คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 48
“หลังจากที่กลุ่มของฉัน เหวินฮั่น เจ๋อหยวน เหมยหรูและเพ่ยอินกำลังกินข้าวกันอยู่นั้น อี้หย่งและจิ้งหวงก็เกิดอาการร้อนรุ่มกับร่างกายขึ้นมา ซึ่งมันเกิดขึ้นเพราะว่าพวกเขาทั้งสองคนได้กินอาหารที่เหมยหรูและเพ่ยอินนำมา ส่วนฉัน ซือจุน อี้เทียน เหวินฮั่นและเจ๋อหยวนไม่ได้กินมันเลยแม้แต่คำเดียว เพราะว่าอาหารทั้งหมดถูกอี้หย่งและจิ้งหวงกินมันเพียงสองคน”
หานสือฉินอธิบายให้ชาวบ้านและบ้านเลี่ยงได้ฟัง ซึ่งแน่นอนว่าในระหว่างที่กำลังอธิบายอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากบ้านเลี่ยงด้วยความไม่พอใจ แต่หานสือฉินก็ได้ให้อีกฝ่ายหยุดฟังเขาพูดให้จบเสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเพราะด้วยหน้าที่การงานของเขาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มการผลิต ทำให้เขายังพอทำให้อีกฝ่ายเชื่อฟังได้อยู่บ้าง
“ซึ่งเหมยหรูและเพ่ยอินก็ไม่ได้ยอมรับแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเราจึงคิดที่จะนำจานอาหารของพวกเธอ และจานอาหารของเหวินฮั่นและเจ๋อหยวนไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ แต่ในระหว่างนั้นเองอี้หย่งและจิ้งหวงที่ดูเหมือนจะได้รับยากำหนัด ทำให้พวกเขาทั้งสองคนไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป และวิ่งเข้าไปโอบกอดเหมยหรูและเพ่ยอินเอาไว้”
“ดังนั้นถ้าหากจะมีใครสักคนที่จะต้องรับผิดชอบเหมยหรูและเพ่ยอิน คนคนนั้นย่อมต้องเป็นอี้หย่งและจิ้งหวง ไม่ใช่เหวินฮั่นและเจ๋อหยวนอย่างที่ทุกคนกำลังเข้าใจกัน”
อี้หย่งยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ปล่อยฉันสิ ฉันจะรีบกลับบ้านไปบอกให้พ่อกับแม่ของฉันมาสู่ขอเพ่ยอิน”
เนื่องจากว่าพ่อแม่ของเขาแก่ชรามากจนเกินไป ทำให้ในตอนนี้อีกฝ่ายไม่สามารถเดินไปไหนไกลๆ หรือทำงานได้อีกต่อไป ดังนั้นคนที่จะต้องทำงานจึงมีเพียงคนในบ้านอี้เพียงเท่านั้น ส่วนเขาที่เป็นลูกรักของพ่อกับแม่ ถึงแม้ว่าจะต้องลงแปลงนา แต่พ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้คาดหวังกับแต้มทำงานของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“ใช่ๆ ฉันก็จะรีบไปแจ้งครอบครัวของฉันเหมือนกัน”
หลังจากที่เถียนจิ้งหวงได้ยินสิ่งที่อี้หย่งพูดออกไปนั้น เขาก็รีบเอ่ยออกมาเช่นเดียวกัน เพราะสำหรับเขาแล้วนั้นถ้าหากได้เขาได้แต่งงานกับเลี่ยงเหมยหรูแล้วนั้น เขารับรองได้เลยว่าชีวิตต่อจากนี้ไปของเขาจะต้องสะดวกสบายอย่างแน่นอน เพราะว่าบ้านเลี่ยงคงไม่ยินดีให้เลี่ยงเหมยหรูต้องรู้สึกอดยากอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็จะได้รับส่วนแบ่งจากภรรยาของเขาเช่นเดียวกัน
“ไม่ต้องหรอกจิ้งหวง แม่อยู่ที่นี้แล้ว”
อู๋ซูซินเดินออกมาจากกลุ่มชาวบ้านทันทีที่เธอได้ยินเสียงของลูกชายตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าในตอนแรกที่เธอไม่ได้เดินออกไปหาลูกชายของเธอ ก็เป็นเพราะว่าลูกชายของเธอถูกคนบังนั่นเอง
“ว่ายังไงละไป๋ซูเหมียว เธอจะเรียกค่าสินสอดเท่าไรดี แต่ฉันขอบอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าเยอะมากเกินไป ฉันก็ไม่คิดที่จะให้ลูกชายของฉันแต่งงานกับลูกสาวของเธอหรอก ฉันให้ได้มากที่สุดแค่ยี่สิบหยวนเท่านั้น”
ถึงแม้ว่าเธออยากจะให้ลูกชายของเธอได้แต่งงานเสียที แต่ถึงยังไงอู๋ซูซินก็ไม่คิดที่จะนำเงินเก็บของครอบครัวออกมาจ่ายค่าสินสอดเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน เพราะถึงยังไงถ้าหากอีกฝ่ายแต่งงานกับลูกชายของเธอแล้ว ก็ต้องมาอยู่อาศัยและกินข้าวกินปลาที่บ้านเถียนของเธอ ดังนั้นเธอจึงต้องเก็บเงินในส่วนนี้เอาไว้ เพื่อซื้ออาหารให้อีกฝ่ายได้กินในอนาคตนั่นเอง
“ได้ยังไงกัน ลูกสาวของฉันถูกแตะเนื้อต้องตัวแบบนี้ ถ้าหากคนนอกหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เข้า แล้วแบบนี้ลูกสาวของฉันจะแต่งงานในอนาคตได้ยังไงกัน ถึงยังไงถ้าหากลูกชายของเธอจะแต่งงานกับลูกสาวของฉัน เธอและสามีจะต้องมอบเงินหนึ่งร้อยหยวนให้กับบ้านเลี่ยง”
ไป๋ซูเหมียวไม่มีทางยินยอมที่จะรับเงินค่าสินสอดของลูกสาวแค่ยี่สิบหยวนอย่างแน่นอน ถึงยังไงลูกสาวของเธอก็กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยม ดังนั้นย่อมต้องมีอนาคตที่ดีกว่าชาวบ้านคนอื่น แต่อีกฝ่ายกับให้เงินค่าสินสอดเธอมาแค่ยี่สิบหยวนเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของอู๋ซูซินทำให้ไป๋ซูเหมียวรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก
และแน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่ไป๋ซูเหมียวที่โมโหเพียงคนเดียว แต่ว่าบ้านเลี่ยงต่างก็รู้สึกโมโหเช่นเดียวกัน รวมไปถึงเลี่ยงเหมยหรูที่รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก ทั้งจากเมิ่งเหวินฮั่นที่ไม่ยอมช่วยเหลือเธอ และยังต้องมารับรู้อีกว่าค่าสินสอดของเธอมีค่าแค่ยี่สิบหยวนเพียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่เธอคาดหวังเอาไว้อย่างต่ำก็หนึ่งร้อยหยวน อย่างที่แม่ของเธอต้องการนั่นเอง
“หนึ่งร้อยหยวน เธอจะบ้าเหรอไป๋ซูเหมียว ถ้าหากเธอไม่อยากให้ลูกสาวของเธอแต่งงานก็แล้วไป ยังไงฉันก็ไม่จ่ายให้เธอหรอก เงินขนาดนั้นฉันสามารถซื้ออาหารให้กับครอบครัวของฉันได้เป็นเดือนๆ เลยทีเดียว”
อู๋ซูซินตาโตขึ้นมาในทันที หลังจากที่เธอได้ยินจำนวนเงินที่อีกฝ่ายต้องการ
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าหากคนอื่นรู้ว่าลูกสาวของเธอถูกแตะต้องร่างกายแบบนี้ คนพวกนั้นเขาอยากจะแต่งลูกสาวของเธอเข้าบ้านพวกเขาหรือเปล่า”
หลังจากที่อู๋ซูซินพูดจบแล้วนั้น เธอก็หันกลับมาหาลูกชายของเธออีกครั้ง “แล้วนี่ลูกชายของฉันเป็นอะไรไป ทำไมพวกนายถึงต้องจับมือจับแขนเขาเอาไว้แบบนั้น”
กงหมิงเหยี่ยนเดินเข้าไปใกล้เถียนจิ้งหวงเล็กน้อย
“ดูเหมือนว่าในอาหารที่เขากินจะมียากำหนัดอยู่ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีอาการอย่างที่เห็น ซึ่งถ้าหากพวกเราไม่จับตัวเขาไว้ มีหวังว่าตอนนี้จิ้งหวงกับอี้หย่งคงจะวิ่งเข้าหาผู้หญิงคนอื่นๆ แน่นอน”
อู๋ซูซินรู้สึกเป็นห่วงลูกชายของเธอเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่รู้จะทำอะไรให้ลูกชายของเธอหายจากอาการที่เป็นอยู่เสียที ดังนั้นอู๋ซูซินจึงทำได้เพียงถามหาคนรับผิดชอบ ที่ทำให้ลูกชายของเธอต้องมีอาการแบบนี้นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าอู๋ซูซินได้กวาดสายตามองไปยังเมิ่งเหวินฮั่นและเพื่อนของเขา รวมไปถึงเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินด้วยเช่นเดียวกัน
“มีใครจะบอกเรื่องนี้กับฉันได้หรือเปล่า ใครเป็นคนวางยาทำให้ลูกชายของฉันต้องมีอาการแบบนี้”
กงหมิงเหยี่ยนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ก่อนที่ทุกคนจะมาที่นี่ พวกเรากำลังจะเก็บเอาจานอาหารไปให้ตำรวจตรวจสอบดูว่าจานอาหารของใครเป็นคนที่มียากำหนัดอยู่ เพราะว่าทั้งฝั่งของเหวินฮั่นและเจ๋อหยวนต่างก็บอกว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ยากำหนัดลงไป อีกทั้งฉันกับคนอื่นๆ ก็ได้กินอาหารของเหวินฮั่นไปแล้ว ก็ไม่ได้มีอาการเหมือนกับอี้หย่งและจิ้งหวง”
อู๋ซูซินพยักหน้าอย่างรับรู้ ซึ่งแน่นอนว่าในตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะคิดบางสิ่งบางอย่างออกเสียแล้ว
ไม่แน่ว่าเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินอาจจะต้องการวางยากำหนัดไว้ในอาหารของตัวเอง แล้วนำไปให้เมิ่งเหวินฮั่นและเพื่อนของเขากินก็เป็นได้ เพราะว่าภายในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างก็รับรู้กันว่าเลี่ยงเหมยหรูนั้นจับจ้องเมิ่งเหวินฮั่นเอาไว้นานแล้ว เพียงแต่เมิ่งเหวินฮั่นไม่ได้ชื่นชอบเธอ ทำให้อีกฝ่ายไม่เคยมองเลี่ยงเหมยหรูไปมากกว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกับตายายของตัวเองเท่านั้น
“คุณจะบอกว่าเป็นฝีมือของลูกสาวของฉันเหรอ เหมยหรูของฉันไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าหากลูกสาวของฉันทำแบบนั้นแล้วเธอจะได้อะไร”
ไป๋ซูเหมียวรีบพูดออกมาด้วยความโมโห เพราะเธอคิดว่าอีกฝ่ายกำลังใส่ร้ายลูกสาวของเธอกับจางเพ่ยอิน อีกทั้งไป๋ซูเหมียวก็ยังไม่เชื่ออีกว่าลูกสาวของเธอจะกล้าลงมือเช่นนั้น ถึงแม้ว่าลูกสาวของเธอจะเป็นคนเอาแต่ใจพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็คงจะไม่มีความกล้าพอที่จะใส่ยากำหนัดเพื่อเรื่องอย่างว่าแน่นอน
“ถ้าไม่ใช่ลูกสาวของเธอแล้วจะเป็นใครกัน ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ต่างก็รู้กันว่าเธอต้องการพาตัวเองแต่งเข้าบ้านเมิ่งขนาดไหน ไม่แน่ที่เธอทำแบบนี้ก็เพราะต้องการที่จะให้เมิ่งเหวินฮั่นกินอาหารของเธอเขาไป แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่คนที่ต้องมารับผลกระทบกับเป็นลูกชายของฉันกับอี้หย่ง”
อู๋ซูซินจ้องมองไปที่ไป๋ซูเหมียวด้วยความไม่พอใจ เพราะคนที่ได้ผลกระทบก็คือลูกชายของเธอ ดังนั้นอู๋ซูซินจึงคิดที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อเรียกร้องค่าทำขวัญจากอีกฝ่ายนั่นเอง
“แบบนี้เธอคงต้องจ่ายค่าทำขวัญให้ลูกชายของฉันแล้วละ เขาได้รับผลกระทบโดยที่เขาไม่รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว ถ้าหากเธอไม่จ่ายค่าทำขวัญให้กับลูกชายของฉันแล้วละก็ ฉันจะไปที่ตำบลแล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมด แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็มารอดูกันว่าตำรวจเขาจะจับลูกสาวของเธอเข้าคุกหรือเปล่า”
ไป๋ซูเหมียวยกมือของตัวเองขึ้นมาแล้วชี้ไปที่อู๋ซูซินด้วยความไม่พอใจ นอกจากนี้ยังมีคนบ้านเลี่ยงที่รู้สึกไม่พอใจเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากเลี่ยงเหมยหรูทำเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ เงินที่จะต้องจ่ายออกไปย่อมต้องเป็นของบ้านเลี่ยงนั่นเอง
“ไม่จริง เหมยหรูของฉันไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด แน่จริงเธอก็ไปแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบเลยสิ”
ทันทีที่ไป๋ซูเหมียวพูดจบ เลี่ยงเหมยหรูก็รีบเข้าไปจับแขนของแม่เธอเอาไว้อย่างห้ามปราบ น่าเสียดายที่เธอไม่ทันคาดคิดว่าแม่ของเธอจะเอ่ยปากออกไปแบบนั้น เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงจะเข้าไปสะกิดอีกฝ่ายก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นไป๋ซูเหมียวก็ไม่ได้คาดคิดว่าที่เลี่ยงเหมยหรูจับแขนของเธอเอาไว้นั้นเป็นเพราะต้องการที่จะห้ามปราม แต่เธอกับคิดว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกหวาดกลัวที่คนเหล่านี้จ้องจะเล่นงานเธอนั่นเอง ดังนั้นไป๋ซูเหมียวจึงยังคงยืนยันความต้องการของตัวเอง คือการเร่งให้อู๋ซูซินไปแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบนั่นเอง
“พอเถอะค่ะแม่ ฉันไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตไปมากกว่านี้ แค่นี้ฉันก็ไม่รู้จะมองหน้าคนอื่นยังไงแล้ว”
เลี่ยงเหมยหรูกระซิบบอกกับแม่ของตัวเอง เธอไม่คิดเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะกลายมาเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตอนแรกเธอตั้งใจจะให้ครอบครัวของเธอและชาวบ้านมาเห็นตอนที่เธอและเมิ่งเหวินฮั่นกำลังแนบชิดสนิทกัน ดังนั้นเธอจึงได้จ่ายเงินให้กับเด็กชายในหมู่บ้านนี้ไปตะโกนร้องบอกกับชาวบ้านในช่วงเวลาที่เธอคิดว่าเธอและเมิ่งเหวินฮั่นกำลังแนบชิดกันอยู่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++