ตระกูลต่งถือเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในหยูโจว ใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถปิดบังท้องฟ้าได้ นับประสาอะไรกับเล่นงานหลินอู๋เฉิน
แต่ต่งป๋ออย่างเขาที่เป็นคุณชายกลับยอมรับความพ่ายแพ้ หลังจากนั้นจึงทำอย่างที่พูดโดยไม่บิดพลิ้ว เป็นคนหนุ่มน่าเลื่อมใส ดีกว่าพวกหวังเห่า ฉินเย่ เย่ฟานหรือเอี้ยเฟยเยอะเลย
ข้อนี้เองที่ทำให้หลินอู๋เฉินยอมรับต่งป๋อ มองว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ดังนั้นจึงไม่ถือสาเอาความ
“ฮิฮิ สุดยอดเลยนะเนี่ยนายน่ะ ทำให้น้องฝาแฝดของฉันต้องพูดคำน่าอายพวกนั้นออกมา...” ต่งมู่เออร์ที่เงียบอยู่โดยตลอดหัวเราะเบิกบาน “นี่นายน่ะ สนใจทำงานให้ตระกูลต่งหรือเปล่า”
เพราะหลินอู๋เฉินคิดเลขได้เร็ว การคำนวณเป็นเลิศ สำหรับตระกูลต่งที่ประกอบธุรกิจด้านฮาร์ดแวร์แล้ว คนหนุ่มอย่างเขาถือว่ามีประโยชน์ ต้องรีบดึงตัวเข้ามาทำงาน
สำหรับคำชวนนั้นหลินอู๋เฉินส่ายศีรษะ
“งั้นเหรอ...น่าเสียดายนะ อุตส่าห์เจอคนเก่งๆ ทั้งที...” มองเห็นคู่แฝดเดินไหล่ห่อไปขึ้นรถ ต่งมู่เออร์กล่าวว่า “ขอแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อหน่อยสิ เผื่อว่าฉันสงสัยสมการข้อไหนจะได้โทรไปถาม...นายว่าไง ดีหรือเปล่า”
เย่หลิงที่รับฟังอยู่ด้านหลังทำได้เพียงกำมือแน่น
ในฐานะที่เป็นผู้หญิงด้วยกันเอง เธอย่อมมองออกว่ายายเด็กนี่กำลังสนใจคุณหลิน คงตั้งใจใช้ฐานะของตระกูลมายั่วยวนปั่นหัว เหอะๆ คิดว่าเทพเซียนอย่างคุณหลินจะสนใจเหรอ น่าขันชะมัด
“ได้สิ” หลินอู๋เฉินพยักหน้ารับ แล้วทั้งสองก็แลกเปลี่ยนการติดต่อ ทำเอาอาจารย์สุ่ยซีเฟิ่งงงงัน
ในฐานะอาจารย์ที่สนิทกับสองพี่น้องมากที่สุด ย่อมรู้ว่าพวกเขาเย่อหยิ่งมาก คนทั่วไปไม่อยู่ในสายตา นั่นหมายความว่าหลินอู๋เฉินคนนี้มีค่าพอให้ลงทุนด้วย
จากนั้นต่งมู่เออร์โบกมือลา ขึ้นรถกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลต่ง
“เอาล่ะ พวกเราเองก็กลับไปที่โรงแรมกันเถอะ เก็บของจะได้ออกเดินทาง” อาจารย์เฟิงตบไหล่หลินอู๋เฉิน วงแก้มของเธอมีรอยยิ้มพร่างพราว “วันนี้เธอทำได้ดีมาก แม้แต่นายน้อยอัจฉริยะแห่งตระกูลต่งนั่นก็ยังพ่ายแพ้”
“เรื่องเล็กน้อย ไม่มีค่าให้กล่าวถึงหรอก”
“อาจารย์ชอบในความหยิ่งผยองของเธอนะ แต่อย่าชะล่าไป การแข่งครั้งถัดไปคือระดับมณฑล หวังว่าเธอจะทำได้ดีเหมือนวันนี้” จากนั้นเฟิงโหรวหันไปทางเป่ยถังเมี่ยน น้ำเสียงแฝงความดูแคลนหลายส่วน “ส่วนเธอ...ทำได้แย่มาก คราวหน้าไม่ต้องมาแล้วนะ อาจารย์จะหาคนอื่นมาแทนเอง”
เป่ยถังเมี่ยนทำได้เพียงคอตก ไม่มีข้อแก้ตัว
ฝีมือของเขาด้อยกว่าหลินอู๋เฉินและนายน้อยต่ง ดังนั้นในสายตาของอาจารย์เฟิง การมีอยู่ของเป่ยถังเมี่ยนจึงไม่ต่างจากถังขยะ เห็นแล้วขัดหูขัดตาชะมัด
“หลินอู๋เฉิน! เป็นเพราะแกคนเดียว เพราะแกชนะเรื่องทุกอย่างมันถึงได้เป็นแบบนี้ ถ้าหากแกแพ้เหมือนกับฉัน ฉันก็จะไม่โดนด่าหรือถูกเมินแบบนี้ เรื่องทุกอย่างมันเพราะแก!” เป่ยถังเมี่ยนที่ทนไม่ไหวในที่สุดก็ระเบิดออกมา ทำเอาเฟิงโหรวเย่หลิงตกใจ ไม่นึกว่าไอ้ขี้ก้างหน้าจืดจะกล้าด่าต่อหน้า หรือว่าเสียสติไปแล้ว
“สรุปว่ามันเป็นความผิดของฉัน...?” หลินอู๋เฉินยังพูดไม่ทันขาดคำ เสียง'เพี้ย'ดังขึ้น เป่ยถังเมี่ยนถูกตบ คนที่ลงมือคืออาจารย์เฟิง
“เธอพูดมาได้ยังไง!” เฟิงโหรวตวาด “ตัวเองไร้ความสามารถแล้วดันไปพาลใส่คนอื่นที่เก่งกว่า แบบนี้มันใช้การได้ที่ไหน อาจารย์ผิดหวังในตัวเธอจริงๆ!”
เป่ยถังเมี่ยนจับแก้มตัวเอง หัวเราะออกมา ท่าทางไม่รู้จักคำว่าสำนึก “อาจารย์เฟิง ตั้งแต่แรกอาจารย์ก็ไม่ได้ใส่ใจการมีอยู่ของผมอยู่แล้ว คุณเอาแต่อยู่ข้างกายของหลินอู๋เฉิน ทั้งที่รู้ว่าเขามีเย่หลิงอยู่ข้างๆ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หมายความว่าอาจารย์ชอบหมอนั่นไงล่ะ ถึงได้จงใจเข้าไปควงแขน และการที่นำผมมาด้วยครั้งนี้ก็เพราะให้ครบคน ใช่ไหมละครับ!”
“นี่เธอ...!” เฟิงโหรวโกรธ หน้าอกสั่นไหว กระเพื่อมตามการหายใจเข้าออก โครงเครงไปมา เป็นภาพน่าดูชมเพียงแต่ผิดสถานการณ์ไปหน่อย
“ช่างเถอะ ผมพูดอะไรไปก็คงไม่เข้าหูของอาจารย์ อ้อแล้วไม่ต้องไปส่งผมที่โรงแรมหรือเมืองชุนเหลียนล่ะ เดี๋ยวผมหาทางกลับเอง อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง เชิญพลอดรักกับหลินอู๋เฉินให้พอใจนะครับ” เป่ยถังเมี่ยนกล่าววาจาเชือดเฉือน หลังจากนั้นจึงเดินออกไป ท่ามกลางความอ้างว้างโดดเดี่ยว
“เป่ยถังเมี่ยน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” เฟิงโหรวตะโกน แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดินหรือหันกลับมา ยังคงเดินย่ำเท้าออกไป ไม่มีคำว่าชะงัก
หลินอู๋เฉินวางมือบนไหล่อาจารย์ ปลอบใจว่า “เขาคงรู้สึกกดดัน ท่ามกลางพวกเราสามคนเขามาจากครอบครัวธรรมดา จึงรู้สึกแปลกแยกเข้ากับพวกเราไม่ได้ ดังนั้นหากครั้งหน้าอาจารย์ต้องหาคนมาแข่ง ฉันแนะนำว่าต้องมาจากรากฐานชนชั้นเดียวกัน เพื่อที่จะไม่ให้คนที่ด้อยกว่าเกิดข้อเปรียบเทียบ”
เฟิงโหรวเผลอจับมือเขาตอบ กล่าวเสียงอ่อน “อาจารย์เข้าใจ เพียงแต่สังคมทุกวันนี้ต้องเรียนรู้ จะให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่คิดไม่ได้ ก็เหมือนกับเพื่อนในห้องเรียน ใช่ว่าจะต้องแบ่งแยกชนชั้นกลางหรือสูง ทุกอย่างมันอยู่ที่การปรับตัวและทัศนคติ สำหรับอาจารย์เป่ยถังเมี่ยนไม่มีความสามารถพอที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ เขาพ่ายแพ้ให้กับตัวเองและสังคม...”
หลินอู๋เฉินเห็นด้วยกับอาจารย์เฟิงบางส่วน แต่บางส่วนก็เข้าใจในตัวเป่ยถังเมี่ยน เพราะเขาเองก็มาจากชนชั้นรากหญ้า หากไม่มีเว็บเทพอาจารย์คงไม่สนใจหรอก
..........
โรงแรมไลอ้อนส์ฮัว พอมาถึงล็อบบี้หลินอู๋เฉินก็พบใครคนนึง จึงบอกให้พวกเธอขึ้นไปบนห้องก่อน
อาจารย์เฟิงอยากรู้เหลือเกินว่าเขาหมายถึงใคร เพียงแต่สุดท้ายถูกเย่หลิงดึงไป จึงไม่เห็นหน้าค่าตาคนคนนั้น
สำหรับเย่หลิงเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็ไม่ควรรู้ให้มาก โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของคุณหลิน รู้ให้น้อยถือว่าเป็นการดี
“เธอได้จองห้องแล้วใช่ไหม” หลินอู๋เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามผู้หญิงที่สวมผ้าคลุมหน้า แต่งตัวสไตล์จีนโบราณ เป็นกี่เพ้าสีฟ้าคราม ปักลายดอกเหมยและวสันต์ยามเปลี่ยนฤดู
ซูฉางผิงเงยหน้าขึ้น มองเขาทีหนึ่งแล้วกล่าว “ใช่...ฉันจองห้องแล้ว หวังว่านายคงทำได้อย่างที่พูด”
“แน่นอน เพียงแต่ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา อีกเดี๋ยวฉันต้องเดินทางกลับไปที่ชุนเหลียนแล้ว หากเธออยากรักษาต่อก็ต้องไปที่นั่น”
“ไม่มีปัญหา ขอแค่รักษาหายได้ แม้จะต้องอยู่ที่นั่นเป็นสิบปี สำหรับฉันก็ไม่นับเป็นปัญหา” ซูฉางผิงไม่มีคำว่าตกใจบนใบหน้าหรือยินดียินร้าย ก็อย่างที่กล่าวไปนั่นแหละ แม้แต่เป็นขุมนรกหากว่ารักษาปานบนใบหน้าได้ เกรงว่าเธอคงไปที่นั่นโดยไม่มีคำว่าเสียใจ
จากนั้นซูฉางผิงจึงพาหลินอู๋เฉินขึ้นลิฟท์ ไปยังห้องที่ถูกจองไว้ มันเป็นห้องสูทราคาแพงเหมือนกับที่อาจารย์เฟิงจอง ดูจากสิ่งเหล่านี้ นั่นหมายความว่าตัวตนของซูฉางผิงหาใช่คนธรรมดา อย่างน้อยตัวตนในร้านอาหารสดับเสียงอักษรอาจเป็นกลลวง
เข้ามาในห้อง ประตูถูกล็อก ซูฉางผิงถอดผ้าคลุม เผยให้เห็นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ปานสีดำนั่นชวนขนลุก แค่มองด้วยตาก็หนาวไปถึงสันหลัง
โชคดีที่หลินอู๋เฉินมองด้วย'เนตรอัตตา'จึงเห็นความลึกลับซ่อนอยู่ภายใน นอกจากนั้นตัวตนของผู้หญิงตรงหน้าใช่ธรรมดา เพียงแต่เขาไม่อยากเอ่ยเมื่อเธอไม่อยากเปิดเผย เพียงแค่อยากเว้นระยะห่าง โดยใช้การรักษาเป็นตัวกลาง
“ฉันพร้อมแล้ว นายจะให้ฉันทำยังไงต่อ” ซูฉางผิงถาม จะว่าไปแล้วหากไม่มีปานน่าเกลียดน่ากลัว เธอก็คงเป็นสาวงามคนหนึ่ง
หลินอู๋เฉินตอบ น้ำเสียงเรียบนิ่ง “ถอดเสื้อผ้าออก แล้วไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงนั้น”
“ถอดเสื้อ...ออกทั้งหมดเนี่ยนะ นี่นายคงไม่ได้พิศวาสฉันหรอกใช่ไหม” ซูฉางผิงเลิกคิ้วสูง ไม่คิดเลยว่าคำพูดของเขาจะหมายถึงเรื่องต่ำช้า หรือว่าสิ่งที่มุ่งหวังในวันนี้สูญสิ้น และเขาก็คงกลายเป็นศพในไม่ช้า
“ฉันสามารถรักษาปานบนใบหน้าได้ ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบร่างกายของเธอให้ละเอียด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และจากที่ฉันเดา เธอคงเที่ยวหาหมอไปทั่วแล้วสิท่า เพียงแต่ไม่มีใครรักษาได้”
“ใช่...ฉันเสียเงินจำนวนมาก ให้กับแพทย์ทั้งแผนจีน แผนปัจจุบัน ฝั่งตะวันตก...แต่ไม่มีใครเลยสามารถช่วยได้” ซูฉางผิงกัดฟัน เงยหน้ามองเขาด้วยนัยน์ตาลึกล้ำ “ก็ได้ฉันจะถอดเสื้อผ้า และหวังว่านายจะทำได้อย่างที่พูดจริงๆ”
โดยไม่รอช้าเธอเริ่มปลดเสื้อทีละชิ้น กี่เพ้าสีฟ้าครามถูกโยนลงบนพื้น ด้านในปรากฏผิวขาวเปล่งปลั่ง หัวนมบานเบ่งดังดอกบัวอูม เธอไม่ใส่บาร์ตัวใน สิ่งนี้ทำให้หลินอู๋เฉินรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายภรรยาปลอมๆ หยางลู่ซือ
โชคดีที่ส่วนล่างมีกางเกงในบดบัง ไม่งั้นเธอออกจะดูเป็นคนเปิดเผยไม่ใช่เล่น
กางเกงในธรรมดาๆ ถูกวางลงไว้บนชุดสีคราม เผยให้เห็นเนินพระอาทิตย์ไร้สิ่งบดบังหรือรำคาญสายตา มีเพียงเนินอวบอิ่ม สีชมพูหวานพริ้งเพรา หากไม่นับใบหน้าที่มีปานน่าเกลียดน่ากลัว ลำพังเพียงแค่ร่างกายของเธอก็ทำให้เลือดลมชายหนุ่มพุ่งพล่าน แต่เมื่อสดับหน้าตาอัปลักษณ์ ความอยากดังกล่าวราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น เปลวไฟมอดดับ
“ถอดหมดแล้ว คราวนี้จะเริ่มได้แล้วหรือยัง” ซูฉางผิงนับว่ามีความใจกล้าไม่เบา หรือเพราะรู้ว่ายังไงเขาก็เห็นทั้งหมดอยู่ดี เลยไม่ใช้มือปิดบังเต้าเต่งตึง หรือเนินน้ำนวลขาวพริ้ง
……
เดินมานานสองนาน เป่ยถังเมี่ยนเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบว่าตนมาถึงถนนที่มีแต่ของเก่าและโบราณที่มาเมื่อวานกับอาจารย์ จังหวะเหม่อลอยคล้ายกับถูกดึงดูด เขาหันไปมองร้านขายของเก่าที่เทกระจาดอยู่บนพื้น เห็นเจดีย์โบราณขนาดเท่าฝ่ามือ