หลังถึง์จนพอแล้ว
อันเหลิ่งโอบกอดซูหลิงอิน แม้จบภารกิจแแ่แล้วอีกฝ่ายยังคงจุมพิตดวงตาซูหลิงอินเบาๆ อยู่อย่างนั้น ััแ่เบายิ่งทวีความอบอุ่น เขาขดหางลูบไล้แผ่นหลังซูหลิงอินอย่างรักใคร่ อาลัยอาวรณ์หนักหนา
เสียงคำรามยาวเหยียดดังมาจากที่ห่างไกลของมหาสมุทร เปี่ยมบารมีน่าเกรงขาม ทุ้มต่ำกังวาน เจือความโชกโชนในชีวิตอยู่รางๆ
อันเหลิ่งหันมองที่มาของเสียงด้วยท่าทางครุ่นคิด นั่นเป็เสียงคำรามของั ใต้ทะเลนี้ไม่มีัมานานแล้ว เหลือไว้เพียงชีพจรัเพื่อให้น้ำไหลเวียนต่อไป
และไม่น่ามีัโผล่มากะทันหัน คงเป็ผู้ที่เขารู้จักมากกว่า
หรือพูดให้ถูกคือหมอนั่นรู้จักเขา แต่เขาจำไม่ค่อยได้ว่าตัวเองรู้จัก
เจียว[1] ที่ยังไม่วิวัฒนาการเป็ั
อันเหลิ่งกอดซูหลิงอินไว้พลางแหวกว่ายขึ้นสู่ผิวทะเลอย่างรวดเร็ว หางปลางดงามมหึมาสะบัดไปตามกระแสน้ำ แทบไม่เหลือคลื่นให้เชยชม ระหว่างว่ายขึ้นไปก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แสงแดดค่อยๆ มีแรงทะลวงฝ่าความมืดเข้ามา ระหว่างที่สายน้ำซัดสาดจะเห็นคลื่นริ้วสีทองอ่อนเจิดจ้ามากมาย
ซูหลิงอินเริ่มได้สติ
จริงๆ แล้วอุณหภูมิในฟองอากาศไม่มีความเปลี่ยนแปลง เขากลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากแสงสว่าง ราวกับร่างกายอาบไล้อยู่ใต้บรรยากาศอบอุ่น ชวนให้สบายใจ
รอบด้านเริ่มมีปลาพันธุ์ปกติ ทว่าเมื่อเข้าใกล้อันเหลิ่งพวกมันก็ว่ายหนีกระเจิง เวลานี้คลื่นใหญ่โถมทับเข้ามากะทันหัน ขณะเดียวกันก็ซัดฝูงปลาที่หยั่งเชิงอย่างระมัดระวังจนกระจัดกระจาย เผยให้เห็นบริเวณใต้ทะเลตื้นสะอาดตา
อันเหลิ่งหยุดว่าย หันกลับไปต้อนรับแขกผู้มาใหม่
…นั่นเป็เจียวที่ตัวขาวราวหิมะ ปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ดุจผสานเป็หนึ่งเดียวกับหิมะในฟ้าดินนี้ มีเพียงั์ตาคู่นั้นที่เป็สีทองสุกสกาวแลดูศักดิ์สิทธิ์ มวลแสงลึกล้ำไหลเวียน คล้ายตกผลึกความตั้งตาคอยนับพันปี
แม้ยังไม่วิวัฒนาการเป็ั กระนั้นเจียวก็ยังมีลำตัวมโหฬารกว่าเงือกที่คล้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่มาก เขาหยุดเข้าใกล้เมื่อระยะห่างกันประมาณหนึ่ง จากนั้นเริ่มว่ายวนเป็วงกลม
อันเหลิ่งออกแรงคุ้มกันซูหลิงอินมากขึ้น ความสัมพันธ์ของเขากับเจียวตัวนี้…มีเพียงคำว่า ‘พิลึกพิลั่น’ เท่านั้นที่อธิบายได้
ก่อนหน้านี้ซูหลิงอินถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอื่นๆ ตนไม่ตอบ เจียวตัวนี้เหมือนเป็สายใยผูกพันกล้าแกร่งสายหนึ่งในความทรงจำที่เขาจำไม่ได้
“ด้วยพลังของนาย คงวิวัฒนาการเป็ัได้นานแล้ว” อันเหลิ่งเอ่ยเสียงเรียบ
เริ่มแรกเจียวไม่ยอมตอบ เนิ่นนานกว่าจะพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ เอ่ยเสียงแหบแห้ง “ได้เห็นพวกนายในตอนนี้ ฉันเจ็บใจนัก”
อันเหลิ่งก้มมองซูหลิงอิน “พวกเรารู้จักกันั้แ่อดีตเหรอ…”
เจียวเงียบไม่ตอบ
อันเหลิ่งไม่สนใจความเงียบของเขา พูดเหมือนรำพันกับตัวเอง “ฉันถูกกักขังด้วยกาลเวลา พวกเขาบอกว่าเป็คำสาปที่ไม่อาจถอน แล้วนายล่ะ”
ซูหลิงอินย่อมไม่ตอบ ส่วนเจียวนั้นยังคงเงียบต่อไป หลังว่ายวนอยู่หลายรอบก็เห็นว่าซูหลิงอินทำท่าจะตื่น จึงจากไปอย่างเงียบเชียบ
แน่นอนว่าเขาอยู่ใน่ปลายของการวิวัฒน์เป็ัแล้ว ขอเพียงบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นนั้นก็จะกลายเป็ัทันที น่าเสียดายที่ยึดติดเกินไป เนิ่นนานยังไม่ยอมปล่อยวาง…
ซูหลิงอินค่อยๆ ตื่นขึ้นท่ามกลางอ้อมกอดของทะเลตื้นและแสงแดดอบอุ่น สบเข้ากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มของอันเหลิ่ง มองเห็นความอ่อนโยนที่ระบายอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน ร่างกายนอกจากยังปวดเมื่อยอยู่บ้างก็รู้สึกสะอาดสดชื่นขึ้นมาก อันเหลิ่งคงช่วยชำระกายให้เขาระหว่างหมดสติ
“นายจะรักฉันไหม” อันเหลิ่งว่ายวนอยู่ด้านหลังเขา หางปลามหึมาแทบม้วนจนเหลือครึ่งเดียว สะบัดไปมาน้อยๆ ก่อคลื่นน้ำเป็ระลอก
ซูหลิงอินพิงกายอยู่ในฟองอากาศ เอ่ยถามยิ้มๆ “ทำไมต้องพูดถึงความรักด้วยล่ะ”
“เพราะมันสวยงามกว่ากุหลาบ…”
“และโหดร้ายกว่างูพิษ” ซูหลิงอินเอียงคอยิ้ม น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน ทว่าอ่อนโยนจนอำมหิต “ตอนแรกฉันคิดว่านายผ่านโลกมามาก ไม่นึกเลยว่าจะไร้เดียงสาขนาดนี้จริงๆ จงอย่าเชื่อในความรัก มันคือสิ่งไร้ค่าที่สุด ซ้ำร้ายยังทิ่มแทงนายใน่คับขัน เป็เพียงนิทานหลอกเด็กที่น่าขำเกินควรตลอดไป”
อันเหลิ่งหยุดว่าย จ้องมองซูหลิงอินด้วยสายตาลุ่มลึก “บางทีที่ผ่านมาอาจไม่มีอยู่จริง แต่มนุษย์มีอายุขัยแค่ร้อยปี เพียงพอให้ฉันรักนายจนกว่าตัวนายจะหายไป”
ซูหลิงอินหัวเราะพรืด ไม่รู้เย้ยหยันความไม่ประสีประสาของตนหรือระอาใจกับความใสซื่อของอีกฝ่าย “เด็กโง่…”
พฤติกรรมบางอย่างของเงือกนั้นเบาปัญญา ดื้อดึงจนเหมือนเด็กในสายตาเขา อย่างไรตนก็เชื่อไม่ลง
ทะเลลึกน่ะเหรอสถานที่สวยงาม พอคิดดูแล้วคงไม่บริสุทธิ์ไปกว่าโลกมนุษย์สักเท่าไร
หากปีศาจพันปีไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเลยสักนิด เกรงว่าคงตายไร้ที่ฝังไปนานแล้ว
เงือกตัวนี้ช่างย้อนแย้งจนผิดปกติจริงๆ
ซูหลิงอินเอื้อมมือไปเกี่ยวรัดคออันเหลิ่ง โน้มตัวไปใกล้ใบหูเขา ลมหายใจหอมรัญจวนดั่งดอกกล้วยไม้ “อยากได้อีกไหม”
อันเหลิ่งเพียงจุมพิตมุมปากเขาแล้วกอดเอว ว่ายขึ้นไปบนผิวทะเลอย่างรวดเร็ว
มหาสมุทรเสมือนแมวน้อยแสนเชื่อง คลื่นน้ำไหลผ่านร่างอันเหลิ่งโดยไร้แรงกีดขวาง โครงสร้างร่างกายเงือกทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างอิสระ เป็หนึ่งในรากฐานที่ช่วยให้พวกเขาเป็ใหญ่ในมหาสมุทรเมื่อพันปีก่อน ซูหลิงอินประจักษ์กับตัวเป็ครั้งแรก ย่อมต้องตะลึงอย่างอดไม่ได้ พบว่าทุกอย่างไม่ได้ตื้นเขินเพียงเปลือกนอกอย่างที่หนังสือกล่าวอ้าง
เขายิ่งหมายมั่นปั้นมือจะเอาให้ได้
“ฉันจะไปหานาย แล้วทำให้ข้อแลกเปลี่ยนของเราเสร็จสิ้น นายบอกเองว่าพวกเรายังมีเวลาอีกมาก อนาคตอีกยาวไกล…” เสี้ยววินาทีก่อนอันเหลิ่งโผล่พ้นผิวน้ำก็เอ่ยกระซิบข้างหูซูหลิงอินเบาๆ
ซูหลิงอินไม่โต้แย้งอะไร
ถึงอย่างไรเวลาก็จะบอกทุกอย่างเอง เมื่อเปลือกนอกแตกร้าวถูกกระชากออก ทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้ง
เชิงอรรถ
^ สัตว์ในตำนานของจีน กึ่งงูกึ่งมังกร