เทพสงครามมังกรเทวะ

    เตรียมการเปิดผนึก

    หลังจากที่แง่งอนกันอยู่นาน เฟยหรงก็ทำให้นางหายโกรธได้สำเร็จและเดินออกจากแหวนมิติจิตวิญญานไปพร้อมกับหญิงงามทั้งสามคน เมื่อออกมาจากแหวนแล้วนั้นเหล่าภรรยาของเขาพากันดึงเอาหญิงงามทั้งสามไปพูดคุยกันในทันที ส่วนเฟยหรงนั้นไม่ได้ตามไปด้วยเพราะพวกนางห้ามเอาไว้ อีกทั้งยังมีศิษย์รับใช้ประจำคฤหาสน์เจ้านิกายมาส่งข่าวว่าตอนนี้เฟยเทียนเรียกเขาพบโดยด่วนจึงต้องรีบไป

     

    ชายหนุ่มเมื่อเดินมาถึงในห้องของเฟยเทียน เขาก็ต้องชะงักไปครู่ใหญ่ ด้านหน้าของเขาคือตา ยาย ปู่ ยา อีกทั้งยังมีเสวียเหม่ยนั่งอยู่ วันนี้เป็นวันรวมญาติหรืออย่างไรเหตุใดพวกเขาถึงมากันมากมายขนาดนี้

     

    "โอ้ เจ้าตัวดีของพวกท่านมาแล้ว"เฟยเทียนกล่าวในทันที เฟยหรงผสานมือคาราวะพวกเขาและเดินไปนั่งกับเสวียเหม่ยอย่างรวดเร็วก่อนจะกล่าวถาม "ท่านพ่อมีอะไรกันหรือขอรับถึงได้มารวมตัวกันเช่นนี้"

     

    "หืม นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือ นี่มันใกล้ถึงกำหนดการณ์ปลดผนึกโลกแล้ว ดังนั้นจึงพวกเราจึงจำเป็นต้องปรึกษากันเพื่อหาแนวทางว่าเมื่อปลดผนึกแล้วจะทำอย่างไรต่อไปอย่างไรละ"เฟยเทียนกล่าวตอบ

     

    "โอ้จริงด้วย แล้วเจ้าบัลลังก์อีกสองคนพร้อมหรือไม่ขอรับ"เฟยหรงกล่าวถามและหันหน้าไปทางเป่ยเฉิน

     

    "พวกเขาพร้อมอยู่แล้วละ สองคนนั้นเป็นพวกชอบไฝ่หาความแข็งแกร่งให้ตนเองโอกาสเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางพลาดไปได้หรอกนะ หากพวกเราพร้อมสามารถติดต่อขุมกำลังของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ให้นำทางได้ทันทีแล้วพวกเขาจะนำเราไปที่สถานที่ปลดผนึกโลก"เป่ยเฉินกล่าวตอบ

     

    "เช่นนั้นก็แบบนี้ พอปลดผนึกโลกเรียบร้อยแล้วพวกเราจะออกไปยังนอกโลกใบนี้เพื่อทะลวงระดับในทันทีและมุ่งหน้าไปยังจักรวาลทิศตะวันตก ที่นั่นมีสถานที่ๆชื่อว่าทะเลดวงดาวอยู่จากที่ข้าได้ข้อมูลมา เทพสมุทรที่เป็นต้นกำเนิดของตระกูลเป่ยอยู่ที่นั่นและพวกเขาจะปฏิบัติกับพวกเราเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน หรือไม่แน่พอได้ยินเรื่องสายเลือดเต็มสิบส่วนพวกเขาอาจจะมารับเราถึงที่เลยก็่ว่าได้"เฟยหรงกล่าวขึ้น แววตาของเป่ยเฉินและเป่ยอวิ้นเอ๋อเจือความตื่นเต้นในทันใด การได้เจอเทพสมุทรผู้เป็นต้นกำเนิดของตนเองย่อมเป็นอะไรที่พวกเขาปรารถนา อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่องขุมกำลังหนุนหลังอีกด้วย

     

    "เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน พวกเราไม่มีปัญหา"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าว

     

    "พวกเราเองก็ขอแค่ได้อยู่กับครอบครัวไม่ว่าที่ใดก็อยู่ได้"เฟยหงกล่าว และกุมมือหยุนอู่หลิงเอาไว้ เฟยหรงพยักหน้าในทันใด และหวังว่ามันจะเป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นพอได้ออกไปพวกเขาคงจะต้องเร่รอนอยู่ในจักรวาลเป็นแน่

     

    "เช่นนั้นก็เอาเป็นว่าอีกเจ็ดวันก็แล้วกันขอรับ ข้าขอจัดการเรื่องต่างๆให้เรียบร้อยก่อน ส่วนหอกระบี่ดาวตก มหาสมุทรนิรัทร์ และพระราชวังเยือกแข็งท่านจำเป็นต้องหาคนดูแลแท่นนะขอรับ"เฟยหรงกล่าวขึ้นอีกครั้ง เมื่อออกไปแล้วจะได้กลับมาหรือไม่ หรือกลับมาตอนไหนก็ไม่รู้ อีกทั้งขุมกำลังเหล่านี้ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปดังนั้นการหาตัวแทนหรือประมุขคนต่อไปจึงสำคัญมาก

     

    "พระราชวังเยือกแข็งข้าให้ผู้อาวุโสใหญ่ดูแลแทนแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง"เสวียเหม่ยกล่าว

     

    "สำหรับมหาสมุทรนิรันทร์ ข้าเองก็สืบทอดให้กับบิดาของลู่หลินไปแล้วเช่นกัน การเดินทางในครั้งนี้นั้นมียาย ตาของเจ้าและ หลงอวิ้นหลันเท่านั้นที่จะออกเดินทางไป"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าว

     

    "ส่วนหอกระบี่ดาวตกพ่อว่าจะให้มันกับท่านอาจารย์ปู่ของเจ้าทั้งยังจะชวนให้สหายเสี่ยงเฟิงและสหายจ้าวหยางมาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยกันดูแลมัน"เฟยหรงที่ได้ยินเรื่องนี้ถึงกับคิ้วกระตุกในทันที ดูเหมือนว่าทุกคนจะเตรียมการเป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกจากด่านมาแล้วสินะ โดยเฉพาะเฟยเทียนที่ดูจะวางแผนทุกอย่างเอาไว้หมดแล้วเรื่องความเป็นไปของหอกระบี่ดาวตกที่ขาดพวกเขาไป ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วจริงๆ แบบนี้ถึงต่อให้พวกเขาออกไป ขุมกำลังทั้งสามนี้ก็ยังจะคงเป็นขุมกำลังใหญ่ของทวีปศักดิ์สิทธิ์ตามเดิม

     

    "ในเมื่อตัดสินใจได้ทุกอย่างแล้ว ก็เป็นอันว่าตกลงตามนี้นะขอรับ ข้ากับเสวียเหม่ยขอตัวออกไปด้านนอกก่อน"เฟยหรงผสานมือคาราวะและจับมือเสวียเหม่ยเดินออกไป ก่อนที่หนึ่งชายหนึ่งหญิงงามนิ่งอิงแอบแนบชิดกันริมหน้าผาท่ามกลางดวงจันทร์งดงาม และมองไปที่ภรรยาคนอื่นๆที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนานในศาลาริมน้ำด้านล่าง

     

    "สามีเจ้าเนี้ยเดี๋ยวนี้ชักจะเจ้าชู้มากเกินไปหรือ ถึงขนาดมีน้องหญิงให้ข้าถึงสามคนทั้งที่ออกมาได้เพียงแค่เจ็ดวันเจ้านี่ช่างน่าตีนัก"เสวียเหม่ยกล่าวอย่างขบขัน เฟยหรงที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ

     

    "ช่วยไม่ได้ใครให้สามีเจ้าทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจกันละ ฮ่าๆๆ"

     

    "ฮิ หลงตัวเอง!"เสวียเหม่ยกล่าวและบิดแขนของเฟยหรงอย่างมันใส่ ชายหนุ่มยิ่งกระชับอ้อมกอดเข้ามาแนบชิดขึ้นในทันใดก่อนที่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย "อีกไม่กี่วันพวกเราก็จะออกจากโลกใบนี้แล้ว ภรรยาข้าเมื่ออกไปแล้วข้าหวังว่าเจ้าจะต้องยับยั้งชั่งใจให้ดีเข้าใจหรือไม่ แม้พวกเราจะเป็นเจ้าบัลลังก์แต่ทว่ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันในตอนนี้"

     

    "ข้าเข้าใจดี ข้ารอมานับล้านปีจะรออีกสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร ว่าแต่สามีเจ้าจะเอาอย่างไรกับพวกนาง ตบะตอนนี้แม้พวกนางจะอยู่ในขั้นจักรพรรดิเทวะแต่ทว่าเมื่อออกไปอยู่ด้านนอกตบะของพวกนางระดับนี้คงจะไม่เพียงพอที่จะมีชีวิตรอดอย่างแน่นอน"เสวียเหม่ยกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง

     

    "เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นไป ตราบใดที่พวกนางยังไม่บรรลุขั้นเทพอมตะข้าจะให้พวกนางบ่มเพาะในแหวนมิติจิตวิญญาน บอกตามตรงหากไม่ใช่วิธีนี้ข้าเองก็ไม่กล้าเสี่ยงให้พวกนางออกไปนอกโลกเช่นกัน"เสวียเหม่ยพยักหน้าอย่างเร้วไว ดูเหมือนสามีของนางจะเตรียมการทุกอย่างเอาไว้ให้เหล่าภรรยาหมดแล้ว นี่ทำให้นางผู้เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของพวกนางอดไม่ได้ที่จะดีใจ อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง

     

    ในช่วงเวลาเจ็ดวันเฟยหรงใช้เวลาที่เหลือนี้ในการเตรียมคฤหาสน์ สวนสมุนไพร สถานที่ฝึกฝน สถานที่เอาไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ อีงทั้งยังสีสวนดอกไม้ น้ำตกสำหรับชำระล้างร่างกาย รวมไปถึงอย่างอื่นอีกมากในด้านในแหวนมิติจิตวิญญาน เรียกได้ว่าตอนนี้มันได้กลายเป็นโลกขนาดย้อยเลยก็ว่าได้ ต่อให้นำทั้งนิกายเข้าไปพื้นที่ก็ยังคงเหลือเพียงพอที่จะใช้งานอยู่ดี

     

    เฟยหรงเมื่อจัดสรรค์ทุกอย่างเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยืนเท้าเอวพยักหน้าอย่างชื่นใจให้กับผลงานของเขาเอง อีกทั้งยังพาครอบครัวเข้ามาดูชมด้านใน แหวนมิติจิตวิญญานวงนี้สามารถดูดลมปราณจากด้านนอกได้ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปว่ามันจะขาดแคลนลมปราณ

     

    เหล่าหญิงสาวไม่ว่าจะเป็นภรรยา ท่านแม่ ท่านย่า หรือท่านยายต่างพากันตกตะลึงในใจเนื่องจากความงดงามด้านในของมัน เฟยหรงยืดอกอย่างองอาจด้วยความภูมิใจแต่ทว่าพวกเขากลับภูมิใจไม่ได้นาน เฟยเทียนก็ทักขึ้นมาเสียก่อน "เอาละได้เวลาแล้วไปกันเถอะ"

     

    เฟยหรงและคนอื่นๆพยักหน้ารับ ก่อนจะพากันออกไปในเวลานี้ด้านในเหลือเพียงภรรยาของเขาที่ตบะยังไม่ถึงเทพอมตะ หวูหลิง หลงเหม่ยเหม่ย หลงเหม่ยอิง รวมไปถึงธิดาของเฟยหรองอย่างปิงลี่อิน เฟิงหยุนเยว่ และบรรดาสัตวืเลี้ยงของพวกนางเท่านั้น หากถามว่าทำไมเฟยหรงถึงไม่พาคนไปมากกว่านี้คำตอบก็ช่างง่ายดาย พวกเขาเหล่านั้นหากจะออกไปพวกเขาล้วนอยากจะท้องจักรวาลด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเฟิงหลินเทียนและภรรยาผุ้เป้นพ่อตาและแม่ยายของเขา หยุนฮ่าวและภรรยาที่เป็นทวดของชายหนุ่มเองก็เช่นกัน แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้กล่าวขัดอะไร

     

    ส่วนคนอื่นๆอย่างพวกจ้าวหยาง เสี่ยวเฟิง จักรพรรดิฮั่ว และจักรพรรดิเหล่ยนั้นพวกเขาไม่คิดอยากจะออกไปแต่อย่างใด เนื่องจากพวกเขาผูกพันธ์กับโลกใบนี้และยึดติดเกินว่าจะที่ออกไปได้

     

    ก่อนไปเฟยหรงได้เทศนาฮั่วหลินเฉินครั้งใหญ่และถ่ายทอดคำสั่งออกไปให้เจ้าเด็กตัวแสบของเขาคนนี้เป็นประมุขน้อยของหอกระบี่ดาวตกและในอนาคตเขาจะต้องเป้นประมุขนิกายได้อย่างยอดเยี่ยม

     

    เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเฟยหรง เสวียเหม่ยขึ้นไปบนหลังของจักรพรรดิมังกรหลงเสี่ยวหยา เฟยเทียน เป่ยอิงอิง เฟยหง และหยุนอู่หลิงขึ้นไปบนหลังของพยักสวรรค์สามเนตรไป๋หู่ ส่วนเป่ยอวิ้นเอ๋อและเป่ยเฉินนั้นก็อยู่บนหลังของจักรพรรดิมังกรสมุทรหลงอวิ้นหลันเป้นที่เรียบร้อย

     

    "โฮก!!"สองจักรพรรดิมังกร หนึ่งพยัคฆ์สวรรคืคำรามกึกก้องก่อนที่จะทยานร่างออกไป ด้วยความยิ่งใหญ่และอำนาจสยบเหล่าศิษยืของหอกระบี่ดาวตกและเหล่าผู้อาวุโสพากันคุกเข่าลงด้วยความทราบซึ้งใจ ก่อนที่คำกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งหอกระบี่ดาวตกจะดังขึ้นมาพร้อม

     

    "น้อมส่งท่านผู้ก่อตั้งนิกาย!!" คำเรียกขานของพวกเขาเปลี่ยนไปจากผู้นำนิกายกลายเป็นผู้ก่อตั้งนิกายนั้นอันเนื่องมาจากเฟยเทียนได้ประกาศยกตำแหน่งผู้นำนิกายให้เย่เฉินแล้วนั่นเอง

     

    คำพูดนี้ล้วนออกมาจากใจจริงของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสในนิกาย ทั้งมันยังเต็มไปด้วยความเคารพอย่างสุดใจ ในความคิดของพวกเขาจะมีนิกายไหนบางที่ปฏิบัติกับศิษย์อย่างเป็นกันเองเยี่ยงครอบครัวเช่นนี้ หากลองครุ่นคิดดูดีๆคงจะมีแค่หอกระบี่ดาวตกที่เดียวเท่านั้น แล้วจะไม่ให้พวกเขาทราบซึ้งใจในบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของผู้ก่อตั้งนิกายแห่งนี้ได้อย่างไร ในใจของพวกเขาต่อให้ตอนนี้จะไม่มีผู้ก่อตั้งนิกายเช่นเฟยเทียนอยู่แต่พวกเขาก็สาบานในใจว่าจะไม่ทำให้นิกายตกต่ำเป็นอันขาดและจะพยายามอย่างเต้มที่เพื่อให้นิกายนี้แข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไป

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน