เล่มที่2 บทที่45 คนที่เย่เชียนตี้หวั่นเกรงที่สุด
เมื่อคนผู้นั้นจากไป จั่วเฉินก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก ในใจเขารู้สึกปั่นป่วนคิดไม่ถึงว่าที่เสี่ยวอู๋ถูกสกุลน่าหลันตามตัวกลับไปจะมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ ที่แท้ก็เพราะพวกเขาต้องการให้เสี่ยวอู๋แต่งกับผู้อื่นเกรงว่าเสี่ยวอู๋คงยังไม่รู้เรื่องนี้แน่ ไม่เช่นคงไม่ยอมกลับไปง่ายๆ
จั่วเฉินรั้งอยู่ที่นั่นต่ออีกสักพักแล้วค่อยพาท่านอาเล็กกลับเข้าไปในสำนักเมื่อส่งนางถึงที่พักแล้วเรียบร้อย จั่วเฉินก็กลับที่พักของตนเพียงลำพัง ตลอดทางได้แต่ครุ่นคิดเรื่องของหวงเส้าเทียน
สกุลน่าหลันต้องการให้เสี่ยวอู๋แต่งกับคนผู้นี้หรอกหรือ?
ที่จริงแล้ว การเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานของบรรดาสกุลใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยเพื่อความรุ่งโรจน์ของสกุล พวกเขาจึงให้ลูกหลานแต่งกับสกุลอื่นเพื่อแลกกับบางสิ่ง แม้เรื่องพวกนี้จะนับเป็นปกติทว่าจั่วเฉินนั้นรับไม่ได้ และไม่ยอมให้เสี่ยวอู๋กลายเป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสกุลเช่นนี้เด็ดขาด
อีกสามปี... ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไปที่สกุลน่าหลันเพื่อช่วยเสี่ยวอู๋ออกมาให้ได้จั่วเฉินลงชื่อหวงเส้าเทียนผู้นั้นไว้ในบัญชีดำเป็นที่เรียบร้อย
จั่วเฉินไม่ได้สนใจคำพูดของน่าหลันเสวี่ยชิงเท่าไรนักหวงเส้าเทียนผู้นั้นแข็งแกร่งมากเลยหรืออย่างไร ตัวเขาเองก็เคยเจออัจฉริยะมามากมายแม้คนเหล่านั้นจะมีความสามารถและพรสวรรค์ที่น่ากลัว ทว่าสุดท้ายก็ต้องหมอบอยู่แทบเท้าเขากันหมด
หลังจากที่จั่วเฉินปลุกพลังสำเร็จอีกครั้ง เขาก็มีพรสวรรค์ที่น่ากลัวยิ่งกว่าในอดีตเสียอีกเมื่อใดที่สิบตราปราณโบราณปรากฏออกมาทั้งหมด ทั่วทั้งดินแดนนภา หรือแม้แต่แปดดินแดนในผืนพิภพรัตติกาลก็จะไม่มีใครสามารถเทียบเขาได้อีกหากวันนั้นมาถึง หวงเส้าเทียนจะนับเป็นอะไรได้
“กลับมาแล้วหรือ”เย่เชียนตี้มองจั่วเฉินที่เดินเข้ามาด้วยสายตาประหลาด
“อืม” จั่วเฉินตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ หลังจากพยักหน้าให้แล้วก็เดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างโดยไม่พูดอะไรอีก
เห็นดังนั้นเย่เชียนตี้ก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ พอจะเข้าใจความรู้สึกของจั่วเฉินในตอนนี้อยู่บ้าง
“เดิมยังคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือเสียอีกคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้จักกับน่าหลันเสวี่ยอู๋จริงๆ”
“พวกเราเติบโตมาด้วยกัน” จั่วเฉินตอบ ทว่าหลังจากนั้นก็เหมือนนึกอะไรได้เขาจึงหันมาถามเย่เชียนตี้ต่อ “เจ้ารู้จักคนที่ชื่อหวงเส้าเทียนหรือไม่”
เย่เชียนตี้มาจากสกุลเย่จึงน่าจะคุ้นเคยกับทุกอย่างในดินแดนนภาแห่งนี้มากกว่า หากจั่วเฉินสามารถรู้เรื่องทุกอย่างของหวงเส้าเทียนได้ก็จะถือว่าได้เตรียมตัวไว้ก่อน เขามั่นใจว่าอีกสามปีตอนที่เขาไปสกุลน่าหลันจะต้องได้เจอหวงเส้าเทียนผู้นี้แน่
“หวงเส้าเทียนหรือ?” เย่เชียนตี้ได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร”
“เมื่อครู่พี่ชายของเสวี่ยอู๋มาหาข้า เจ้านั่นบอกว่าอีกสามปีนางจะต้องแต่งกับหวงเส้าเทียน”จั่วเฉินตอบน้ำเสียงราบเรียบ
เย่เชียนตี้สูดลมหายใจ รำลึกถึงอดีตอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบออกมา
“หวงเส้าเทียนเป็นนายน้อยของสกุลหวงหยา เรียกให้ถูกคือหวงหยาเส้าเทียนตอนนี้เขากำลังฝึกฝนอยู่ที่หอราชัน ข้าได้ยินว่าคนผู้นี้มีพรสวรรค์สูงมาก มีถึงเจ็ดตราปราณโบราณอีกทั้งภายในร่างก็มีเลือดของสัตว์อสูรระดับศึกหวงหยาบรรพกาลอยู่ เขาได้ชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของดินแดนนภาตอนที่อายุได้เพียงสิบสองปี ก็ได้เข้าเป็นศิษย์ของหอราชันแล้ว ร่ำลือกันว่าตอนนี้เขาได้รับการถ่ายทอดวิชาที่ตกทอดกันมาของหอราชันอีกด้วย”
“หืม?” จั่วเฉินเหลือบมองเย่เชียนตี้
ในตำหนักนภาปราณยุทธที่วัดกันด้วยพรสวรรค์แห่งนี้ เย่เชียนตี้นับเป็นอัจฉริยะแนวหน้าหลังจากที่สนิทสนมกันมากขึ้น จั่วเฉินก็รู้ถึงความหยิ่งทระนงของเขาดีดังนั้นคนที่ทำให้เย่เชียนตี้มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ได้เกรงว่าจะต้องไม่ธรรมดา
ดูท่าหวงเส้าเทียนผู้นี้จะเป็นเหมือนที่น่าหลันเสวี่ยชิงพูดเอาไว้คงจะไม่ธรรมดาสินะ
“นายน้อยแห่งสกุลหวงหยาที่มีเลือดสัตว์อสูรหวงหยาบรรพกาลไหลเวียนอยู่แถมยังมีเจ็ดตราปราณโบราณ และได้รับสืบทอดวิชาเก่าแก่มาอย่างนั้นหรือ” จั่วเฉินพึมพำขณะเดียวกันก็จดจำเรื่องเหล่านี้ไว้ในใจ เพียงครู่เดียวก็แย้มยิ้มออกมา
“ยิ้มอะไรของเจ้า” เย่เชียนตี้ถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร ข้าแค่รู้สึกว่าหวงเส้าเทียนผู้นี้น่าสนใจทีเดียว พอจะมีสิทธิเป็นคู่ต่อสู้ของข้า”จั่วเฉินตอบ
เย่เชียนตี้ได้ยินก็เบิกตาโต
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะดวลกับหวงเส้าเทียนเพราะเรื่องของน่าหลันเสวี่ยอู๋”
จั่วเฉินไม่ทันได้ตอบเย่เชียนตี้ก็รีบปราม
“ล้มเลิกความคิดเสียเถอะเจ้าไม่รู้หรอกว่าหวงเส้าเทียนผู้นี้น่ากลัวขนาดไหนสายเลือดสัตว์อสูรระดับศึกหวงหยาน่ากลัวชนิดที่เจ้าคาดคิดไม่ถึง บุคคลที่หอราชันยกย่องให้เป็นศิษย์ที่ภาคภูมิใจได้เช่นนี้ไม่ใช่คนที่ใครๆ จะสามารถไปมีเรื่องด้วยได้หรอกนะ”
เย่เชียนตี้รู้ดีว่าจั่วเฉินนั้นแข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยเห็นฝีมือของอีกฝ่ายมาแล้วจึงรู้ว่าจั่วเฉินไม่ได้มีดีแค่เปลือกนอกเท่านั้น คงยังมีความสามารถอื่นแฝงอยู่อีกแน่ทว่าเทียบกับหวงเส้าเทียนแล้ว ตีให้ตายเย่เชียนตี้ก็ไม่เชื่อว่าจั่วเฉินจะเอาชนะได้
อย่าว่าแต่สามปีเลย ต่อให้เป็นสามสิบหรือสามร้อยปีจั่วเฉินก็ไม่สามารถเทียบหวงเส้าเทียนได้ แม้การฝึกฝนจนถึงระดับสูงจะไม่ได้อาศัยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวทว่าคนที่มีพรสวรรค์ล้วนเป็นที่รักของสวรรค์ จึงมีชัยไปกว่าคนทั่วไป คนเหล่านั้นต่างก็ถูกกำหนดให้เป็นบุคคลที่ผู้อื่นได้แต่แหงนมอง
เย่เชียนตี้เองก็เป็นอัจฉริยะ เขาจึงเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดี
“อีกอย่าง หวงเส้าเทียนผู้นั้นเอาแต่ใจมากชอบทำอะไรตามอำเภอใจ หากตัดสินใจเรื่องใดแล้วก็ไม่ยอมให้ใครมาคัดค้าน ของที่เป็นของเขาก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นช่วงชิงไม่เช่นนั้นจะต้องถูกเขาเอาคืนอย่างไม่มีวันจบสิ้นแน่ เจ้าฟังคำเตือนของข้าเถอะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเสีย อย่าคิดไปมีเรื่องกับคนผู้นั้นอีก แต่หากวันหน้าเขามาหาเรื่องเจ้าล่ะก็ข้าเย่เชียนตี้จะไม่นิ่งดูดายแน่ ถึงตอนนั้นหากพวกเราร่วมมือกันคงจะพอต่อกรกับเขาได้”เย่เชียนตี้เอ่ยด้วยความจริงใจ
ได้ยินคำพูดของเย่เชียนตี้ จั่วเฉินก็เกิดความรู้สึกมากมายในใจ
แม้ดินแดนนภาแห่งนี้จะเล็กไปหน่อย แต่ก็นับเป็นหนึ่งในแปดดินแดนเช่นกันทว่าเทียบกับดินแดนศึกไร้พรมแดนที่เขาจากมาแล้ว ที่นั่นได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดรวบรวมอัจฉริยะจากทั่วทั้งผืนพิภพรัตติกาลเอาไว้มากมาย จั่วเฉินคิดว่าเป็นเพราะเย่เชียนตี้ไม่เคยพบเจออัจฉริยะพวกนั้นมาก่อนถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา
แม้หวงเส้าเทียนผู้นั้นจะนับว่าไม่ธรรมดา เพราะแค่เจ็ดตราปราณโบราณก็เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่เห็นอะไรในสายตาแล้วแถมเขายังมีสายเลือดสัตว์อสูรระดับศึกหวงหยาในร่างอีก ทว่าในสายตาของจั่วเฉิน...
เขามันก็เท่านั้นแหละ