คนบ้านหลี่กล้ากับคนที่ด้อยกว่า
แต่หากเป็นคนที่อยู่สูงกว่าตัวเองพวกเขาจะเก็บเขี้ยวเล็บไว้ ทำตัวเสมือนสุนัขเชื่องๆ
“ขอโทษแทนลูกข้าด้วยขอรับ พอดีพวกเราเพิ่งย้ายมาจากหมู่บ้านกวนปิงจึงไม่ค่อยรู้กฏในเมืองใหญ่ หากทำให้ผู้ใดโกรธล่ะก็ หวังว่าท่านจะไม่ถือสาคนบ้านหลี่ตัวเล็กๆ” หลี่หมิงชุนก้าวออกมาปกป้องลูกๆ ที่ทำตัวไม่ได้เรื่อง ชายที่ขับรถม้าน่ะไม่น่ากลัวหรอกแต่คนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวต่างหากที่ควรระวัง
“อะไรนะ เป็นพวกที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองใหม่นี่เองแต่ว่าอย่างไรเล่า พวกเจ้าทำให้รถของบ้านสกุลหยางเสียหายจะต้องชดใช้!” ชายที่ถือแส้หวดม้าคำราม คนบ้านหลี่ทำตัวไม่ถูก พวกเขาเพิ่งเข้ามาในเมืองฉางเล่อที่นี่ไม่เหมือนกับหมู่บ้านกวนปิง ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ต่างได้
หวังฝูรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ วันนี้เพิ่งเสียเงินหลายหมื่นเหรียญเพื่อซื้อบ้านและที่ดิน ยังไม่ทันไรก็ถูกรีดไถเสียแล้ว เป็นไปได้ไหมว่าการตัดสินใจย้ายออกจากหมู่บ้านนั้นผิด บางทีหากอยู่ที่นั่นอาจดีกว่า
“เสียงดังเอะอะโวยวายอยู่ได้ เกิดอะไรขึ้นแล้วคนพวกนี้คือใครกัน” หยางหยุนเลิกผ้าม่านคุมเกี้ยวให้เปิดออก เพียงแรกเห็นใบหน้าของนางหลี่หานก็หัวใจเต้นโครมคราม ผู้หญิงคนนี้สวยยิ่ง อยู่ในชุดสีแดง ริมฝีปากจิ้มลิ้ม จมูกเชิดๆ คิ้วโค้งดุจพู่กันตวัดปลายหงส์
ชายวัยกลางคนรีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คุณหนูหยางฟัง นี่คือคุณหนูเจ้าอารมณ์แห่งสกุลหยาง ใครทำให้โกรธมักจะได้รับบาดแผลจากนาง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าตอนนี้ครอบครัวหลี่คงไม่มีที่ให้ถอยกลับ อย่างน้อยพบเขาก็แค่รีดไถเงินไม่กี่เหรียญ แต่หากเป็นคุณหนูหยางละก็เรื่องราวจะต่างออกไป
ทว่าเมื่อคำอธิบายสิ้นสุดลงคุณหนูหยางกับไม่ระเบิดอารมณ์ นั่นทำให้ผู้ติดตามของนางรู้สึกแปลกๆ จนต้องเงยหน้ามองหยางหยุนใหม่
“พวกเจ้ามาจากหมู่บ้านกวนปิงหรือ” หยางหยุนถาม หากเป็นก่อนหน้านางคงดำเนินการอย่างที่เคย แต่เพราะกลุ่มคนตรงหน้าดูเหมือนจะพอมีประโยชน์ ดังนั้นนางจึงระงับอารมณ์โกรธเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเหม่ยอิง
หลี่หานไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหน เขาก้าวหลัดๆ มาข้างหน้านาง คารวะแล้วกล่าว “ใช่ขอรับพวกเรามาจากหมู่บ้านกวนปิง หากทำให้คุณหนูโกรธก็ขออภัยด้วย พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาไร้ซึ่งเงินทอง หากคุณหนูต้องการระบายความโกรธสามารถลงที่ข้าได้ หรือจะให้ข้าเป็นทาสก็ย่อมได้”
“นี่เจ้า...บ้าไปแล้วหรือ!” หลี่อี้นึกว่าตัวเองได้ยินผิด น้องชายยอมเป็นทาสของคนอื่นเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ หากขาดเขาไปสกุลหลี่ที่เหลือจะอยู่ได้เยี่ยงไร ดังนั้นนางจึงต้องการเกลี้ยกล่อม แต่ดันถูกหลี่หานปฏิเสธ
“ข้าไม่ต้องการทาส อีกอย่างหนึ่งข้าเป็นคนดีจะโกรธเรื่องเล็กๆน้อยๆ นี้ได้เช่นไร” หยางหยุนแย้มยิ้ม เพียงเหลือบมองด้วยหางตานางก็เห็นถึงสันดานของหลี่หาน
ชายผู้นี้เต็มไปด้วยตัณหา ดังนั้นหากนางเอ่ยอะไรออกไปเขาคงเป็นคนแรกที่ตอบสนอง ดังเช่นตอนนี้
“ขอบคุณคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง ความเมตตาของของคุณหนูข้าหลี่หานจะไม่มีวันลืม”
หยางหยุนโบกมืออย่างไม่เป็นทางการ ตัดเข้าเรื่องอื่น “ไม่ต้องตอบแทนข้าทีหลังหรอก ข้าเพียงอยากรู้ว่าเจ้ารู้จักเหม่ยอิงหรือไม่ ฟังว่านางอยู่ที่หมู่บ้านกวนปิง”
“เหม่ยอิง...” ไม่ใช่แค่หลี่หานคนเดียวเท่านั้นที่ตกใจ คนอื่นๆ ของบ้านหลี่ก็เช่นกัน ในสายตาของพวกเขาเหม่ยอิงเป็นเพียงนางแพศยาจะรู้จักกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ได้เช่นไร
“เอ่อ...รู้จักขอรับ เมื่อก่อนนางเคยเป็นภรรยาข้าแต่คบชู้แล้วออกไปอยู่กับชายอื่น ไม่ทราบว่าคุณหนูถามทำไมหรือขอรับ” หลี่หานยิ้มตอบ สำหรับเขาภรรยาเก่าก็แค่หินรองเท้า แต่หญิงสาวตรงหน้าสิอัญมณีของจริง
ข้อมูลนี้ทำให้หยางหยุนตกตะลึง ริมฝีปากนางยกขึ้นราวกับดอกกุหลาบที่มีพิษร้าย “ปรากฏว่านางนั่นชอบสวมหมวกเขียวให้สามีนี่เอง แต่ต่อหน้าคุณชายต่งกลับแสดงท่าทีดังเช่นผู้มีปัญญา ฮ่าฮ่า หากคุณชายต่งรู้ความจริงว่านางเป็นคนเช่นไรจะเกิดอะไรขึ้นนะ ข้าล่ะอยากเห็นหน้าท่านตอนนั้นเสียจริง”
......
วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ออกมาวิ่งเล่นหลังกินข้าวเสร็จช่วยงานแม่ในสวนผักผลไม้ ร่างกายของเด็กน้อยดูจะเติบโตขึ้นมากเพียงไม่กี่วัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผลไม้ อาหารที่กินรวมถึงน้ำดื่มล้วนเป็นของวิเศษ พัฒนาการจึงเติบโตเร็วกว่าเด็กทุกคนในหมู่บ้าน
ฟังว่าหน้าหมูบ้านมีผีเสื้อฝูงหนึ่งบินตอมเกสรดอกไม้ จึงเป็นสาเหตุให้เด็กๆ ออกไปที่นั่น หลี่เหนียงมาพร้อมกับพยัคฆ์ขาวในอ้อมกอด ส่วนพี่ชายถือไม้จับแมลงที่ทำขึ้นอย่างลวกๆ ตามประสาเด็ก
“ชิวไฉ่ไหนล่ะผีเสื้อที่เจ้าบอก ทำไมถึงไม่เห็นมีเลย” เด็กคนหนึ่งบ่น หลังจากมาถึงพวกเขาพบว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากหญ้า
ชิวไฉ่เกาศีรษะเก้อเขิน “ไม่รู้สิ วันก่อนข้าเห็นผีเสื้อจริงๆ นะ แต่ทำไมวันนี้มันถึงไม่อยู่แล้วล่ะ”
“บางทีมันอาจจะย้ายที่ เราต้องเข้าไปในป่าให้ลึกกว่านี้ ข้าคิดว่าที่นั่นเราอาจจะพบผีเสื้อ” หลี่จุนเสนอ ทุกคนจึงพยักหน้าเห็นด้วย โดยลืมไปว่าในป่านั้นอันตรายมาก มันเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและอสูรที่จ้องจะกินมนุษย์
ป่าช่วงกลางวันดูไม่ค่อยอันตรายเด็กๆ จึงกล้าวิ่งเข้าไป จริงอย่างที่หลี่จุนกล่าว มีฝูงผีเสื้ออยู่ที่นั่นจริงๆ ทุกคนเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าไปจับด้วยไม้เล็กๆ ในมือ พอจับผีเสื้อได้ก็นำไปใส่โหลขนาดใหญ่ เนื่องจากนี่คือยุคโบราณงานจึงไม่ปราณีตเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะขวดแก้ว ยกเว้นของในราชวงศ์หรูหรา
“เดี๋ยวสินั่นอะไรนะ...” เด็กคนหนึ่งชี้มือบอก ทุกคนมองตามไปจึงเห็นหมีป่าตัวใหญ่ มันกำลังเดินมาทางนี้ ดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก
“นั่นหมีดำนี่นา ฟังว่ามันร้ายกาจมาก หมีทั่วไปกินน้ำผึ้งไม่ก็ผลไม้เพื่อประทังชีวิต แต่หมีดำตัวนี้น่าจะกินเนื้อเป็นอาหาร และการที่มันเดินมาตรงนี้คงคิดว่าพวกเราคือเหยื่อของมัน” ชิวไฉ่อธิบายให้เพื่อนๆ เข้าใจ หลังจากนั้นทุกคนก็ไม่มีกระจิตกระใจวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออีก ต่างหลบหนีไปกันคนละทิศละทาง
หลี่เหนียงวิ่งหนีเป็นคนสุดท้ายเพราะขาสั้นๆ ของนางทำให้วิ่งได้ช้า เจ้าหมีดำตัวนั้นเข้ามาใกล้แล้ว ลมหายใจของมันหนาวเหน็บ พร้อมกับเสียงคำรามดังลั่นป่า เด็กทุกคนพากันเร่งฝีเท้าไม่กล้าหันกลับไปมอง
.....
เหม่ยอิงกำลังนั่งกินแตงโมอยู่บนเก๋ง สำหรับนางการมีชีวิตอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้แย่ แค่เหงานิดหน่อยเท่านั้นเอง เมื่อก่อนนางคิดว่าชีวิตในฐานะพนักงานออฟฟิศนั้นน่าเบื่อ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่นั่นทำให้นางรู้จักใครหลายคน มักจะออกไปดื่มเหล้ากันบ่อยๆ เวลาที่เลิกงานบางครั้งกับเพื่อนผู้หญิง แต่ดูตอนนี้สิ คงมีเพียงซูเออร์เท่านั้นกระมังที่คุยกับนางได้ ส่วนเจ้าตัวเล็กสามคนออกไปเล่นข้างนอกหลังจากช่วยงานในสวน ตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา
“จริงสิซูเออร์ เจ้าทำแป้งเป็นหรือไม่” เหม่ยอิงถามในขณะที่วางเปลือกแตงโมลงบนโต๊ะ
“ทำเป็นเจ้าค่ะ คุณหนูเหม่ยจะทำก๋วยเตี๋ยวหรือเจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำให้” ซูเออร์ทำอาหารได้แทบทุกอย่าง ดังนั้นเวลานางเข้าครัวนอกจากเหม่ยอิงแล้วหลี่เหนียงยังอาสาเป็นลูกมือ โดยหวังเรียนเพื่อกลายเป็นพ่อครัวมีชื่อเสียงในอนาคต
“ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว ข้าอยากทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่างหาก”
นานแล้วที่เหม่ยอิงไม่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในยุคโบราณ มันเป็นอาหารที่คนวัยทำงานหรือวัยเรียนขาดไม่ได้ แม้จะรู้ว่าบะหมี่ต้มน้ำร้อนไม่ดีต่อสุขภาพก็ตามหากกินเยอะๆ แต่ใครล่ะจะสน ขอเพียงบรรเทาความหิวได้ก็พอแล้ว
“อะไรนะเจ้าคะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเช่นนั้นหรือ มันคือเส้นชนิดใดทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” ซูเออร์เอียงศีรษะ ใบหน้ามีความสงสัยหลายส่วน
เหม่ยอิงกำลังจะบอกวิธีทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เคยดูในอินเตอร์เน็ตให้ซูเออร์แต่ทว่าสีหน้าต้องเปลี่ยนเมื่อเห็นลูกชายสองคนวิ่งกลับบ้านมา
“เกิดอะไรขึ้น วิ่งหนีอะไรมางั้นหรือ แล้วนี่หลี่เหนียงไปไหน เมื่อเช้าก็ออกไปด้วยกันนี่นา” เหม่ยอิงไม่คิดว่าลูกสาวอยู่บ้านสกุลหลี่ เพราะที่นั่นไม่มีคนอยู่แล้ว
หลี่จุนทรุดตัวลงพื้น ริมฝีปากแห้งปาก พยายามบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ท่านแม่พวกเราแค่วิ่งไล่จับผีเสื้อแต่บังเอิญพบกับหมีดำเข้า ชิวไฉ่กล่าวว่าหมีแบบนี้กินเนื้อเป็นอาหาร พวกเราจึงรีบวิ่งหนีออกจากป่าแต่ว่า...หลี่เหนียงกับหายไประหว่างทาง ข้าไม่รู้ว่าน้องอยู่ที่ไหน ข้าขอโทษท่านแม่...ข้าไม่สามารถปกป้องน้องได้”
หลี่กุ้ยเองก็กัดฟันแน่น สำหรับเด็กอายุยังไม่ถึง 10 ขวบอย่างเขาโชคดีที่รอดชีวิตมาได้
แทนที่จะโกรธเหม่ยอิงกลับปลอบใจ “ไม่เป็นไรมันไม่ใช่ความผิดของลูก ลูกแค่บอกแม่ว่าป่าที่เข้าไปมันอยู่ตรงไหน แม่จะรีบไปช่วยหลี่เหนียง”
แม้จะมีความกลัวที่ต้องสู้กับสัตว์ร้ายนอกอาณาเขตเซียนของตัวเอง แต่เหม่ยอิงไม่สามารถปล่อยผ่านได้ โดยเฉพาะนั่นคือลูกสาวคนเล็กของนาง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยให้ได้