จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 148 จ้าวซีลั่ว

                ในห้องโถงใหญ่แห่งคฤหาสน์ตระกูลจ้าว

                ผู้นำตระกูลจ้าวซิงใบหน้าเคร่งเครียดนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าบ้านเห็นได้ชัดว่าอยู่ในอารมณ์เดือดดาลสุดขีดที่ด้านข้างคือหลี่เฉินจากสำนักเจ้าอสูรซึ่งนั่งเงียบงันพลางลูบแมวสามหางในอ้อมอก มันขมวดคิ้วราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

                คนถัดไปมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยไปกว่าจ้าวซิงนั่นคือจ้าวเย่ยังมีจ้าวเหลียงซึ่งนั่งทรุดอยู่บนเก้าอี้บนศีรษะพันไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนาจนมองเห็นเพียงสองรูคือดวงตาทั้งคู่เท่านั้นส่วนองค์ประกอบใบหน้าอื่นเช่นหูจมูกปากกลับไม่อาจมองเห็นได้ ดูไปยิ่งคล้ายน้ำเต้าอ้วนขึ้นกว่าเดิม

                นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านภูตวิญญาณระดับต้นอีกสองคนซึ่งตระกูลจ้าวให้การชุบเลี้ยงเอาไว้

            ทั้งหมดคือกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบันของตระกูลจ้าวภูตวิญญาณระดับปลายหนึ่ง ภูตวิญญาณระดับกลางหนึ่ง และภูตวิญญาณระดับต้นอีกสองยังมีพ่อบ้านตระกูลจ้าวซึ่งบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางอีกหนึ่ง เพียงแต่ยามนี้หายสาบสูญ(ตาย)--- ดูจากขุมกำลังที่มี ในสายตาของหลี่เฉินแล้วถือว่าน้อยนิดแต่สำหรับเมืองเกายี่ซึ่งมีเพียงเจ้าเมืองที่บรรลุด่านบรรพวิญญาณแล้ว ก็ยังถือได้ว่าเป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่

            “ข้าเพียงให้เจ้าไปสืบดูสถานการณ์เพื่อดูว่าเจ้าเด็กน้อยตระกูลเย่กับตระกูลหลิวไฉนจู่ๆจึงสนิทสนมกันถึงขั้นมารับประทานอาหารร่วมกันและก็หาเหตุสั่งสอนเจ้าผู้เยาว์ตระกูลเย่สักครายั่วยุให้มันโกรธเพื่อสังเกตปฏิกิริยาคนตระกูลหลิวว่าจะทำเช่นไรแต่ตรงกันข้ามเจ้ากลับถูกมันทำร้ายจนสิ้นท่าโดยไม่ทันได้ถูกตัวมัน!  ใครบอกข้าได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?!”

            จ้าวซิงทุบโต๊ะพลางคาดคั้นต่อจ้าวเย่

            จ้าวเย่หน้าแดงก่ำ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากขึ้น“เจ้าเด็กน้อยตระกูลเย่ ข้างกายมันมียอดฝีมือ...”

            “ยอดฝีมือ? ยอดฝีมือพลังระดับใด?”

            “ภูตวิญญาณ... ภูตวิญญาณระดับกลาง...”

            “ก็ระดับเดียวกับเจ้า แล้วไฉนเพียงแรกพบหน้าก็ถูกอีกฝ่ายฟาดจนสลบ?!”

            “ข้า...” จ้าวเย่อับจนคำพูด อีกครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากออกมา“คนผู้นั้นท่าร่างรวดเร็วเกินไป มิหนำซ้ำอาวุธในมือมันช่างประหลาดนัก ทั้งยังเป็นการลอบโจมตีข้าไม่ทันระวังจึงป้องกันไม่ทัน จนถูกมันฟาดจนสลบไป...”

            “อย่ามาอ้าง! ข้าถามเจ้า มันใช้อาวุธอะไร?”

            “แค่... ก้อน ก้อนอิฐ...”

            “……”

            “……”

            ห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะ แม้แต่มือหลี่เฉินยังชะงักค้างจ้าวซิงเดือดดาลจนพ่นลมออกจากจมูก ก่อนจะกล่าวด้วยความโกรธกริ้ว “เจ้าว่าอะไรนะ?!”

            จ้าวเย่กล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ถูกแล้ว เป็นก้อนอิฐ”

            “หรือจะเป็นวัตถุวิญญาณระดับสูง?”

            “น่าจะ น่าจะเป็นกึ่งวัตถุวิญญาณ...”

            “เจ้า เจ้า เจ้า...” จ้าวซิงชี้หน้าจ้าวเย่ มันเอ่ยคำ‘เจ้า’อยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่อาจสรรหาคำพูดใดได้

            “พอเถอะ เพียงแค่ผู้เยาว์แห่งด่านภูตวิญญาณที่ต่อสู้โดยพึ่งพาวัตถุวิญญาณและเคล็ดวิญญาณเท่านั้นมันไม่ใช่คนของตระกูลเย่ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลย”หลี่เฉินโบกมือเบาๆห้ามปรามจ้าวซิง แล้วจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ในสถานการณ์เช่นนี้ใช่ว่าเราจะหาผลประโยชน์ไม่ได้ในเมื่อเจ้าเกรงตระกูลหลิวจะสอดมือเข้ามาจนเรื่องราวยืดเยื้อส่งผลต่อสถานการณ์ เช่นนั้นก็อ้างเหตุในวันนี้ไปยังบ้านตระกูลเย่เพื่อเรียกร้องกล่าวโทษ!ข้าจะไปกับเจ้าเพื่อหาโอกาสยึดครองตระกูลเย่จะได้ถือว่าทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ต่อตระกูลจ้าวสำเร็จไปด้วย”

            จ้าวซิงตาเป็นประกาย แต่จู่ๆก็มีท่าทีลำบากใจก่อนจะกล่าวว่า“หากพวกเราไปบังคับพวกมันตรงๆ แล้วถ้าเกิดตระกูลเย่ยอมสู้อย่างสุนัขจนตรอกไม่ยอมสยบขึ้นมา...”

            “เฮอะ! อยู่ต่อหน้าขุมกำลังที่เหนือชั้นกว่าการต่อต้านอันใดก็ไร้ประโยชน์ หากตระกูลเย่ยังอยากจะรักษาชีวิตเอาไว้ ก็มีแต่ต้องศิโรราบ!! เมื่อมีข้าออกหน้าเป็นตัวแทนสำนักเจ้าอสูรคอยหนุนหลังตระกูลจ้าวยังมีอะไรให้กังวลอีก?”

            “แต่ว่า ผู้ดูแลหลี่ เช่นนี้ไม่เป็นการรีบร้อนไปหน่อยหรือ...”จ้าวซิงตรึกตรองดู ก่อนจะกล่าวอย่างลังเล

            หลี่เฉินขมวดคิ้ว “ข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องกระทำ ไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก!”

            สองวันมานี้หลี่เฉินยิ่งคิดยิ่งร้อนใจมันไม่ต้องการจะวุ่นวายกับปัญหาของสองตระกูลเล็กๆนี้อีกแล้วยามนี้เพียงต้องการจะกลับไปรายงานต่อสำนักให้ทราบโดยเร็ว แล้วค่อยนำคนมาสืบหาสาเหตุการหายตัวไปของอู๋เซินโดยละเอียด...

            จ้าวซิงไม่กล้าทัดทานอีกจึงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ถูกแล้วในเมื่อผู้ดูแลหลี่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วน ถ้าเช่นนั้นเราไปบ้านตระกูลเย่ในบัดดลบีบให้พวกมันยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจ้าว! ”

            “อืม สบายใจเถอะ เรื่องที่ข้าเคยให้สัญญากับเจ้าต้องกระทำได้อย่างแน่นอน เมื่อยึดครองตระกูลเย่แล้วหลังจากนั้นข้าจะส่งคนนำอสูรวิญญาณระดับห้ามามอบให้เมื่อถึงเวลานั้นจะช่วยสนับสนุนจนเจ้าบรรลุด่านบรรพวิญญาณต่อจากนั้นเจ้าก็สามารถอาศัยกำลังของตนเองควบคุมตระกูลเย่ได้แล้ว ในเมื่อยอมอยู่ใต้สังกัดสำนักเจ้าอสูรสำนักเราย่อมไม่ทำให้พวกเจ้าผิดหวัง”

            ใบหน้าจ้าวซิงปรากฏความตื่นเต้นยินดีขึ้นมันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ถูกแล้ว ถูกแล้ว ตระกูลจ้าวของข้า...”

            “ผู้ใดบอกว่าตระกูลจ้าวของข้าจะยอมอยู่ใต้สังกัดสำนักเจ้าอสูร?!ข้าไม่เห็นด้วย!”

            ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงร้องดังเข้ามาในห้องโถงสร้างความแตกตื่นแก่ทุกคน หลี่เฉินหน้าแปรเปลี่ยนไปรีบหันขวับไปมองที่ด้านนอกประตู ขณะเดียวกันแมวสามหางในอ้อมอกก็ร้องออกมาก่อนจะพลิกตัวยืนขึ้นมันจ้องเขม็งไปที่ประตูด้วยดวงตาไร้วิญญาณขณะที่ขนทั้งตัวลุกชี้ชัน

            สิ้นเสียงก็ปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีครามเดินไพล่หลังเข้ามาในห้องโถงราวกับกำลังเดินเล่น

            ขณะชายหนุ่มมองไปรอบห้องโถงสีหน้าก็ทอแววหวนรำลึกยามที่มองไปยังจ้าวซิงซึ่งตกใจจนลุกขึ้นยืนก็กล่าววาจาที่สร้างความประหลาดใจแก่ทุกคน

            “บิดา ข้ากลับมาแล้ว”

            “ว่ากระไร? เจ้า... เจ้าคือ...” จ้าวซิงแสดงท่าทีงงงัน มันมองไปยังชายหนุ่มซึ่งยืนยิ้มอยู่ภายในห้องโถงด้วยความสงสัยแต่ไม่ถึงอึดใจก็เริ่มเข้าใจ จู่ๆร่างกายมันก็สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยปากเสียงสั่นเครือ“เจ้า เจ้าคือ...ซีลั่ว”

            ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดีของจ้าวซิงก่อนจะยิ้มพลางพยักหน้า “เป็นข้าเอง บิดา ข้ากลับมาแล้วบุตรชายคนนี้หนีออกจากบ้านไป สิบปีแล้วที่อกตัญญูต่อบิดามารดา ทำให้พวกท่านต้องกังวล...”

            “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว...”ยามนี้จ้าวซิงไร้ซึ่งท่าทีเคร่งขรึมของผู้นำตระกูลอีกมันมองดูใบหน้าอันคุ้นเคยด้วยความรักพร้อมกับพยักหน้า “นับตั้งแต่ที่เจ้าจากไปก็สิบปีแล้วทราบหรือไม่ว่ามารดาเจ้าเป็นกังวลเพียงใด? สิบปีที่ไร้ข่าวคราว พวกเราคิดว่าเจ้าจะเคราะห์ร้ายเกิดเรื่องไม่คาดคิด...ยามนี้เจ้ากลับมา พวกเราก็ถือว่าพร้อมหน้ากันแล้ว...”

            ใบหน้าชายหนุ่มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อืมข้ากลับมาแล้วและจะไม่ทำให้พวกท่านกังวลใจอีกและข้าจะทำให้ตระกูลจ้าวเราก้าวพ้นออกจากเมืองเกายี่กลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งอันดับสองแห่งมณฑลเป่ยเหยียนให้ได้!”

            “เฮอะ! เสียงดังโอ้อวด!เจ้าเด็กน้อยฟังจากประโยคแรกของเจ้า คล้ายกับไม่เห็นสำนักจ้าวอสูรเราอยู่ในสายตาช่างโอหังนัก! เจ้าเป็นใครกัน?!”น้ำเสียงน่าขนลุกดังขึ้นขัดจังหวะสองพ่อลูกซึ่งเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาพบหน้ากันหลี่เฉินสีหน้าเย็นชาเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร

            ชายหนุ่มยื่นมือห้ามปรามจ้าวซิงที่กำลังจะเอ่ยปากมันจ้องมองหลี่เฉินอย่างไม่หวั่นเกรง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “จ้าวซีลั่วแห่งสำนักธาตุน้ำ!!”

            …………

            ตระกูลจ้าวเกิดเหตุผันแปรไม่คาดคิดขึ้นจากการปรากฏตัวของจ้าวลั่วซีขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลเย่ ไป๋หยุนเฟยเองก็ต้องพบกับเหตุไม่คาดคิดเช่นเดียวกัน

            ที่เรือนรับรองแขกด้านทิศเหนือของบ้านตระกูลเย่ ไป๋หยุนเฟยกำลังจับจ้องกลางอากาศซึ่งมีวิหคสายฟ้าบินอยู่โดยที่ทั่วตัวถูกห่อหุ้มด้วยประกายสายฟ้าสีหน้ามันกลายเป็นสับสนงุนงง

            “นี่...มันเกิดอะไรขึ้น...”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน