บทที่35 แผนการ
ขบวนรถม้าคันหรูหราและดูศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของนิกายเทวะวจนะเคลื่อนผ่านหลายหมู่บ้านแถวเขตชายแดนพวกมันผ่านหมู่บ้านใด เผยแพร่หลักคำสอนแห่งเทวะวจนะไว้ที่ไหน ที่แห่งนั้นก็จะคล้อยตามแลก้าวขาเข้าสู่แสงแห่งเทวะวจนะทั้งสิ้น
ไม่มีที่ไหนหนีแสงแห่งวจนะพ้น ต่อให้อยู่ซอกหลืบใดแสงแห่งเทวะวจนะก็จะสอดแทรกไปถึง
ไป๋เหิ่นซินเพราะได้รับฟังในวจนะแห่งปัญญาขั้นสูงที่เจียวมิ่งถ่ายทอดออกไปหลายครั้งหลายครากอปรกับมีความแค้นที่เพิ่มพูนเนื่องจากการตายของท่านลุงเป็นสิ่งกระตุ้น มรรคจิตของนางจากที่เคยเดือดพล่านมีเงาแห่งการสังหารเกาะกุมก็เริ่มมุ่งสู่ความสมดุลแลนิ่งสงบสวนทางกับความเป็นจริงความเครียดแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ความสูญเสียทุกสิ่งก่อเกิดเป็นความไร้ใจจากก้นบึ้งจึงนำพานางสู่สมาธิขั้นสูงได้อย่างดียิ่ง พอจิตเริ่มสงบ มหาวิถีแห่งวจนะทั้งสามในกายก็เหมือนได้รับการขัดเกลาโดยเฉพาะมหาวิถีวจนะมุทรายิ่งดูจะบริสุทธิ์สูงสุดจนใกล้จะถึงปากประตูสู่การข้ามขั้นขึ้นไปเพียงทำสมาธิอย่างตั้งมั่น เพียงมีจิตใจที่สงบเข้าสู่สภาวะความสมดุลอย่างเต็มตัว พลังฝีมือและความแข็งแกร่งของนางก็ดูจะเพิ่มพูนขึ้นอีกก้าวเพราะเช่นนี้นางจึงถูกเรียกว่าอัจฉริยะผู้อยู่เหนืออัจฉริยะของนิกายเทวะวจนะ เป็นแสงสังหารแห่งวจนะที่รอบพันปีจะปรากฏซักผู้
ขบวนรถม้าคันหรูหราแห่งนิกายเทวะวจนะเคลื่อนมาถึงเขตรอยต่อระหว่างชายแดนแคว้นซานและแคว้นเว่ยแว่วยินเสียงของวิหคดังสะท้านบนฟากฟ้าเหนือขบวน หมู่อาชาที่ลากจูงเทียมเกวียนเป็นต้องหยุดชะงักในทันใดปกติไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เหล่าอาชาชั้นดีจากนิกายเทวะวจนะหยุดได้ เช่นนั้นวิหคตัวนี้ที่โผบินกลางนภากาศจึงต้องมิใช่วิหคธรรมดา
เจียวมิ่งมองออกไปนอกประทุนรถ มองวิหคตัวนั้นร่อนลงที่รถม้าของไป๋เหิ่นซินก่อนที่นางจะกล่าวขึ้น
“จิตใจของเจ้ากำลังเข้าสู่ภาวะความว่างเปล่าและมุ่งสู่สมดุลขั้นสูงสุดแล้วแท้ๆ”
ไป๋เหิ่นซินเอื้อมแขนไปรับวิหคสีขาวตัวใหญ่ซึ่งเป็นวิหคสื่อสารประจำตัวของนาง จากนั้นก็หยิบม้วนกระดาษที่มัดอยู่บนขาของมันคลี่ออกอ่านชั่วอึดใจนางจึงตอบกลับเจียวมิ่ง
“เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะมากมายตลอดการเดินทาง"
เจียวมิ่งกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ภารกิจด่วนเช่นนี้คงแฝงด้วยอันตรายมิน้อย"
ไป๋เหิ่นซินกล่าวอย่างเนิบช้า
“เพียงปราบโจรภูเขาที่หันหลังให้แก่แสงแห่งเทวะวจนะและมักสร้างความเดือดร้อนแก่คนบริสุทธิ์นี่มินับว่าอันตรายเท่าใด”
เจียวมิ่งรู้ดีว่าหากต้องถึงมือของไป๋เหิ่นซินแสดงว่าโจรภูเขาเหล่านี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ เพราะหน้าที่การปราบโจรภูเขา แค่ทหารของแต่ละแคว้นหรืออาศัยเพียงกำลังของศิษยานุศิษย์ทั่วไปแห่งนิกายเทวะวจนะก็สามารถกำราบได้ ที่สำคัญถึงขั้นใช้วิหคขาวของนางบินไกลมาถึงเพียงนี้จะมองแค่เป็นเรื่องปราบโจรภูเขาธรรมดาก็คงมิได้
“ให้ข้าไปเป็นเพื่อนหรือไม่"
ท่าทีของไป๋เหิ่นซินหาได้มีความหนักใจอันใด
“ท่านมีหน้าที่อันสำคัญยังต้องกระทำอีกมากมายข้ารบกวนถึงตอนนี้ก็มากพอแล้ว"
“เช่นนั้นก็จงรักษาตัวให้ดี”
ไป๋เหิ่นซินมองกระดาษที่ถูกส่งมาอีกรอบซึ่งกระดาษแผ่นนี้มีเพียงแผนที่ระบุถึงตำแหน่งที่ตั้งของค่ายโจรภูเขาแห่งหนึ่งเท่านั้นก่อนที่นางจะพึมพำออกมาแผ่วเบา
“ถึงเวลาที่ต้องคิดบัญชีเก่าเสียที"
ฮุ่ยจวิน ปู้ชิงเถา และเส้าเทียนเดินทางผ่านเขาที่ลาดชันแลป่าที่รกชัฏอย่างยากลำบากทั้งสามลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ซับซ้อนจนดูไม่คล้ายเส้นทางสำหรับสัญจร ด้วยปู้ชิงเถาบังเอิญได้รับการช่วยเหลือจากโจรภูเขาที่มากด้วยคุณธรรมผู้นั้นทั้งได้มีโอกาสจดจำเส้นทางที่โจรภูเขาพามันเข้าออกได้ มันจึงได้มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หลงทิศใช้เวลาเพียงไม่นานก็ไปพบกับกำแพงไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ในซอกหลืบของช่องเขาแล้ว
ปู้ชิงเถากล่าวราวกับกระซิบ
“ผู้มีพระคุณของข้าเป็นรองหัวหน้าเหล่าโจรภูเขามันเป็นคนที่ดี เพียงแต่หัวหน้าของมันกลับชั่วร้ายแลอำมหิตยิ่ง ฝีมือก็ไม่ธรรมดา พวกเจ้าต้องระวังตังให้ดี”
ฮุ่ยจวินพอได้มาเห็นค่ายโจรภูเขาแห่งนี้ก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลามันหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตว่าที่นี่ใช่สถานที่ที่ตนเคยถูกจับตัวมาหรือไม่ แต่พอได้มองธงทิวที่โบกสะบัดเหนือกำแพงไม้ไผ่ได้เห็นเปลวคบเพลิงที่กระทบต้อง ก็พบว่าธงทิวนั้นมีสัญลักษณ์รูปเปลวเพลิงสีดำซึ่งไม่เหมือนกับสัญลักษณ์ในอดีตที่มันจดจำได้
ขณะที่ฮุ่ยจวินกำลังครุ่นคิด เส้าเทียนก็ชี้นิ้วออกไปด้วยความยินดี
“นั่นน้องสาวข้า นับว่าโชคยังดีที่นางถูกจับมาที่แห่งนี้”
เด็กหญิงถูกจับมัดบนเสาไม้ไผ่มิสามารถขยับกายนางทำได้แต่เพียงร้องห่มร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แต่เสียงนี้สร้างความรำคาญจนโจรภูเขาผู้หนึ่งที่เข้าเวรตรวจตราต้องลงมือตบใบหน้าของนางจนดังฉาดใหญ่
“หากไม่เงียบปาก ข้าจะตัดลิ้นของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เส้าเทียนเห็นโจรภูเขาลงมือใส่น้องสาวก็มีโทสะเตรียมโถมทะยานออกไป เป็นปู้ชิงเถาที่รั้งตัวห้ามมันไว้
“อย่าพึ่งวู่วาม ตอนนี้เหล่าโจรภูเขาพวกมันยังระวังตัวดีอยู่พวกเราต้องวางแผนให้รอบคอบกว่านี้”
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“เชื่อพี่ใหญ่ของข้า หากพลาดพลั้งตอนนี้รังแต่จะสร้างเรื่องให้แย่ลง"
เส้าเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกระงับสติอารมณ์ก่อนผงกศีรษะ
“พวกท่านมีแผนใด"
ทั้งสามจึงหลบมุมสุมหัวคิดวิธี ปู้ชิงเถามันเป็นคนเปิดเผยแผนการของมันจึงค่อนข้างตรงไปตรงมา มันจะตามหาตัวรองหัวหน้าโจรภูเขา ขอฝึกวิชาสุดท้ายให้สำเร็จก็จะตีฝ่าชิงตัวเด็กหญิงในทันที
ส่วนเส้าเทียนด้วยเพราะความร้อนใจที่จะช่วยน้องสาวมันจึงคิดสิ่งใดไม่ค่อยออก ปู้ชิงเถาเสนอสิ่งใดมันก็จะเอาด้วยทั้งสิ้น
ในที่นี้จึงมีแต่ฮุ่ยจวินที่หลักแหลม สติปัญญาของมันนับว่ามิแพ้ผู้ที่อยู่ในมหาวิถีวจนะปัญญาแม้แต่น้อยนับตั้งแต่ที่มันขึ้นเขามา มันก็สำรวจทางหนีทีไล่ไว้จนสิ้น เจอสมุนไพรป่าที่เป็นประโยชน์ระหว่างทางมันก็เก็บเอาไว้เวลาว่างก็ขยี้สมุนไพรดังกล่าวพร้อมผสมกันตามตำราแพทย์ชั้นสูงอย่างไม่ผิดพลาด ได้ยาทั้งมีผลดีและผลร้ายมาหลายขนานมันมีแผนในหัวตั้งแต่ที่มุ่งมายังที่นี่แต่แรกแล้ว
“ข้ามีแผนมาเสนอ"
ปู้ชิงเถากล่าวเสียงเบา
“เจ้าว่ามาได้เลย"
“บนตัวข้ามีตัวยานอนหลับขนานแรง ข้าและเส้าเทียนจะหาทางวางยานี้ในสุราและน้ำดื่มของพวกมันส่วนท่านหาโอกาสไปพบรองหัวหน้าโจรภูเขาผู้นั้น ไม่ต้องเสี่ยงทำเรื่องใหญ่โต”
ปู้ชิงเถาผงกศีรษะ
“เป็นความคิดที่ดี”
รอจนห้วงเวลาล่วงเลยผ่านถึงดึกสงัด ทั้งฮุ่ยจวินปู้ชิงเถา และเส้าเทียนจึงรอบเข้าสู่ค่ายโจรภูเขาตรงหน้า ค่ายโจรภูเขาแห่งนี้มีชื่อว่าอัคคีทมิฬ เป็นค่ายโจรภูเขาหน้าใหม่ที่ไร้ชื่อในยุทธจักรของหมู่โจรแลทางการ ทว่าแม้มันจะพึ่งตั้งตัวได้ไม่นานแต่โจรภูเขาทั่วเขตนี้กลับไม่มีค่ายโจรภูเขาใดกล้าตอแยกับพวกมัน เหตุผลนั้นไม่มีใครรู้คงมีแต่เหล่าโจรในค่ายอัคคีทมิฬเท่านั้นที่รู้
ปู้ชิงเถาลอบมุ่งไปยังอาคารไม้ไผ่สามชั้นที่มันจดจำได้เป็นอย่างดีทุกอย่างในที่นี่ดูไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้าแม้เพียงนิด อาจมีเพียงสัญลักษณ์ของธงที่แปรเปลี่ยนเพราะตอนที่มันผ่านทางไป ยังคงเห็นหัวหน้าโจรผู้อำมหิตคนเดิมกำลังสั่งการคนของตนอยู่
ปู้ชิงเถาเดินเรียบหลบมุมไปตามระเบียงไม้ไผ่อาศัยความมืดและเงาของป่าเขาในการอำพรางกาย จนในที่สุดมันก็บรรลุไปถึงห้องมุมสุด มองผ่านช่องไม้ไผ่ที่เรียงชิดเห็นเงาร่างชราในชุดคลุมอันแสนคุ้นเคยภายใต้แสงตะเกียงนั่งหันหน้าอ่านตำราด้านในห้องปู้ชิงเถาจึงเคาะประตูแผ่วเบาแล้วกล่าว
“นี่ศิษย์เอง"
ตะเกียงในห้องดับพรึ่บ ประตูถูกเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็วร่างของปู้ชิงเถาก็เข้าไปอยู่ภายในห้องแห่งนั้นแล้ว
ด้านฮุ่ยจวินและเส้าเทียนยังคงย่องเบาหลบเรียบไปตามมุมอาคารและต้นไม้ใหญ่อาศัยการสังเกตุแลแอบฟังเหล่าโจรภูเขาก็ทราบว่าที่เก็บน้ำและสุราอยู่ทางทิศเหนือของค่ายห่างจากที่พวกมันอยู่ไปไม่ไกลฮุ่ยจวินจึงให้เส้าเทียนดูต้นทาง พร้อมกับมอบหินสองก้อนแก่เส้าเทียนแลกำชับว่า เมื่อมีคนเข้าไปให้ซัดหินสองก้อนห่างกันสองลมหายใจไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าเพื่อกระตุ้นเตือนมันเส้าเทียนก็พยักหน้ารับ
ฮุ่ยจวินจึงใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่ราวกับเหยียบม่านเมฆเคลื่อนกายพริ้วแผ่วดั่งหมอกมายาแฉลบผ่านโจรภูเขาสองผู้ที่กำลังลาดตะเวนมา โจรทั้งสองเพียงรู้สึกว่ามีลมพัดผ่านที่เบื้องหลังแต่ไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของใคร พวกมันจึงก้าวเดินอย่างไม่หันหลังกลับ
ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ ฮุ่ยจวินก็สามารถลอบเข้าสู่ที่เก็บน้ำดื่มและสุราของเหล่าโจรภูเขาได้มันเหลียวซ้ายแลขวาก่อนล้วงเอายานอนหลับที่ได้บดทำขึ้นมาจากสมุนไพรป่าที่เก็บมาตามรายทางมันสามารถปรุงพิษเพื่อลอบสังหารคนเหล่านี้ได้ แต่มันเมื่อเดินในสายแพทย์ เช่นนั้นแล้วจะใช้วิชาแพทย์สำหรับฆ่าคนได้อย่างไร
ฮุ่ยจวินเทยานอนหนับลงในสุราและน้ำดื่มอย่างรวดเร็วสมุนไพรที่ใช้ทำยานอนหลับนี้เลือกเฉพาะตัวที่กลิ่นน้อย สีเจือจาง เมื่อนำมาทำเป็นสมุนไพรและเทลงในน้ำที่มีปริมาณมากกว่าตัวยาความเจือจางของน้ำจึงยิ่งทำให้ตัวยาไร้สีและไร้กลิ่น ยากนักที่ผู้ดื่มกินจะสัมผัสรู้รสที่เแปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยได้
ขณะที่ชายหนุ่มได้จัดการจนเสร็จสรรพเตรียมจะกลับออกไปเสียงหินกระทบต้นไม้แผ่วเบาสองคราก็ดังขึ้น นี่เป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย ชายหนุ่มจึงพริ้วกายไปหาที่หลบอย่างทันท่วงทีพอมีคนมาถึง ฮุ่ยจวินก็หาที่หลบซ่อนได้ก่อนแล้ว
“พรุ่งนี้ได้ข่าวว่าท่านหัวหน้าคนเก่าจะจัดการเด็กหญิงผู้นั้นหรือ"
“ถูกต้อง หากเจ้าหัวขโมยไม่สามารถนำทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้มาท่านหัวหน้าคนเก่าจะตัดขานางและนำนางไปเข้าสังกัดขอทานสร้างรายได้ทางอื่นแทน”
“ท่านหัวหน้าคนเก่าโหดร้ายอย่างไรก็ยังคงโหดร้ายอย่างนั้น”
“ยังดีที่นางเป็นเด็กหญิง มิเช่นนั้นคงได้ตกนรกทั้งเป็น”
ฮุ่ยจวินได้ฟังคำสนทนาของสองโจร มันก็พลอยบังเกิดความเดือดดาลโลกแห่งนี้ก็ยังมีมุมแห่งความโหดร้ายทารุณกว่าที่มันคาดคิดเป็นอย่างมาก หรือเด็กพิการที่ขอทานทั่วแผ่นดินก็ล้วนเคยผ่านค่ำคืนอันโหดร้ายเช่นนี้ชายหนุ่มยิ่งคิดก็ยิ่งนึกถึงปณิธาณเดิมที่เคยเลือนหายไปช่วงหนึ่ง ทั้งยังได้นึกถึงคำกล่าวของมู่ผิงเยว่บ่อน้ำตรงหน้าช่างมีปลาใหญ่ที่มากมายจริงๆ มากจนมันไม่รู้เลยว่าจะเริ่มปกป้องปลาเล็กจากที่ใดลำพังตัวมันในตอนนี้ ตัวมันที่ไม่รู้คำตอบในชีวิตของตนเองก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอด
“หรือข้าจะเป็นได้เพียงพวกที่ฝันเกินตัวเท่านั้น"
เส้าเทียนบังเกิดความร้อนใจที่เห็นฮุ่ยจวินเข้าไปนานแล้วไม่ออกมาซ้ำยังมีโจรสองผู้เข้าไปด้วย มันจึงคิดติดตามเข้าไป ยังดีที่ฮุ่ยจวินพริ้วกายออกมาคว้าตัวมันไว้ได้ทันหลบมุมจากกองโจรที่ลาดตะเวนได้อย่างหวุดหวิด
ฮุ่ยจวินไม่ถ่ายทอดเรื่องที่ได้ยินออกไปเพราะเกรงว่าเส้าเทียนจะหุนหันมันจึงกล่าวว่า
“เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็รอให้พวกมันถูกฤทธิ์ยาในวันพรุ่งนี้ส่วนพี่ใหญ่ของข้าก็คงได้กระบวนท่าในเคล็ดวิชาสุดท้ายกลับมาพอดี"
เส้าเทียนผงกศีรษะอย่างซาบซึ้งใจอีกหน
“ขอบคุณที่เจ้าได้ช่วยข้าและน้องสาวครั้งแล้วครั้งเล่า"
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“ไว้ออกจากที่นี่สำเร็จ พวกเราค่อยยินดีกันภายหลัง”
ฮุ่ยจวินยังคงปรากฏสีหน้าที่เคร่งเครียดพรุ่งนี้หากพวกโจรทั้งหมดไม่ถูกยานอนหลับก่อนที่พวกมันจะทารุณเด็กหญิง การต่อสู้แย่งชิงต้องเกิดขึ้นแน่มันจึงได้แต่หวังว่าเหล่าโจรภูเขาจะพลาดพลั้งต่อแผนการวางยานอนหลับของมันมากที่สุดและก็หวังให้พี่ใหญ่ของตนสำเร็จในวิชาโดยเร็ว
ไม่เช่นนั้นเรื่องราวจะบานปลายและอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของมันทันที!