ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 47-2 (เล่ม 3): รอยร้าวในความทรงจำ1

            มันเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งผมนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านตามปกติรถมาส่งถึงแค่สถานีตำรวจที่อยู่หน้าปากซอยแล้วก็ต้องเดินลึกเข้ามาอีกร้อยเมตรผมครุ่นคิดตลอดทางว่าจะเริ่มต้นบอกพ่อแม่อย่างไรดีแต่ก็คิดไม่ออกตอนที่ถึงบ้านพ่อยังไม่กลับจากงานจึงพอมีเวลาอีกหน่อย ผมรับผิดชอบทำการบ้านที่คั่งค้างให้เรียบร้อยเตรียมพร้อมในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึงผมกับพ่อแม่นั่งบนเก้าอี้พลาสติกอยู่พร้อมหน้ากันรอบวงโต๊ะแบบพับได้ในเวลานั้นยายเสียแล้วจึงเหลือแต่พวกเราสามคน กับข้าวบนโต๊ะเป็นของง่าย ๆสามสี่อย่าง จำไม่ได้ว่าเป็นอะไรแต่ก็น่าจะไม่ต่างจากวันอื่นซึ่งมีน้ำพริกต้มหรือแกงจืดสักอย่าง กับไข่เจียว

            พ่อเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบที่โรงเรียนเช่นเดียวกับทุกวันท่านคงเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงหันไปบ่นเรื่องผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำกับแม่ต่อผมเปลี่ยนท่านั่งไปมาคงดูลุกลี้ลุกลนในสายตาแม่ ท่านจึงทักขึ้นมา

            “ต้าร์เป็นอะไรรึเปล่า” แม่เรียกผมด้วยชื่อเล่นดั้งเดิมที่ท่านเป็นคนตั้งแม้ผมจะคุ้นชินกับชื่อ ชา ที่เพื่อน ๆ ชอบใช้มากกว่า

            “มีครับ...”ผมเงียบไปพักหนึ่ง ไม่รู้จะเริ่มอธิบายพวกท่านอย่างไร

            “มีอะไรก็รีบๆ บอกมาสิ” พ่อพูดพร้อมกับเคี้ยวข้าวไปด้วย

            “วันนี้ครูแนะแนวที่โรงเรียนถามว่าจะสมัครเรียนต่อคณะอะไร...”ผมพูดยังไม่ทันจบดี แม่ก็โพล่งขึ้นมาเหมือนพึ่งระลึกได้

            “จริงด้วยลูกใกล้จบ ม.6 แล้วนี่”

            “งั้นเหรอ”พ่อมองผมอย่างเฉยเมย “แล้วแกตอบไปว่าอะไร” 

            “ครูเห็นว่าผมทำคะแนนแกทแพท[1]รอบแรกได้ดี”ผมจงใจพูดอ้อมค้อมเพื่อชักแม่น้ำทั้งห้าหว่านล้อมพวกท่านให้เห็นด้วยทั้งคู่คงไม่รู้จักรายละเอียดการสอบในระบบแอดมิชชั่นอยู่แล้วจึงไม่ต้องขยายความให้มาก“ครูบอกว่าถ้าคะแนนคงเส้นคงวาแบบนี้ไปตลอด เลือกเรียนหมอหรือวิศวะก็ยังได้”

            “แล้วแกตอบไปว่าอะไรเล่า”พ่อถามย้ำ เสียงที่ขึ้นสูงบ่งบอกว่ารำคาญชัดเจน คงไม่อาจยืดเวลาได้อีกต่อไปผมขยับแว่นตาให้กระชับเรียกความมั่นใจ

            “ผมบอกครูว่าจะสมัครรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์”ผมตอบตรงไปตรงมา พ่อชักสีหน้าในทันที บ้วนเปลือกกุ้งทิ้งลงในจานตัวเองแล้วตะโกนเสียงแข็ง

            “พ่อบอกแล้วไงว่าจะไม่ให้แกเรียนต่อปริญญาตรี พูดไม่รู้จักฟัง แกค่อยหาเวลาไปสอบตำรวจเอาเราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ แกยังเคยบอกเลยว่าเป็นอาชีพที่จะได้ช่วยเหลือคนยากจนอย่างพวกเราแกยังเคยบอกว่าอยากแต่งชุดเท่ ๆ พกปืนเท่ ๆ”

            “พ่อ! นั่นมันฝันตอนเด็กปะ ตั้งแต่สมัยปอหนึ่งปอสองแล้วมั้งผมโตแล้วนะ ต้องให้ผมเลือกเองสิ ยังไงผมก็จะเรียนต่อ”ตอนนั้นผมเชิดหน้าสู้กับพ่อตามอุปนิสัยของวัยรุ่น

            “กูไม่ให้เรียน”พ่อตะคอกใส่ผมพลางใช้กำปั้นทุบโต๊ะน้ำแกงเกือบหกแม่เป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของพวกเราสองคน

            “เป็นไม่ได้หรอกต้าร์ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีบ้านเราก็ยากจน จะเอาเงินที่ไหนมาส่งลูกเรียนมหาลัย ลูกไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอแก่แล้ว งานก็ต้องทำ หลังก็ปวด เข่าก็ปวด”

            พอแม่พูดจบพ่อก็เสริมในทันที “เห็นไหมฟังที่แม่แกพูดบ้าง รู้ได้ไงว่าจบมาแล้วจะได้งานทำดูพี่กอล์ฟข้างบ้านเราเป็นตัวอย่างสิ จบมาก็ได้รับราชการเลย มีเงินเลี้ยงดูตัวเองกับพ่อแม่ได้สบายๆ การงานมั่นคง มีที่พักให้ไม่ต้องเช่าบ้าน พ่อแม่ลูกเมียก็ได้สวัสดิการหมด อยู่ไปสักพักก็สอบนายร้อยต่อได้ถ้าไม่อยากขวนขวายก็แค่ทำงานไปรอใกล้เกษียณก็ได้เป็นเอง เงินบำนาญก็มีทีนี้ลองไปเทียบกับไอ้ขวานที่เรียนจบคณะที่แกจะเรียน”

            “สอบ ก.พ.[2]มาตั้งกี่รอบก็ไม่ผ่าน ยังไม่ได้บรรจุ” ผมชิงตัดหน้าขโมยพ่อพูด “พอเถอะพ่อผมฟังมาตั้งกี่รอบแล้ว ก็เพราะประเทศเราไม่เท่าเทียมไงทำไมข้าราชการต้องได้สิทธิที่ดีกว่าทั้งที่อาชีพอื่นก็ทำประโยชน์เพื่อสังคมได้เหมือนกัน”

            “พูดแบบนี้แสดงว่าถ้าเรียนจริงแกก็จะไม่รับราชการงั้นสิ แล้วจะเอาอะไรกิน”

            “ผมจะเป็นนักการเมืองที่ทำให้ชีวิตพวกเราดีขึ้นไม่ยากจนเหมือนทุกวันนี้”

            พ่อฟังจบแล้วก็หัวเราะร่วนอย่างเย้ยหยัน“แล้วไง แกจะไปเปลี่ยนอะไรได้ เลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆเอาเวลาที่ไปเขียนเรื่องไร้สาระในอินเทอร์เน็ตนั่นมาตั้งใจอ่านหนังสือฟิตร่างกายดีกว่าไหม”

            “สิ่งที่ผมเขียน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระมันคือสิ่งที่ประเทศเราควรจะเป็น” ผมสบตาพ่อด้วยแววตามาดมั่นปฐพีสอนเทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือนี้ให้ผม ทว่าใช้ไม่ได้ผลกับคนหัวรั้นอย่างพ่อท่านคือหัวหน้าครอบครัว หากตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่มีใครมีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้

            “ตอนที่ตำรวจมาหาแกที่บ้านถ้าตำรวจคนนั้นไม่ใช่เพื่อนพ่อ แกโดนจับไปแล้ว ฉันน่าจะปล่อยให้แกโดนจับไปอีกรอบให้จบๆ ไปอยู่ในคุกยังดีเสียกว่าไปเรียนต่อให้สิ้นเปลืองเงินเลย”

            คำพูดเหน็บแนมล่าสุดนี้ทำให้ผมเลือดขึ้นหน้าจึงผุดลุกยืนแล้วตะโกนสวนกลับไป “เผด็จการอย่างพ่อไม่มีทางเข้าใจผมหรอก!”

            สิ้นเสียงตะโกนแรงกระแทกหนักหน่วงก็ปะทะเข้าที่แก้มขวาจนหน้าหันรู้ตัวอีกทีก็เซถลาไปอีกทางเกือบล้ม แว่นตาที่สวมอยู่ตกกระแทกพื้นจนกรอบบิดเบี้ยวความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วซีกหน้า แม่ลุกขึ้นยืนจับแขนพ่อไว้ไม่ให้ตบหน้าผมซ้ำถ้ามีไม้เรียวอยู่ใกล้ ๆ ท่านคงฉวยมากระหน่ำฟาดร่างลูกคนนี้ไปแล้ว

            “ไอ้ลูกไม่รักดีกูน่าจะปล่อยมึงไว้ในคุกนั่นแหละ ไม่น่าเสียเงินประกันตัวมึงมาเลย”พ่อชี้หน้าด่าผม ใบหน้าท่านถมึงทึงด้วยความโกรธสุดขีด

            ทว่าผมไม่มีน้ำตาเลยสักหยดหนักกว่านี้ก็เคยโดนมาแล้ว พ่อตีผมบ่อยจนเป็นเรื่องปกติแม่พุ่งตัวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราสองคน

            “ใจเย็น ๆ ก่อน ค่อย ๆ คุยกันต้าร์เชื่อพ่อเถอะลูก แม่ขอล่ะ” แม่ยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูผม“ถ้าสอบได้เป็นตำรวจอีกหน่อยก็ทำเรื่องขอย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ บ้านก็ได้ จะได้ดูแลพ่อ ไม่ต้องไปแข่งขันหางานดีๆ ทำในเมือง”

            แม้ว่าแม่จะพยายามทำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แต่คนวัยอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างผมก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยออกไป 

            “สรุปผมต้องทำเพื่ออนาคตตัวเองหรือเพราะเพื่อให้พ่อแม่พอใจที่มีลูกใส่ชุดเท่ ๆ ติดดาวบนบ่า มีหน้ามีตาไว้อวดชาวบ้านกันแน่”

            แม่ต้านแรงไม่ไหวทำให้พ่อตบปากผมซ้ำอีกครั้งได้สำเร็จรอบนี้เจ็บปวดเหมือนฟันจะหัก ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณผมคงต่อสู้สวนกลับไปแล้ว

            “พูดงี้กับแม่แกได้ไงพวกเราอุตส่าห์เลี้ยงดูแกมาตั้งแต่แบเบาะลูกชาวนาได้เรียนต่อชั้นมอปลายก็บุญแค่ไหนแล้ว นอกจากไม่สำนึกแล้วยังเนรคุณอีก...แกจะไปไหน”

            เรื่องอะไรจะยืนให้เป็นเป้านิ่งฝ่ายเดียวผมหยิบแว่นตาที่เลนส์มีรอยร้าวขึ้นจากพื้น หมุนตัวเดินออกจากห้องครัวไปในทันทียัดเสื้อผ้าสามสี่ชุดใส่กระเป๋าเป้หยิบกระเป๋าเงินแล้วกระทืบเท้าตึงตังจากบ้านหลังนั้นไปสู่โลกกว้างแม่ที่พยายามตรงรี่เข้ามาขวางก็ถูกพ่อดึงรั้งห้ามไว้ไม่ให้ตามไปและตัดหางปล่อยวัดลูกชายคนเดียวคนนั้นซะ

            “จะไปไหนก็ไป ไอ้ลูกอกตัญญู”เสียงสุดท้ายของพ่อดังก้องไปทั่วละแวกบ้าน 

     

            นั่นคือหนึ่งในความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้น

            ผมอ้อมมือไปด้านหลังสำรวจให้มั่นใจว่าไม่ได้ลืมเป้เดินทางไว้ภาพที่ผมหนีออกจากบ้านในตอนนั้นกลับมาฉายซ้ำอีกครั้งในวันนี้ด้วยวัยวุฒิที่แตกต่างกันออกไปแน่นอนว่าเด็กสิบแปดคนนั้นก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าความกล้าหาญชาญชัยเป็นแค่ภาพลวงตาที่ตนเองสร้างขึ้นคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน เงินสักแดงเดียวก็ไม่เคยหาได้กิจกรรมบนเวทีทุกครั้งก็เป็นเพียงอาสาสมัครที่ไม่ได้ค่าตอบแทนสุดท้ายเงินเก็บที่พกติดตัวก็ร่อยหรอผู้จัดการร้านสะดวกซื้อก็ไม่กล้ารับเข้าทำงานเพราะกลัวกฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็กจนแล้วจนรอดผมก็ต้องยอมกลับบ้านมาซบอกบุพการีวันยังค่ำ

            ผมทอดสายตาไปยังเวิ้งของผืนน้ำเบื้องหน้าในขณะที่สมองยังไม่หยุดขบคิดหรือว่าทุกสิ่งมันไม่ใช่การเล่นตลกของโชคชะตาแต่เกิดจากความงี่เง่าขาดสติและความรอบคอบของผมเอง เหมือนที่ธรณีบอก

            นายทำตัวเองทั้งนั้น ประชา

            ยิ่งโตขึ้นยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดเป็นเรื่องถูกถ้าผมไม่ได้ทำอาชีพที่มั่นคงก็คงไม่มีทางชดใช้หนี้นอกระบบของท่านสองคนหมดการมีปากเสียงของผมกับพ่อไม่ได้จบลงที่ครั้งนั้น แต่ปะทุขึ้นอีกเป็นพัก ๆเมื่อเอ่ยถึงอนาคตของผม บางทีแค่เอาคะแนนสอบไปให้ดูพ่อก็ลำเลิกขึ้นมาผมก็ยังดั้นด้นจะสอบเข้าธรรมศาสตร์ให้ได้ยิ่งเจ็บตัวจากการโดนตียิ่งรู้สึกเหมือนมีแรงขับผลักดันให้ต่อต้านท่านแล้วทำตามฝันของตนเองได้นิสัยยอมหักไม่ยอมงอมาจากพ่อนี่แหละทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดคือคนที่แบกรับความกดดันและเครียดที่สุดกับไม่ใช่ผมหรือพ่อแต่กลับเป็นพยานที่เห็นการทะเลาะเบาะแว้งของคนที่รักที่สุดสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            จนในที่สุดวันหนึ่งแม่ก็หายไปจากบ้านมีคนไปพบท่านยืนบนสะพานลอยแห่งหนึ่งในขณะที่เตรียมจะปีนรั้วกั้นในขณะที่รถยนต์เบื้องล่างแล่นต่อ ๆ กัน ผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่เว้นช่วง

            คงคล้ายกับสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้สองขาก้าวพาตัวเองขึ้นไปบนส่วนที่ยกสูงขึ้นโดยอัตโนมัติผิวที่พลิ้วไหวเป็นระลอกของน้ำที่มืดมิดกำลังเพรียกหาลำตัวผมแนบชิดรับราวกั้นที่สูงถึงระดับอก แม้ซี่กรงเหล็กจะถี่แคบจนไม่อาจลอดได้แต่ด้วยความสูงแค่นี้ผมปีนข้ามได้สบาย ๆ ไม่มีเชือกนิรภัยเหมือนคอนโดธรณีหากร่วงหล่นลงไปจริง น้ำหนักสัมภาระในเป้คงมากพอที่จะฉุดรั้งร่างผมให้จมลงถึงก้นบึ้งของคลองแห่งนี้ได้แน่ไม่รู้ว่าลึกแค่ไหนแต่มั่นใจว่าระดับน้ำคงสูงมิดศีรษะอย่างแน่นอนทุกคนในครอบครัวผมไม่มีใครว่ายน้ำเป็น

            “ถ้ากระโดดลงไปทุกอย่างก็คงจบ” ผมพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบา ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ผมก็เป็นแค่คนไร้ตัวตนสำหรับโลกอนาคตแห่งนี้ไม่มีทั้งงาน สัญชาติ คนรัก กระทั่งเพื่อน หากผมตายไปฟันเฟืองของสังคมนี้ก็คงหมุนต่อไปโดยไม่ติดขัดคนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตต่อโดยไม่ตระหนักรู้การมีอยู่ของชายคนนี้ด้วยซ้ำ

     


    [1]แบบทดสอบความถนัดทั่วไป(GAT) และแบบทดสอบความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ(PAT) สำหรับนักเรียนไทยที่ประสงค์จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ

    [2]เป็นการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปเพื่อใช้สมัครงานราชการและหน่วยงานรัฐโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271