เดิมทีถนนหลวงทางฝั่งบูรพาก็ถูกกันเอาไว้อยู่แล้วดังนั้นตอนนี้เสวียนเทียนชิงเข้าเมืองก็สามารถกลับจวนได้โดยตรงสถานที่ยังเป็นเช่นเดิมเหมือนกับเมื่อสามปีก่อนแต่คนกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว ออกไปคราวนี้เขากลับมาแค่สามคนเท่านั้นเข้าเมืองมาจุดหมายแรกของเสวียนเทียนชิงไม่ใช่จวนเสวียนแต่เป็นสุสานบรรพชนของตระกูลเสวียน
ชายหนุ่มเดินนำหน้ามีสาวใช้สองคนลากรถม้าตามหลังตลอดทางช่างเงียบสงบส่งให้อารมณ์จมดิ่งเหลือเกินเสวียนอู่หยางก็สมกับเป็นบิดาของดังนั้นสุสานบรรพชนตอนนี้นอกจากผู้คุมกันไม่กี่คนก็ไม่มีใครมารบกวนเสวียนเทียนชิงสำหรับไหกระดูกทั้งสามนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ฝังรวมกับบรรพชนของตระกูลเสวียนแต่ก็ยังฝังไว้ในสถานที่บุคคลสำคัญของตระกูลและยังตั้งป้ายวิญญาณในหอบรรพชนด้วย
เสวียนเทียนชิงกับสาวใช้ทั้งสองไม่ได้ใช้เวลาในหอบรรพชนมากนักองค์รักษ์ สารถี และลาหนึ่งตัว เสวียนเทียนชิงจดจำพวกเขาไว้ในใจแล้วภายหน้าต้องใช้ชีวิตให้ดีให้สมกับที่พวกเขายอมเสียสระตัวเอง
“พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะข้าจะลองหาทางดูว่าพวกเจ้าสามารถติดตามข้าไปหอฟ้าเก้าอักษรได้หรือไม่”
มาถึงหน้าจวนเสวียนเทียนชิงกล่าวกับชิงเหนียวและลู่หยาอย่างจริงจังพวกนางเองก็นับเป็นอัจฉริยะของตระกูลเสวียนอายุยังน้อยก็บรรลุปรมาจารย์ขั้นสองแล้วสมควรได้รับโอกาสเพื่อให้ก้าวหน้าขึ้นยิ่งไปกว่านั้นความภักดีของพวกนางก็ควรค่าให้ตระกูลเสวียนบ่มเพาะจริงๆ
“เจ้าค่ะหากนายน้อยต้องการสิ่งใดสามารถเรียกพวกเราได้ทุกเมื่อนะเจ้าคะ”
แม้จะเป็นสาวใช้แต่พวกนางก็มีครอบครัวเช่นกันหากเป็นเด็กที่เกิดในตระกูลเสวียนแม้จะต่างแซ่ก็นับเป็นคนตระกูลเสวียนเช่นกันครอบครัวของชิงเหนียวกับลู่หยาฝั่งหนึ่งเป็นองครักษ์ของจวนเสวียนส่วนอีกฝั่งก็เป็นสายลับของจวนเสวียนหญิงสาวทั้งสองจากไปเสวียนเทียนชิงก็มุ่งหน้าไปยังเรือนพักของผู้นำตระกูลทันทีเขาเองก็ไม่ได้เจอบิดามานานแล้ว
เสวียนเทียนชิงมาถึงตำหนักของประมุขตระกูลก็เปิดประตูเดินเข้าไปด้านในด้วยตนเองบิดาของเขาทั้งวันก็อยู่แต่ในห้องหนังสือเรื่องนี้ในฐานะบุตรจะไม่รู้ได้อย่างไร พอมาถึงห้องหนังสือก็พบชายชราคนหนึ่งยืนมองเขาด้วยสีหน้าปลาบปลื้มชายชราผู้นี้แต่ไหนแต่ไรก็คอยช่วยเขามาตลอด
“ไม่พบกันนานเลยนะท่านลุงหยวน”
เสวียนเทียนชิงกล่าวพลางยิ้มสองมือไม่ลืมคารวะอีกฝ่ายพ่อบ้านชราท่านนี้นอกจากเป็นคนสนิทของเสวียนอู่หยางแล้วยังถือเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งของเสวียนเทียนชิงด้วยลุงหยวนยิ้มกลับพลางส่ายหัวเล็กน้อย เขาไม่ได้เจอเสวียนเทียนชิงมานานก็จริงแต่ก็คอยติดตามข่าวของเขามาตลอด
“ยินดีต้อนรับนายน้อยกลับจวน ท่านผู้นำรออยู่ด้านในห้องหนังสือ”
ทั้งสองทักทายกันไม่กี่ประโยคเสวียนเทียนชิงก็เดินเข้าไปในห้องด้านในนอกจากชั้นหนังสือแล้วก็มีโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่งเป้นฉากที่คุ้นเคยนัก ด้านหลังโตะเสวียนอู่หยางกำลังนั่งมองมาทางเขาด้วยสีหน้าราบเรียบไม่มีการชื่นชมยินดีที่เขากลับมามีเพียงสีหน้าราบเรียบราวกับว่าเสวียนเทียนชิงไม่ได้ออกจวนท่องบูรพาไปสามปี
“คาราวะท่านพ่อ”
เสวียนอู่หยางพยักหน้าเล็กน้อยมองสำรวจบุตรชายด้วยสีหน้าราบเรียบแม้ความจริงแล้วจะพอใจมากกับการเติบโตของเขาแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา
“เรื่องของหอฟ้าเก้าอักษรเจ้าคงรู้จากผู้อาวุโสฟู่แล้วกระมัง?ครั้งนี้เจ้าจะเป็นตัวแทนของตระกูลเสวียนเวลาเตรียมตัวมีไม่มากแล้ว”
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้วขอรับ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าแดนเบญจภพของเราจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสะพานฟ้าเท่านั้นเรื่องที่อัจฉริยะส่วนใหญ่ของแดนเบญจภพอยู่ในหอฟ้าเก้าอักษรก็เช่นกัน”
เสวียนเทียนชิงตอบกลับอย่างสงบ ก่อนหน้านี้เขาคิดง่ายเกินไปจริงๆในแดนเบญจภพเขาไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกันยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่อายุรุ่นเดียวกับเขาเลยต่อให้เป็นปรมาจารย์อาวุโสก็ยังเทียบเขาไม่ได้
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว หอฟ้าเก้าอักษณคือสถานที่ฝึกฝนขัดเกลาอนาคตของแดนเบญจภอย่างพวกเจ้ายังไม่ต้องพูดถึงว่าคนที่อยู่ที่นั่นไม่ได้มีพรสวรรค์ด้อยกว่าเจ้าเลยแค่ได้อยู่ในหอฟ้าเก้าอักษรหนึ่งวันพวกเขาก็นำหน้าเจ้าไปแล้วสิบก้าว ทรัพยากรของหอฟ้าเก้าอักษรส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเหล่าผู้อาวุโสหามาจากสะพานฟ้าเพื่อบ่มเพาะอัจฉริยะรุ่นเยาว์แค่ความต่างชั้นในเรื่องนี้ก็เทียบกันไม่ติดแล้ว”
เสวียนอู่หยางกล่าวออกมาตลอดการสนทนาเขายังอธิบายเรื่องหลายอย่างเกี่ยวกับหอฟ้าเก้าอักษรให้เสวียนเทียนชิงฟังด้วย เข้าไปที่นั้นก็เหมือนกับได้เข้าสำนักใหญ่แห่งหนึ่งแม้ว่าหอฟ้าเก้าอักษรจะรับเฉพาะคนของแดนเบญจภแต่ก็มีไม่น้อยที่เหล่าศิษย์ติดตามผู้อาวุโสไปหาประสบการณ์บนสะพานฟ้ายิ่งมีบางคนที่เข้าตาขุมอำนาจบนสะพานฟ้าจนได้ฝากตัวเป้นศิษย์ของขุมอำนาจเหล่านั้นด้วย
นี่ไม่ใช่การทรยศสำนักแต่นี่เป้นหน้าที่ของหอฟ้าเก้าอักษรพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันศิษย์อัจฉริยะให้สามารถเข้าร่วมกับขุมอำนาจใหญ่บนสะพานฟ้าทั้งหมดก็เพื่อความอยู่รอดของแดนเบญจภพ เหมือนอย่างที่ฉินอ๋องผูกสัมพันธ์กับตำหนักกายาเหมือนอย่างที่เสวียนอู่หยางเป็นศิษย์พี่ของเย่ว์อิงและเป็นศิษย์ในนามของผู้อาวุโสท่านนั้น
“เข้าไปในหอฟ้าเก้าอักษรครั้งแรกเจ้าจะมีเวลาฝึกฝนอยู่ที่นั่นแค่หกปีหลังจากหกปีแล้วเจ้าจะมีสามทางเลือก หนึ่งคือกลับมายังแดนเบญจภ สองคือเข้าเป็นคนของหอฟ้าเก้าอักและทางเลือกที่สามก็คือขึ้นไปยังสะพานฟ้า แน่นอนว่าเจ้ามีสิทธิ์เลือกแต่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า ทุกหกปีมีคนเจ็ดส่วนถูกส่งกลับมาสองส่วนได้อยู่ต่อที่หอฟ้าเก้าอักษร ในส่วนสุดท้ายนั้นครึ่งหนึ่งได้ขึ้นไปบนสะพานฟ้าส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นต้องจบชีวิตลงเพราะการฝึกฝนของหอฟ้าเก้าอักษร”
เสวียนอู่หยางหยุดไปเล็กน้อยพลางมองสังเกตบุตรชายของตนเองถึงจะรู้อยู่แล้วว่าท่าทีของเสวียนเทียนชิงจะเป็นเช่นนี้แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวถอนหายใจออกมา
“แม้ว่าหอฟ้าเก้าอักษรจะทำทุกทางเพื่อรักษาความปลอดภัยของรุ่นเยาว์จากแดนเบญจภแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ทั้งหมดมีคนมากมายที่ต้องจบชีวิตลงที่นั้นเพราะความขัดแย้งเรื่องไม่คาดฝัน เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เสวียนเทียนชิงรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่รุ่นของเสวียนอู่หยางมาจนถึงตัวเขานั้นตระกูลเสวียนมีศัตรูอยู่มากมายเท่าไหร่?เกรงว่าวันแรกที่เขาเหยียบเข้าไปในหอฟ้าเก้าอักษรก็คงมีคนมากมายรอหาเรื่องเขาอยู่แล้ว!
“ท่านพ่อวางใจเถอะ หาทำอะไรรู้ขีดจำกัดของตัวเอง เข้าไปครั้งแรกสู้พวกเขาไม่ได้แล้วอีกหนึ่งปี…สองปี…หรือสามปีข้าจะสู้พวกเขาไม่ได้เชียวหรือ?เกิดเป็นยอดบุรุษต้องรู้จักอดกลั้นรู้จักเรียนรู้ที่จะหดหัวอยู่ในกระดองเรื่องนี้ข้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งมีเช่นนั้นสามปีที่ผ่านมาจะรอดมาได้อย่างไร?”
เสวียนเทียนชิงยิ้มขณะกล่าวออกมา เขาไม่ใช่วีรบุรุษในตำนานพวกนั้นเสียหน่อยพวกที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีจนตายอย่างน่าเศร้าในสายตาของเสวียนเทียนชิงก็คือลาโง่!หากสู้ไม่ได้ก็ต้องหนีนี่คือสัจธรรมที่เขายึดมั่น ลูกผุ้ชายแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สายเกินไป!
“เอาเถอะ เจ้าเองก็แล้วดังนั้นจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าพึ่งจะทะลวงขั้นมาช่วงนี้ก็ใช้เวลาทำให้รากฐานมั่นคงอย่าได้ออกไปก่อเรื่องที่ไหน”
แม้ว่าจะน่าเสียดายที่ยังไม่อาจปิดบัญชีดำแก้แค้นแต่เสวียนเทียนชิงก็เข้าใจว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหอฟ้าเก้าอักษณใกล้จะเปิดแล้วเขาต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก่อนเป็นอันดับแรก
“ท่านพ่อ ตระกุลของเราสามารถส่งคนอื่นเข้าหอฟ้าเก้าอักษรได้อีกหรือไม่?ชิงเหนียวกับลู่หยาเองก็ไม่เลวพวกนางควรได้รับโอกาศในครั้งนี้ด้วย”
สาวใช้ทั้งสองคนนี้ลำบากลำบนเสี่ยงตายกับเขามาสามปีทั้งยังมีพรสวรรค์ไม่เลวสมควรได้รับทั้งการตอบแทนและการฟูมฟักจากตระกูลเสวียนทว่าเสวียนอู่หยางกลับส่ายหัวปฏิเสธคำขอของเสวียนเทียนชิงทันที
“ครั้งนี้มีเจ้าแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นตัวแทนของตระกูลเสวียนส่วนพวกนางข้าได้เตรียมการไว้ให้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ ตระกูลเสวียนไม่เคยตระหนี่ต่อคนที่สร้างผลงาน”
เสวียนเทียนชิงชะงักไปเล็กน้อยในใจอดไม่ได้ที่จะเสียดายแทนชิงเหนียวและลู่หยาแต่ในเมื่อเสวียนอู่หยางกล่าวเช่นนี้ตระกูลเสวียนก็ไม่มีทางเอาเปรียบพวกนางแน่อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงคำพูดของเสวียนอู่หยางก็ทำให้เสวียนเทียนชิงคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“ท่านพ่อ แล้วพี่หญิงรองเล่า? นางไม่ได้เข้าหอฟ้าเก้าอักษรหรือ?”
“มีเรื่องหนึ่งที่เจ้ายังไม่รู้ มารดาของเจ้าไม่ใช่คนของแดนเบญจภพครั้งนี้นางมีเรื่องสำคัญต้องกลับบ้านเกิดและพี่หญิงรองของเจ้าก็จะตามไปด้วย ส่วนสาวใช้ทั้งสองของเจ้าให้พวกนางตามไปคอยรับใช้นางก็แล้วกัน”
ฟังคำพูดนี้เสวียนเทียนชิงพลันเบิกตากว้างอย่างตกใจมารดาของเขาไม่ใช่คนของแดนเบญจภหรือจะเป็นคนที่มาจากสะพานฟ้า? ยิ่งไปกว่านั้นพี่หญิงรองของเขารวมทั้งชิงเหนียวกับลู่หยาก็จะขึ้นไปบนสะพานฟ้าด้วย?นี่มันจะข้ามหน้าข้ามตาเขามากเกินไปแล้ว!