ทว่าเธอลงมือทำอาหารช้าอีกทั้งข้าวยังไม่สุกดี พอได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารจากบ้านข้างๆจ้าวอวี้เฟินก็รู้สึกหิวจนท้องร้องโครกคราก
ขณะนั้นเองเว่ยหงปิงก็ถือชามข้าวเดินมาหยุดตรงหน้าจ้าวอวี้เฟิน"อาหารของคุณยังไม่สุกเลย กินของผมก่อนสิ"
จ้าวอวี้เฟินรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างสุดซึ้ง"จะดีหรือคะ"
ใบหน้าเหลี่ยมคมของเว่ยหงปิงเผยรอยยิ้มซื่อๆ"ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกเราเป็นยุวชนผู้รู้แจ้งควรจะช่วยเหลือและเข้าใจกัน ข้าวของคุณสุกเมื่อไร ค่อยเอามาคืนผมก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวอวี้เฟินก็ไม่ปฏิเสธอีก เธอหิวจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
เธอจึงรับชามข้าวมาด้วยความยินดีหลังผ่านไปครึ่งชั่วโมง ข้าวของเธอก็สุกดี เธอตักข้าวชามใหญ่ไปคืนเว่ยหงปิงแถมยังตักเนื้อไปเยอะทีเดียว
ฮั่วเจี้ยนจงกินจนอิ่มหนำสำราญคนเดียวเนื้อหมูป่าหนึบหนับ เคี้ยวเพลิน และหอมอร่อยเป็นพิเศษ ตัวเนื้อก็ไม่ค่อยมีไขมันแถมหัวไชเท้าที่ตุ๋นอยู่ในน้ำแกงก็อร่อยจนเขาซดเกลี้ยงชาม
เยว่เผิงไห่กินไปครึ่งหนึ่งเก็บไว้อีกครึ่งหนึ่ง
หลินเฟิงกินเนื้อไปเพียงหนึ่งในสามที่เหลือเขาตั้งใจจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้ ถ้ากินหมดในวันเดียวพรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรกินแล้ว
โจวเม่ยร้องไห้อยู่ในห้องเป็นเวลานานไม่เห็นมีใครมาปลอบใจเธอเลย ปกติแล้วเวลาเธอร้องไห้เสียใจเยว่เผิงไห่กับหลินเฟิงมักจะมาปลอบเธอเสมอ
โดยเฉพาะเยว่เผิงไห่จะนำอาหารมาให้เธอด้วย
ตอนนี้ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้วไม่มีใครจำเธอได้เลย พอได้กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นจากในลานบ้าน โจวเม่ยก็หิวจนท้องกิ่วสุดท้ายเธอจึงต้องออกมาหาอะไรกินเอง
หลังจากที่วุ่นวายมานานเวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ทุกคนเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวันพออิ่มแล้วก็พากันอาบน้ำเข้านอนพักผ่อน
โจวเม่ยจงใจสร้างเสียงดังเอะอะในลานบ้านทำให้ทุกคนนอนไม่หลับ
นอกจากบ้านของหลี่จินฮวาและบ้านพักยุวชนแล้วบ้านของเฉินซิ่วฮวาเองก็ส่งเสียงดังเอะอะเช่นกันแต่ก็ไม่ได้ดังเท่าบ้านของหลี่จินฮวาและบ้านพักยุวชน
เฉินซิ่วฮวาปิดประตูแล้วด่าว่าเซียวหยวนหมิงเป็นไอ้ขี้แพ้เกาะเมียกิน แต่กลับฆ่าหมูป่าได้!
ประหลาดแท้!
ส่วนบ้านอื่นๆในกองผลิต ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกครอบครัวต่างพากันมีความสุขกับการทำอาหารเย็นและตุ๋นเนื้อ
อย่างไรก็ตามการได้กินเนื้อก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้เนื้อจะไม่มากนักแต่ก็พอให้หายอยากได้
เรื่องราวเหล่านี้ซูเจียวเจียวไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วย
ไม่ว่าทุกคนจะคิดอย่างไรอย่างไรเสียหมูป่าก็เป็นฝีมืออาหมิงคนเดียวไม่ใช่หรือที่ฆ่ามันได้การที่บ้านเธอจะได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?
หลังจากหลับฝันดีจนถึงเช้าตรู่
ซูเจียวเจียวบิดขี้เกียจอย่างสบายใจพอคิดว่าอีกสองวันไม่ต้องออกไปทำงาน ซูเจียวเจียวก็อารมณ์ดีขึ้นไปอีก
เพราะไม่ต้องออกไปทำงานเซียวหยวนหมิงก็ไม่ต้องตื่นเช้า ทั้งสองจึงนอนกอดกันบนเตียงต่อช่วงเวลาได้นอนตื่นสายเช่นนี้หายากยิ่ง เป็นโอกาสดีที่จะได้พักผ่อนชดเชย
จนกระทั่งแปดโมงกว่าซูเจียวเจียวจึงตื่นขึ้นมา แต่ร่างของเซียวหยวนหมิงก็ไม่อยู่ข้างเธอแล้ว
ซูเจียวเจียวคิดว่าเซียวหยวนหมิงคงไปเข้าห้องน้ำแต่พอมาถึงลานบ้าน กลิ่นหอมฟุ้งก็อบอวลไปทั่วลาน เธอเดินเข้าไปในครัวก็เห็นเซียวหยวนหมิงกำลังต้มบะหมี่
ในบะหมี่มีเนื้อหมูที่เพิ่งซื้อมาจากตัวอำเภอเมื่อไม่นานมานี้ใส่ผักกาดหนึ่งกำมือ และไข่ดาวอีกสองฟอง
ซูเจียวเจียวเห็นแล้วน้ำลายไหล
"ฉันบอกแล้วไงว่าให้คุณพักผ่อนดีๆ บนเตียง ทำไมยังออกมาทำอาหารอีก"
เป็นเพราะเธอหลับลึกเกินไป
จนกระทั่งอาหมิงตื่นนอนเธอก็ยังไม่รู้ตัว
เซียวหยวนหมิงปล่อยมือซ้ายลงข้างตัวมือขวาคนบะหมี่ในหม้อ แล้วโรยต้นหอมซอยลงไป "ผมเป็นผู้ชายควรจะดูแลคุณ จะให้คุณยุ่งอยู่ตลอดได้ยังไงกัน"
ซูเจียวเจียวรู้สึกอบอุ่นในใจเขาบาดเจ็บอยู่แท้ๆ แต่ยังต้องทำอาหารเช้าให้เธออีก
เธอรีบเดินเข้าไปช่วยเซียวหยวนหมิงยิ้มพลางพูดว่า "บะหมี่เสร็จแล้วในหม้ออีกใบมีน้ำร้อน คุณไปตักน้ำล้างหน้าเถอะ เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว"
ซูเจียวเจียวเห็นว่าไม่มีอะไรให้ช่วยจริงๆจึงเดินไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างว่าง่าย แล้วมาที่โต๊ะเล็กๆในครัวเพื่อกินข้าวด้วยกัน
ที่บ้านมีแค่สองคนปกติแล้วจะกินข้าวกันในครัวเล็กๆ จะได้ไม่ต้องเดินไปมาที่ห้องโถง
ทั้งสองคนนั่งลงที่โต๊ะเล็กๆ
ซูเจียวเจียวพบว่าบะหมี่ในชามของเธอมีเยอะมาก เนื้อหมูหั่นชิ้นเกือบทั้งหมดอยู่ในชามของเธอแถมยังมีไข่ดาวชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น
ตรงกันข้ามกับเซียวหยวนหมิงที่มีบะหมี่เพียงเล็กน้อยน้ำแกงเยอะมาก ไม่เห็นเนื้อ มีเพียงผักกาดหนึ่งกำมือและมีไข่ดาวหนึ่งชิ้นวางอยู่ด้านบน
"ฉันกินไม่หมดหรอก คุณแบ่งไปหน่อยสิ" ซูเจียวเจียวถือชามขึ้นมาหมายจะคีบบะหมี่และเนื้อให้เขาแต่เขากลับห้ามไว้
เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยสีหน้าอ่อนโยน"ไม่เป็นไร คุณกินก่อน ถ้ากินไม่หมดค่อยให้ผมกิน"
ซูเจียวเจียวส่ายหน้า"แบบนั้นมันไม่ดีหรอกค่ะ ฉันกินแล้วจะให้คุณกินได้ยังไง"
"ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย คุณเป็นภรรยาผม ผมก็ชอบกินของที่คุณกินแล้ว"
เซียวหยวนหมิงยิ้มกว้างดูซื่อๆ เล็กน้อย ใบหน้าที่หล่อเหลาก็ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลขึ้นมากไม่มีท่าทางเย็นชาและแข็งกระด้างเหมือนเมื่อก่อน
ซูเจียวเจียวถูกคำพูดของเขาทำให้ใจเต้นระรัวใบหน้าก็แดงเรื่อด้วยความเขินอาย
ผู้ชายหยาบกระด้างคนนี้เริ่มหว่านเสน่ห์เป็นแล้วหรือนี่!
เปลี่ยนไปมากจริงๆ!
แต่เธอก็ชอบเขาที่เป็นแบบนี้!
อาหมิงแบบนี้ดูมีชีวิตชีวามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น! แถมยังร่าเริงขึ้นมากอีกด้วย!
เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับอารมณ์และเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเธอในชาตินี้!
แบบนี้ดีจริงๆ
หลังอาหารเช้าซูเจียวเจียวก็อาสาไปล้างจาน ไม่ยอมให้เซียวหยวนหมิงทำอะไรเลยยืนกรานให้เขาพักผ่อน
หลังจากทำความสะอาดครัวเสร็จซูเจียวเจียวก็ไปซักผ้า
พอกลับมาจากการซักผ้าก็พบว่าเซียวหยวนหมิงกำลังทำแบบฝึกหัดที่เธอเขียนให้
หลังจากทบทวนและศึกษามาหลายวันซูเจียวเจียวพบว่าเซียวหยวนหมิงก้าวหน้าไปมากก่อนหน้านี้ทุกวิชาได้แค่เจ็ดสิบถึงแปดสิบกว่าคะแนนแต่ตอนนี้กลับทำได้มากกว่าเก้าสิบคะแนน แถมคณิตศาสตร์ยังได้เต็มอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ไม่คิดเลยว่าผลการเรียนของอาหมิงจะดีขนาดนี้!
ก่อนหน้านี้ที่เขาทำคะแนนได้น้อยเพราะละทิ้งตำราเรียนไปหลายปีวันๆ เอาแต่ทำงานหนักจนคืนอาจารย์ไปมากโข
ตอนนี้พอได้กลับมาทบทวนเขาก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยแนวโน้มแบบนี้อาหมิงต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน!
ซูเจียวเจียวรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งดูเหมือนว่าการให้อาหมิงเรียนหนังสือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
หลังจากตากผ้าเสร็จซูเจียวเจียวก็ไปนั่งข้างเซียวหยวนหมิง หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
แสงแดดสาดส่องลงมาบนร่างของทั้งสองคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในลานบ้านอย่างเงียบสงบดูเป็นภาพที่งดงามราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่งลง
เมื่อจ้าวอวี้เฟินมาถึงหน้าบ้านของเซียวหยวนหมิงเธอก็เห็นภาพแบบนี้ในลานบ้าน
บรรยากาศกลมกลืนอบอุ่นจนน่าอิจฉา
ดวงตาของจ้าวอวี้เฟินเผยความประหลาดใจซูเจียวเจียวถือหนังสืออ่านในเวลาว่างไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ทำไมเซียวหยวนหมิงถึงอ่านหนังสือด้วยล่ะ?
เธอจำได้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยอ่านหนังสือ...
อาจเป็นเพราะสายตาของจ้าวอวี้เฟินจดจ่อและร้อนแรงเกินไปเซียวหยวนหมิงและซูเจียวเจียวในลานบ้านจึงรู้สึกตัวพร้อมกัน ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นก็เห็นจ้าวอวี้เฟินยืนอยู่นอกลานบ้าน
ซูเจียวเจียววางหนังสือลงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปต้อนรับ "ยุวชนจ้าวเธอมาได้ยังไง?"