียเวลาตามเก็บคนล้มอีก
สายตาของเขาหยุดที่เย่เทียนครู่หนึ่ง
“เด็กเท้าไว เจ้าดูรอยนี้ออกไหม”
คนรอบข้างหันมามองเย่เทียนทันที เย่หมิงที่อยู่ด้านหน้าเองก็เหลียวกลับมา สีหน้าราวกับรอฟังว่าเย่เทียนจะพูดผิดอะไร
เย่เทียนก้มมองพื้น ไม่รีบตอบ
รอยเท้าหลายคู่ซ้อนกันอยู่ แต่หลังจากได้ยินหานเลี่ยชี้รอยเมื่อครู่ บางอย่างเริ่มแยกออกจากกันได้ชัดขึ้น รอยหนึ่งอยู่ใกล้ขอบทาง ลึกช่วงปลายเท้ามากกว่าส้น และมีกรวดกระจายไปด้านหน้าเล็กน้อย
“รอยนั้น” เย่เทียนชี้ “คนน่าจะเกือบสะดุด แต่ยังไม่ล้ม เขารีบก้าวตามแถวหลังจากหยุดสั้น ๆ”
หานเลี่ยย่อตัวลงดูอีกครั้ง “ทำไมคิดแบบนั้น”
“ปลายเท้ากดลึกกว่าส้น กรวดกระจายไปข้างหน้า เหมือนถีบพื้นเพื่อเร่งตัว แต่รอยถัดไปสั้นลง แสดงว่ารีบดึงจังหวะกลับ ไม่ใช่วิ่งต่อ”
หานเลี่ยมองรอยนั้น แล้วมุมปากยกขึ้นนิดเดียว “ตาไวจริงนี่”
เย่หมิงแค่นเสียงจากด้านหน้า “เดาเก่งก็พูดได้หมด”
หานเลี่ยหันไปมองเขา แล้วชี้ปลายไม้เท้าลงตรงกรวดที่กระจาย “เดาอะไร รอยอยู่ตรงนี้ เจ้าไม่เห็นเอง”
เย่หมิงหน้าแข็ง
หานเลี่ยยักไหล่ “ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเดินนำตรงหินลื่นก็พอ”
ผู้ฝึกบางคนหลุดยิ้ม เย่หมิงทำท่าจะพูดต่อ แต่เสียงเย่คุนดังแทรกขึ้นมาก่อน
“พูดพอแล้ว เดินต่อ”
คณะเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง
หลังผ่านแนวทุ่งเตี้ย ทางดินเริ่มยกสูงขึ้นทีละน้อย ก้อนหินสีดำปะปนกับดินมากขึ้นเรื่อย ๆ จากก้อนเล็กเท่ากำปั้น กลายเป็นแผ่นหินแบนที่ฝังอยู่ในพื้น บางช่วงมีน้ำซึมผ่านร่องหินเป็นเส้นบาง ๆ แสงแดดเริ่มแรงขึ้น แต่ลมจากภูเขากลับเย็นกว่าเดิม
เย่เทียนจำคำเตือนของเย่หลัวได้
ทางหินเอียง คนที่เดินครั้งแรกชอบมองว่ามันไม่ชัน แต่พอมีน้ำซึมจากข้างบน มันลื่นมาก
เขาเดินอยู่ท้ายคณะ จึงมองเห็นคนข้างหน้าผ่านทางนี้ทีละคน กลุ่มปะทะผ่านไปก่อน ส่วนใหญ่เปิดชีพจรแล้ว การทรงตัวมั่นคงกว่า แต่กลุ่มสนับสนุนเริ่มมีปัญหาเพราะแบกของและเดินมานานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
ตรงทางโค้งข้างหน้า แผ่นหินสีดำเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย มีคราบน้ำบาง ๆ สะท้อนแสงอยู่ตรงกลาง หากมองเร็ว ๆ จะเหมือนหินแห้งธรรมดา แต่ด้านล่างของคราบน้ำมีฝุ่นถูกกวาดออกเป็นเส้นยาว เหมือนเคยมีเท้าไถลผ่านมาก่อน
เย่เทียนมองรอยนั้นแล้วชะลอฝีเท้า
คนข้างหน้าเขาเป็นผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนอายุราวสิบหกปี แบกห่อผ้าค่อนข้างใหญ่ เด็กคนนั้นกำลังจะเหยียบกลางคราบน้ำพอดี
“อย่าเหยียบกลางแผ่น” เย่เทียนพูด
เด็กคนนั้นชะงัก “อะไรนะ”
“ขอบขวาแห้งกว่า วางเท้าตรงนั้น”
เด็กคนนั้นลังเล แต่ก็หันไปมองพื้นตามคำพูดของเย่เทียน เห็นคราบน้ำแล้วหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย เขาขยับเท้าไปทางขวา ก้าวผ่านแผ่นหินอย่างระวัง แม้ตัวจะเอียงเล็กน้อย แต่ไม่ล้ม
คนถัดมาเห็นจึงเดินตามรอยเดียวกัน
ท้ายคณะผ่านช่วงนั้นช้าลง แต่ไม่มีใครลื่น
เย่คุนเดินมาหยุดข้างแผ่นหิน ก้มดูคราบน้ำและรอยไถลบนฝุ่น แล้วเงยหน้ามองเย่เทียน
“เห็นจากตรงไหน”
เย่เทียนตอบ “ฝุ่นหายเป็นเส้นยาว เหมือนมีคนเคยไถล และน้ำอยู่กลางแผ่นพอดี”
เย่คุนเคาะปลายรองเท้ากับหินเบา ๆ “จำไว้ พื้นลื่นไม่รอให้เจ้าขออนุญาตก่อนล้ม”
“ขอรับ”
เด็กกลุ่มสนับสนุนที่เกือบเหยียบพลาดหันมาค้อมศีรษะให้เย่เทียนอย่างเขิน ๆ “ขอบใจ”
เย่เทียนพยักหน้ารับ “เดินช้าลงหน่อย ห่อเจ้าเอียงไปทางซ้ายมาก”
เด็กคนนั้นรีบปรับห่อบนหลัง
ห่างออกไปไม่ไกล เย่หมิงหันกลับมาเห็นพอดี เขาเบะปากทันที “ก็แค่เห็นคราบน้ำ ทำเหมือนช่วยชีวิตคน”
คราวนี้เย่เทียนไม่ได้ตอบ
เย่หลัวเคยเตือนไว้แล้วว่าอย่าเถียงกลางคณะถ้าไม่จำเป็น และตอนนี้มันไม่จำเป็น
แต่หานเลี่ยเดินย้อนกลับมาตรวจท้ายคณะพอดี เขาเหลือบมองคราบน้ำบนหิน แล้วหันไปมองเย่หมิง
“เจ้าลองแบกของแล้วลื่นดูสิ แค่ข้อเท้าพลิกก็ทำทั้งแถวช้าแล้ว”
เย่หมิงหน้าแข็งขึ้นอีกครั้ง “ข้าไม่ได้พูดกับเจ้า”
“แต่เจ้าพูดเรื่องทาง” หานเลี่ยตอบสั้น ๆ “ทางนี้ตระกูลหานข้าดูอยู่”
น้ำเสียงไม่ดัง ไม่วางท่า แต่ตรงพอให้เย่หมิงเงียบลง
หานเลี่ยเดินต่อมาหาเย่เทียน “ใครบอกเจ้าเรื่องทางหินเอียง”
“เย่หลัว”
“คนที่ชอบทำหน้าเหมือนไม่อยากช่วยใครนั่นหรือ”
เย่เทียนมองเขา “เจ้ารู้จัก?”
“ไม่รู้” หานเลี่ยตอบง่าย ๆ “แต่คนแบบนั้นมีทุกตระกูล”
เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
หานเลี่ยชี้ไปที่หินเปียก “เขาเตือนถูก ดูคราบน้ำอย่างเดียวไม่พอ ดูฝุ่นใต้คราบด้วย ถ้าฝุ่นถูกกวาดเป็นเส้น แปลว่าเคยมีอะไรไถลผ่าน ตรงนั้นอย่าเหยียบซ้ำ”
“ข้าจะจำไว้”
หานเลี่ยพยักหน้า “อีกครึ่งชั่วยามจะถึงจุดพักแรก อย่าใช้แรงหมดก่อนถึง”
เย่คุนเสริมทันที “ได้ยินแล้วนะ ท้ายแถว ใครเดินเหมือนจะตายก่อนพัก ข้าจะให้พักด้วยการแบกน้ำเพิ่ม”
ไม่มีใครกล้าบ่น
จุดพักแรกอยู่ใต้เงาผาหินเตี้ย ๆ ริมทาง มีต้นไม้แคระขึ้นแทรกตามรอยแตกของหินและมีน้ำซึมจากผนังหินเป็นสายบาง ๆ ผู้คุมคณะให้คนตรวจน้ำก่อน ไม่อนุญาตให้ใครดื่มจากแหล่งธรรมชาติโดยตรงจนกว่าจะยืนยันว่าปลอดภัย กลุ่มสนับสนุนวางห่อเสบียงเป็นกองตามที่กำหนด ผู้ฝึกบางคนรีบนั่งลง แต่ถูกเย่คุนตวาดให้เดินช้า ๆ อีกสิบก้าวก่อนนั่ง เพื่อไม่ให้ขาตึงเกินไป
เย่เทียนปลดถุงผ้าลงช้า ๆ นวดไหล่ขวาเล็กน้อย ความตึงมีอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นเจ็บ เขาตรวจผ้าพันหน้าแข้งซ้าย พบว่ายังแน่นพอดี ไม่หลวม ไม่รัดจนเกินไป
ขณะกำลังดื่มน้ำจากถุงหนัง เสียงเย่เฉิงดังขึ้นด้านข้าง
“เจ้าทำได้ดีตรงทางลื่น”
เย่เทียนหันไป “รายงานผลหรือชม”
เย่เฉิงนิ่งคิดจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง “ครั้งนี้น่าจะชม”
เย่เทียนยิ้ม “ก้าวหน้ามาก”
เย่เฉิงมองเขาเหมือนไม่แน่ใจว่าถูกล้อหรือไม่ ก่อนพูดต่อ “แต่อย่ามองแค่พื้น ถ้าดูพื้นมากเกินไป เจ้าจะไม่เห็นคนข้างหน้าหยุด”
“ข้ารู้”
เย่เฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
เย่เทียนรีบแก้ “ข้าจะระวัง”
“ดี” เย่เฉิงกล่าว “เส้นทางข้างหน้าจะเริ่มมีพุ่มหนามกับหินกลวงมากขึ้น ห่อของท้ายคณะอาจเกี่ยวได้ง่าย”
เย่เทียนมองเขา “เจ้าเคยมาที่นี่หรือ”
“ไม่เคย แต่ข้าอ่านบันทึกภารกิจของเย่ชิงหานไว้บ้าง”
ชื่อเย่ชิงหานทำให้เย่เทียนชะงักเล็กน้อย
เย่เฉิงเห็นท่าทีนั้นจึงกล่าวเรียบ ๆ “เขาเคยทำภารกิจภูเขาหินดำสำเร็จ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาอยู่ในอันดับสามสิบสองได้มั่นคง ไม่ใช่เพียงเพราะระดับก่อปราณกลางขั้น”
เย่เทียนพยักหน้า “ข้าเข้าใจ”
“ยังไม่เข้าใจเต็มที่หรอก” เย่เฉิงพูดตรง ๆ “แต่วันนี้เจ้าจะเริ่มเข้าใจมากขึ้น”
คำพูดนี้ถ้าเป็นคนอื่นอาจฟังเหมือนกด แต่เย่เฉิงพูดเหมือนบอกข้อเท็จจริง เย่เทียนจึงไม่รู้สึกขัด เขาหันไปมองทางข้างหน้า เส้นทางหลังจุดพักเริ่มแคบลงจริง ๆ ผาหินสีดำสองฝั่งบีบเข้ามาใกล้กว่าเดิม หมอกบาง ๆ ลอยต่ำอยู่ระหว่างแนวหิน แม้ยังไม่หนา แต่ก็ทำให้ระยะสายตาสั้นลง
หลังพักครบกำหนด เย่กวงให้ทุกคนตรวจห่อและรองเท้าอีกครั้ง ก่อนประกาศเสียงเรียบ
“จากตรงนี้เข้าเขตภูเขาหินดำชั้นนอก กลุ่มปะทะลดเสียง กลุ่มสนับสนุนปิดระยะ ใครเห็นสิ่งผิดปกติให้รายงานผู้คุมใกล้ตัว ห้ามแตะ ห้ามตาม ห้ามแยก”
เย่คุนมองท้ายแถว “โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองตาดี”
เย่เทียนรู้สึกว่าสายตานั้นมาหยุดที่ตนชัดเจน จึงตอบ “ขอรับ”
“ดีที่ยังรู้ว่าข้าหมายถึงใคร”
คณะเคลื่อนเข้าสู่เขตภูเขาหินดำ
เสียงฝีเท้าบนพื้นเปลี่ยนไปทันที จากเสียงดินอ่อนกลายเป็นเสียงรองเท้ากระทบหินสั้น ๆ แห้ง ๆ หมอกบางทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเงียบลง แม้ยังได้ยินเสียงคนหายใจ เสียงเสบียงกระทบหลัง และเสียงไม้เท้าของหานเลี่ยแตะพื้นเป็นบางครั้ง แต่บรรยากาศกลับเหมือนถูกกดให้ต่ำกว่าเดิม
เย่เทียนเริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างของ “สนามจริง” อีกชั้นหนึ่ง
ในลานจำลอง ทุกอันตรายถูกจัดวางไว้ให้มองเห็น
แต่ที่นี่ อันตรายบางอย่างดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะเป็นอันตราย มันเพียงอยู่ของมัน แล้วรอให้คนประมาทเดินไปเหยียบเอง
พุ่มหนามเตี้ยที่เย่หลัวเคยเตือนปรากฏตรงทางโค้งไม่นานหลังเข้าสู่เขตหมอก ลำต้นมันต่ำเกือบติดพื้น ใบสีเขียวหม่นดูคล้ายหญ้าธรรมดา แต่ปลายหนามเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ใบ หากไม่สังเกต ใครสักคนอาจเอามือปัดแล้วโดนเกี่ยวทันที
เย่เทียนมองเห็นห่อเสบียงของคนข้างหน้าเริ่มเฉียดพุ่มนั้น เขารีบเอ่ยเสียงต่ำ
“ขยับขวานิดหนึ่ง ห่อจะเกี่ยวหนาม”
คนข้างหน้าขยับทันที คราวนี้ไม่ถามซ้ำ เพราะเพิ่งรอดจากคราบน้ำมาก่อน
ห่อเสบียงผ่านพุ่มหนามไปเพียงเล็กน้อย ปลายหนามเกี่ยวชายผ้าแค่เส้นเดียว เย่เทียนใช้ไม้สั้นที่พกมาเขี่ยออก ไม่ใช้มือเปล่า
เย่คุนเห็นแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “อย่างน้อยก็ฟังคำเตือนคนอื่นบ้าง”
“เย่หลัวบอกว่าอย่าเอามือปัดมั่ว ๆ” เย่เทียนตอบ
“เด็กนั่นมีประโยชน์กว่าปากของมัน”
เย่เทียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูด “ข้าจะไม่บอกเขาว่าท่านชม”
เย่คุนเหลือบตามอง “ข้าไม่ได้ชม”
“ขอรับ”
เย่คุนหรี่ตา “เจ้ากำลังกวนข้าหรือ”
เย่เทียนรีบมองพื้น “ข้ากำลังดูทาง”
“ดี ดูต่อไป ถ้าล้มตอนนี้ ข้าจะถือว่าเจ้ากวนพื้นด้วย”
ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนด้านข้างหลุดหัวเราะพรืด ก่อนรีบหุบปากอีกครั้ง
บรรยากาศท้ายคณะผ่อนลงเล็กน้อยเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ก็พอทำให้ความตึงจากหมอกเบาบางลง
ระหว่างทาง หานเลี่ยชี้รอยสัตว์เล็กให้คนใกล้ ๆ ดูสองครั้ง ครั้งแรกเป็นรอยกระต่ายหินธรรมดา ครั้งที่สองเป็นรอยงูดินเลื้อยผ่านร่องหิน เขาไม่ได้เรียกทุกคนมาฟังยาว เพียงชี้ให้ดูสั้น ๆ
“อันนี้กระต่ายหิน รอยตื้น ไม่ต้องตกใจ”
ต่อมาเขาชี้อีกทาง “อันนี้งูดิน อย่าเอามือแหย่ร่องหินก็พอ”
เย่หมิงพยายามพูดขึ้นครั้งหนึ่งว่า “รอยนั่นไม่ใช่หมาป่าหินเทาหรือ”
หานเลี่ยก้มดู แล้วส่ายหน้า “หมาป่าหินเทาเล็บลึกกว่านี้ และไม่เลื้อยแบบงู”
ผู้ฝึกบางคนกลั้นยิ้ม เย่หมิงหน้าเสีย แต่ไม่กล้าเถียงมากนัก
เย่เทียนไม่ได้หัวเราะ เขามองรอยนั้นอย่างตั้งใจ เพราะหากไม่ฟังหานเลี่ยพูด เขาเองก็คงแยกไม่ออก
สนามจริงมีสิ่งที่เขาไม่รู้มากเกินไป
และนั่นทำให้เขาต้องระวังมากกว่าเดิม
เมื่อเวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วยาม คณะมาถึงช่วงที่เส้นทางแคบลงจนเดินได้เพียงสองคนคู่กัน ฝั่งซ้ายเป็นผาหินเตี้ย ฝั่งขวาเป็นลาดลงสู่ป่าหมอกบาง ๆ ระยะสายตาสั้นกว่าเดิม เย่กวงสั่งให้กลุ่มปะทะลดความเร็วและให้กลุ่มสนับสนุนปิดระยะให้แน่นขึ้น
เย่เทียนเดินอยู่ท้ายสุดลำดับที่สอง ก่อนหน้าเขาคือเด็กกลุ่มสนับสนุนคนเดิมที่เคยเกือบเหยียบคราบน้ำ ส่วนหลังเขาคือเย่คุน
ขณะเลี้ยวผ่านหินดำแผ่นหนึ่ง เย่เทียนรู้สึกว่าฝ่าเท้าขวาของตนสัมผัสแรงสะท้อนแปลก ๆ
ไม่ใช่ความอุ่นใต้สะดือ
ไม่ใช่แรงตอบรับของชีพจร
เป็นเพียงความรู้สึกจากพื้นใต้รองเท้า เหมือนหินแผ่นนั้นกลวงกว่าที่ควรเล็กน้อย
เขาหยุดทันที
คนข้างหน้าหันมา “มีอะไร?”
เย่เทียนก้มมองพื้น หินสีดำแผ่นนั้นดูธรรมดาเกินไป ไม่มีรอยแตกชัด ไม่มีน้ำ ไม่มีตะไคร่ แต่บริเวณขอบซ้ายมีฝุ่นสะสมเป็นเส้นบาง ๆ ต่างจากหินรอบข้างที่ถูกเหยียบจนสะอาดกว่า
เขาไม่แน่ใจ
แต่ไม่แน่ใจก็ควรรายงาน
“ผู้ฝึกสอนเย่คุน” เย่เทียนเรียกเสียงต่ำ “หินแผ่นนี้อาจกลวง”
เย่คุนหยุดทันที “ถอยครึ่งก้าว”
เย่เทียนถอยตามคำสั่ง
เย่คุนใช้ปลายพลองสั้นที่พกมาเคาะหินแผ่นนั้น เสียงที่ดังขึ้นเบากว่าและกลวงกว่าหินข้าง ๆ อย่างชัดเจน เขาเคาะอีกครั้ง คราวนี้หานเลี่ยที่อยู่ด้านหน้าหยุดและเดินย้อนกลับมาทันที
“ตรงไหน”
เย่คุนชี้หิน “เด็กนี่บอกว่ากลวง”
หานเลี่ยย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะฝุ่นตรงขอบหิน แล้วเคาะตามจุดต่าง ๆ สามครั้ง เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อยทุกจุด เขาขมวดคิ้ว
“ข้างใต้มีโพรงน้ำเก่า” เขาพูดสั้น ๆ “ไม่ลึกมาก แต่ถ้าคนแบกของเหยียบกลางแผ่น มีสิทธิ์แตกแล้วข้อเท้าพลิก”
เย่คุนหันไปมองกลุ่มสนับสนุน “ได้ยินหรือไม่ เดินขอบขวาทีละคน ห้ามเหยียบกลางแผ่น”
คำสั่งถูกส่งต่อไปทั้งท้ายคณะ ทุกคนผ่านจุดนั้นอย่างระมัดระวัง หานเลี่ยยืนดูจนคนสุดท้ายข้ามไป แล้วจึงหันมามองเย่เทียน
“เจ้ารู้จากเท้า?”
เย่เทียนตอบตามจริง “เท้ารู้สึกก่อน แล้วข้าค่อยเห็นฝุ่นตรงขอบ”
หานเลี่ยมองเขานานกว่าปกติ “ใช้ได้ แต่อย่าเชื่อเท้าอย่างเดียว ถ้าไม่แน่ใจ ให้เรียกแบบเมื่อกี้ อย่าตัดสินเอง”
“ขอรับ”
เย่คุนเสริม “และอย่าทำหน้าเหมือนเจอของเล่นใหม่”
เย่เทียนชะงัก “ข้าทำหรือ”
“นิดหนึ่ง”
“ข้าจะระวังหน้า”
หานเลี่ยหัวเราะออกมาสั้น ๆ ส่วนเย่คุนทำหน้าเหมือนอยากบอกว่าประโยคนี้ฟังแล้วไม่ช่วยอะไร
เหตุการณ์หินกลวงทำให้หลายคนในคณะเริ่มมองเย่เทียนต่างออกไปเล็กน้อย ไม่ใช่ยอมรับเต็มที่ แต่สายตาเยาะลดลง เหลือเพียงความสงสัยมากขึ้น เย่หมิงเองก็เงียบไปพักหนึ่ง เพราะหากเขาพูดว่าบังเอิญอีกครั้ง คงฟังดูฝืนเกินไป
เย่เทียนไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นมากนัก
เขากำลังคิดถึงสิ่งที่หานเลี่ยพูด
อย่าเชื่อเท้าอย่างเดียว
นี่ต่างจากการฝึกในตระกูล เย่เทียนเคยชินกับการใช้ความรู้สึกในร่างกายเป็นคำถาม แต่สนามจริงบังคับให้เขาหาหลักฐานภายนอกมาประกบ ไม่เช่นนั้นความรู้สึกอาจกลายเป็นความประมาท
ช่วงบ่าย หมอกเริ่มหนาขึ้นเล็กน้อยทั้งที่แดดยังไม่หมด เย่กวงสั่งให้คณะหยุดก่อนกำหนดที่ลานหินเปิดแห่งหนึ่ง มีผาหินด้านหนึ่งบังลม และมีพื้นที่พอให้ตั้งค่ายชั่วคราวสำหรับพักกลางวันยาวก่อนเดินต่ออีกช่วงหนึ่ง
กลุ่มสนับสนุนเริ่มทำงานทันที แบ่งเสบียง ตรวจน้ำ จัดตำแหน่งห่อสัมภาระ และตรวจว่ามีของใดหลุดหายระหว่างทาง เย่เทียนรับหน้าที่ช่วยตรวจเชือกกับถุงน้ำ เขาพบว่าถุงน้ำใบหนึ่งมีรอยเสียดกับหินจนหนังบางลง แต่ยังไม่รั่ว จึงรายงานให้ผู้คุมท้ายคณะเปลี่ยนตำแหน่งเก็บ
ผู้คุมท้ายคณะมองเขาแล้วพยักหน้า “ดี เกือบพลาดแล้ว”
คำชมสั้น ๆ นั้นทำให้คนกลุ่มสนับสนุนอีกสองคนเริ่มถามเย่เทียนว่าควรวางถุงผ้าอย่างไรไม่ให้เกี่ยวพุ่มหนาม เย่เทียนไม่ได้ทำตัวเป็นผู้รู้ เขาเพียงบอกตามที่เสี่ยวอวี่จัดให้และตามที่เย่คุนสั่งว่า ของที่ใช้ฉุกเฉินควรอยู่นอกสุด ของหนักควรแนบหลัง อย่าปล่อยให้ห่อแกว่ง
เย่คุนเดินผ่านมาพอดี ได้ยินแล้วพูดขึ้น “จำมาจากเด็กผู้หญิงที่จัดถุงให้เจ้าใช่ไหม”
เย่เทียนตอบ “ขอรับ”
เย่คุนพ่นลมหายใจ “กลับไปขอบคุณนางด้วย เจ้ารอดจากการแบกของเหมือนคนโง่เพราะนางครึ่งหนึ่ง”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ข้าจะบอกนาง”
“ถ้ากลับไปได้”
คำพูดนี้ทำให้คนรอบข้างเงียบลงทันที
เย่คุนไม่ได้พูดเพื่อทำลายบรรยากาศ แต่เพื่อเตือนว่าพวกเขายังอยู่ในสนามจริง เย่เทียนเข้าใจ จึงไม่ได้ตอบเล่นอีก
หลังจัดค่ายพักชั่วคราวเสร็จ ผู้คุมคณะให้กลุ่มปะทะสองสามคนตรวจรอบลาน ส่วนหานเลี่ยถูกเรียกไปดูขอบพุ่มด้านล่าง เพราะตรงนั้นมีรอยแปลก ๆ เย่เทียนอยู่ใกล้ที่สุดในกลุ่มสนับสนุน จึงเห็นก่อนคนอื่น
รอยนั้นไม่ชัดมาก เป็นเหมือนพื้นดินถูกลากผ่านเบา ๆ ก่อนถูกกิ่งไม้ปัดทับ ร่องไม่ลึก แต่ยาวผิดธรรมชาติ และขาดช่วงตรงที่พื้นเปลี่ยนเป็นหิน
เย่เทียนย่อตัวลงดู แต่ไม่แตะ
ตรงขอบรอยมีเศษดินชื้นเกาะอยู่ ทั้งที่บริเวณนั้นค่อนข้างแห้ง
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปเรียกผู้คุมท้ายคณะตามที่ได้รับคำสั่ง
“ตรงนี้มีรอยลากขอรับ ข้าไม่แน่ใจว่าเก่าหรือใหม่”
ผู้คุมคนนั้นเดินมาดู สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนเรียกหานเลี่ย
หานเลี่ยมาถึงเร็วมาก เขานั่งยองลงตรงรอยนั้น ไม่แตะทันทีเช่นกัน เพียงมองทิศทาง ดูดิน ดูกิ่งไม้ที่ถูกปัดทับ แล้วใช้ไม้เท้าเขี่ยปลายรอยเบา ๆ
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากสบาย ๆ เป็นจริงจังขึ้นทันที
“ไม่ใช่รอยสัตว์เล็ก”
เย่คุนเดินเข้ามา เย่กวงก็หันมามองจากอีกด้านของลาน
เย่หมิงที่อยู่ไม่ไกลรีบชะโงกดู “อาจเป็นรอยไม้ลากก็ได้”
หานเลี่ยชี้รอยขาดช่วงให้ดู “ไม้ลากจะกดเสมอกว่านี้ อันนี้น้ำหนักเบา ๆ หนัก ๆ เหมือนคนลากแล้วหยุดหลายครั้ง”
เย่หมิงเงียบลง
เย่เทียนมองรอยนั้นอีกครั้ง “เหมือนมีคนพยายามปัดรอยทับ?”
หานเลี่ยหันมามองเขา “ตรงไหน”
เย่เทียนชี้กิ่งไม้เล็ก ๆ ที่ถูกวางกลับมาคลุมรอย “กิ่งนี้วางไม่เหมือนกิ่งที่ตกเอง ใบหันกลับด้าน แล้วรอยลากขาดตรงหินพอดี เหมือนคนทำต่อไม่ทัน”
หานเลี่ยก้มดูใกล้ ๆ อีกครั้ง แล้วพยักหน้าสั้น ๆ “ใช่”
เย่คุนถามห้วน ๆ “อันตรายไหม”
“ยังไม่รู้” หานเลี่ยตอบ “อาจเป็นพราน อาจเป็นคนของคณะสินค้า หรืออาจเป็นคนที่ไม่อยากให้ใครตาม”
เย่กวงเดินเข้ามาใกล้ “เกี่ยวกับรายงานสัตว์อสูรหรือไม่”
“ยังโยงไม่ได้” หานเลี่ยกล่าว “แต่รอยนี้ใหม่ และไม่ควรอยู่ชิดเส้นทางฝึกขนาดนี้”
เย่กวงมองผู้ดูแลคณะ “บันทึกตำแหน่ง เพิ่มการเฝ้าระวัง แต่ยังไม่เปลี่ยนเส้นทางจนกว่าจะพบหลักฐานมากกว่านี้”
“ขอรับ”
เย่คุนหันไปทางเย่เทียน “เจ้าทำถูกที่เรียก ไม่ได้ตามเอง”
“ขอรับ”
“จำไว้ เห็นแล้วเรียก ไม่ใช่เห็นแล้วคลานตามรอยเหมือนหมาได้กลิ่นกระดูก”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย “ข้าจะจำแบบที่ท่านพูด”
“ดี จะได้จำขึ้นใจ”
หานเลี่ยยังมองรอยลากนั้นอยู่ เขาใช้ไม้เท้าเขี่ยกิ่งไม้เล็ก ๆ ที่ปัดทับรอยออกเล็กน้อย เศษดินชื้นด้านล่างมีสีเข้มกว่าปกติ
เย่เทียนมองตาม แล้วรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นช้าลงครึ่งจังหวะ
เพราะรอยนั้นทำให้เขานึกถึงความฝันเมื่อคืนก่อนออกเดินทาง
รอยเท้าที่ลึกกว่ารอยอื่นเล็กน้อย
เจ้าของรอยเหมือนแบกบางสิ่งที่หนักเกินกว่าคนข้างหลังจะมองเห็น
ตรงปลายรอยลาก ใกล้รากไม้แห้ง มีรอยเท้าจาง ๆ เพียงครึ่งรอย น้ำหนักกดลงลึกผิดธรรมชาติที่ส้นซ้าย แล้วหายไปบนหินดำ
เย่เทียนไม่ได้พูดทันที เขามองหานเลี่ยก่อน
หานเลี่ยเห็นเหมือนกัน
เด็กหนุ่มจากตระกูลหานยื่นมือไปแตะดินชื้นใกล้รอยนั้น ใช้นิ้วถูเบา ๆ แล้วดม สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปน้อยมาก แต่น้อยพอให้เย่เทียนรู้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
“ถอยจากขอบพุ่ม” หานเลี่ยพูดทันที
เสียงของเขาไม่ดัง แต่สั้นและเร็วกว่าเดิม
เย่คุนยกมือขึ้นทันที “กลุ่มสนับสนุน ถอยสามก้าว อยู่หลังข้า”
เย่เทียนถอยตามคำสั่ง ไม่ช้ากว่าคนอื่น ไม่เร็วเกินไป
เย่กวงถาม “พบอะไร”
หานเลี่ยลุกขึ้นช้า ๆ มองไปยังแนวพุ่มไม้และหินดำด้านล่างลานพัก
“ยังไม่แน่ใจ” เขาตอบ “แต่รอยนี้ใหม่กว่าที่ควร และคนที่ทิ้งรอย…น่าจะบาดเจ็บ”
เย่หมิงเผลอถาม “คน?”
หานเลี่ยหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบตรง ๆ
“ถ้าเป็นสัตว์ มันเดินเหมือนคนเกินไป”
ความเงียบตกลงบนลานหินทันที
ลมจากภูเขาพัดผ่านพุ่มไม้เตี้ย ๆ ทำให้ใบไม้แห้งเสียดสีกันเบา ๆ เสียงนั้นเบามาก แต่หลังคำของหานเลี่ย มันกลับฟังชัดกว่าก่อนหน้า
เย่เทียนยืนอยู่หลังเย่คุน มือแตะสายถุงผ้าของตนเองโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ก้าวออกไป ไม่ได้ตามรอย ไม่ได้ฝืนเงื่อนไขใด ๆ
แต่สายตาของเขายังคงมองไปยังครึ่งรอยเท้าบนดินชื้น
รอยนั้นลึกกว่ารอยอื่นจริง ๆ
และครั้งนี้ มันไม่ได้อยู่ในฝัน