ตอนที่ 150 กลุ่มขุดค้น
ร่มปกปักหทัยถูกมอบให้แก่อารากะเป็นการชั่วคราวพร้อมทั้งปลาคาร์ปผนึกอักษรตัวที่นิทานเลือก แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดอารากะย่อมเป็นผู้ทุ่มทุนเอง เขาลงเดิมพันกับทั้งสองอย่างหมดหน้าตักโดยแท้จริง
“เช่นนั้นในเมื่อสัญญาถูกร่างแล้ว ผมขอนำทุกท่านไปพบกับสมาชิกหน่วยขุดค้นที่เหลือนะครับ” ร่มปกปักหทัยถูกมอบให้สาวใช้ทางด้านหลัง ส่วนอารากะที่ราวกับปลดเปลื้องบางสิ่งได้แล้วกล่าวกับพวกเขา
“ตกลงครับ” แม้นิทานจะพอเดาได้อยู่แล้วแต่ดูจากท่าทีกระตือรือร้นของอารากะก็ทำให้เขาตื่นเต้นขึ้นบ้างเหมือนกัน
กลุ่มคนที่พวกเขากำลังจะไปเจอคือผู้ที่กลุ่มการค้าอิสึกะคัดสรรมาแล้วว่าเหมาะสมสำหรับภารกิจครั้งนี้ แต่ละคนย่อมเป็นผู้ที่มิอาจประมาทได้ โอกาสครั้งนี้ไพลินช่วยทำให้เขาได้รับสมบัติที่สามารถเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณได้อีกหนึ่งชิ้น ขอเพียงแค่เขาประสบความสำเร็จในการนำข้อมูลออกมา
ตั้งแต่ต้นเขาก็ต้องใช้มากกว่าหนึ่งชิ้น นอกจากส่วนของเขายังมีของคีตาด้วย อย่างหนึ่งที่ต้องรับทราบก่อนเลยคือแม้จะมีสมบัติแล้วก็ไม่ได้การันตีว่าพิธีสลักคำครั้งที่ 2 จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีในครั้งเดียว เป็นเรื่องปกติที่อาจต้องเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณสองถึงสามครั้งจึงสำเร็จ
นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่การทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2 นั้นยากเย็นจนแทบเป็นไปไม่ได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสพบหรือได้รับสมบัติมากมายเช่นนั้น เว้นเสียแต่จะรู้จักกับผู้แข็งแกร่งที่มีสมบัติเป็นจำนวนมากดังที่นักเดินทางเคยว่าไว้
มหาทวีปแห่งนี้เท่าเทียมกับทุกคนเป็นวาทะกรรมที่กล่าวถึงการขีดเขียนชะตากรรมที่ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นผู้ขีดเขียนชะตา ก้าวไปในเส้นทางนี้ได้โดยไม่แบ่งแยก หากความแตกต่างเรื่องวาสนาและชาติกำเนิดยังคงมี
แต่เรื่องเหล่านี้นิทานไม่สนใจนัก เขาเพียงบ่นอยู่คนเดียวเท่านั้น ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด จะอย่างไรการขุดค้นครั้งนี้นอกจากสมบัติชิ้นนั้นก็ยังมีรางวัลอีกมหาศาล ไม่ว่าอย่างไรภารกิจครั้งนี้เขาก็ต้องทำให้สำเร็จ
สมบัติชิ้นนั้นคืออีกความหวังสำหรับงานประลองในปีหน้า หากเขาหรือคีตาค้นพบคำแห่งพลังคำที่ 5 สมบัติชิ้นนั้นอาจพาพวกเขาทะยานขึ้นไปอีกขั้นได้สำเร็จ เป็นความหวังสำหรับการต่อกรกับอัจฉริยะทั่วทั้งมหาทวีป
ทั้งหมดเดินตัดผ่านสวนหย่อมแห่งนี้ เข้าสู่ตัวเรือนหลักของตระกูลอิสึกะ น่าแปลกที่ตัวเรือนหลักของสาขานครรัตนะนี้ดูจะไม่ได้หรูหราเท่ากับเรือนภายนอกที่ใช้รับแขก
เรือนทั้งหมดถูกก่อสร้างด้วยไม้ที่มีลวดลายหลากหลาย หลายส่วนถูกยึดติดกันอย่างไร้รอยต่อ แสดงถึงความสามารถด้านสถาปัตยกรรมของตระกูลอิสึกะ สมบัติมากมายที่มิได้แผ่พลังใดออกมาวางแขวนเรียงรายอยู่บนผนัง สมบัติเหล่านั้นแม้ใช้เพียงวัสดุธรรมดาทั่วไป หากคุณภาพการจัดสร้างและรายละเอียดปลีกย่อยนั้นถึงขั้นอยู่ในระดับที่นิทานต้องสำรวจด้วยความสนใจ
แม้หลายชิ้นจะเป็นเพียงเหล็กหล่อหรือกระบองไม้ธรรมดา ๆ หากทุกชิ้นกลับดูเหนือล้ำกว่าหอกอย่างดีที่เขาเคยใช้เป็นกระสุนวัชระดาวตกเสียอีก และหอกเหล่านั้นแม้ไม่มีความสามารถพิเศษหากวัสดุที่ใช้สร้างก็ไม่อ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย
สมบัติมากมายเหล่านี้กลับเหนือยิ่งกว่านั้นทั้งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุสามัญ ราวกับต้องการอวดโอ่ความสามารถในการรังสรรค์ของตระกูลอิสึกะ ผู้ครอบครองกลุ่มการค้าอิสึกะ 2 ยักษ์ใหญ่ของโลกการค้า
ห้องด้านใน พื้นห้องเป็นเสื่อสานที่ทำจากใบไผ่ มุมหน้าสุดของห้องคือชุดเกราะนักรบที่ได้รับการหลอมสร้างขึ้นอย่างประณีต เกราะนั้นอยู่ในท่านั่ง และบนตักคือดาบยาวเล่มหนึ่งที่เปล่งประกายสีเหลืองราวกับแสงดารา
หากสิ่งที่ดึงดูดสายตาจริง ๆ คือคนทั้ง 4 ที่นั่งอยู่บนเบาะในห้องนั้น 2 คนในนั้นพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หากเมื่อดูดี ๆ แล้วจะเห็นว่าผู้ที่พูดมีเพียงชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบราชปะแตนสีแดง พกดาบที่ด้ามจับถูกพันไว้ด้วยเชือกบนหลัง บนใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างน่าดึงดูด ส่วนชายหน้าตาน่ารักอีกคนหนึ่งในชุดนักบวชหญิงเพียงตอบกลับตามมารยาทพร้อมด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
และเพราะความสามารถในการสังเกตนั้น นิทานจึงเห็นได้ว่ามือที่กำอยู่บนตักของชายหน้าตาน่ารักคนนั้นเกร็งจนมีเส้นเลือดขึ้นมือ แม้แต่บนหน้าผากก็ปรากฏเหงื่อเม็ดเล็ก ที่มุมปากมีการกระตุกน้อย ๆ จากการพยายามฝืนยิ้ม
เป็นปฏิกิริยาที่นิทานแสนจะคุ้นเคยดี เพราะมันคือปฏิกิริยายามที่เขาต้องแกล้งตั้งใจฟังหรือสนทนากับคนที่พูดมากเป็นอย่างยิ่ง และความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานั้นก็มากขึ้นไปอีกจากการที่คู่สนทนาของนักบวชคนนั้นคือชายที่เขาคุ้นหน้าค่าตาจนหางคิ้วของเขาอดกระตุกไม่ได้
เพชฌฆาต อัจฉริยะในสังกัดของหน่วยเชื้อไฟที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ แต่เพชฌฆาตนั้นขึ้นตรงกับองค์หญิงไพลิน
นิทานหางตากระตุกน้อย ๆ เมื่อเห็นใบหน้าของเพชฌฆาต เขาเดาได้ไม่ยากเลยว่าใครคือผู้ที่เลือกชายผู้นี้มาและเหตุผลที่เลือกมา
อีก 2 คนนั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่อีกฝั่ง ไม่ได้เข้าร่วมการสนทนาแต่อย่างใด ทั้งสองหลับตานิ่ง คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนที่ดูไปแล้วสมควรมีอายุ 50กว่า หน้าตาของเขาเห็นได้ชัดว่าเป็นคนของตระกูลอิสึกะ ดวงตาที่ตี่ ผิวที่ออกไปทางขาวเหลือง และสันกรามที่ไม่โดดเด่น หากใบหน้าของเขาก็ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและแข็งแกร่ง
โดยเฉพาะคำแห่งพลังที่ถูกปกปิดไว้ตรงแก้มข้างขวานั้น เขาเป็นถึงนักสลักเอกในวัย 50ปี เป็นมาตรฐานของผู้ที่มีครบทั้งโอกาส ความสามารถ และเวลา
ชายหนุ่มทางด้านข้างดูเด็กกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด อายุสมควรอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกับเขา หากก็ดูจะแก่กว่าอยู่หลายปี ชายหนุ่มคนนี้มีหน้าตาที่หล่อเหลาไม่แพ้เพชฌฆาตเลยแม้แต่น้อย ผมสั้นตัดเป็นทรงเข้ากับรูปหน้า ดวงตาใสกระจ่างที่พึ่งเปิดขึ้นมองตรงมายังนิทาน เป็นชายหนุ่มรูปงามที่ดูนิ่งเงียบราวกับรูปสลัก
ตรงกันข้ามกับใครบางคน นิทานลอบชำเลืองมองไปยังชายหนุ่มรูปงามอีกคนที่ยังพูดกับนักบวชน้อยไม่หยุด
เมื่อร่างของนิทานและองค์หญิงไพลินก้าวเข้ามาในห้อง สายตาทั้งหมดก็จับจ้องมายังพวกเขาอย่างรวดเร็ว เพชฌฆาตผุดร่างของตนขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจึงคำนับองค์หญิงไพลินอย่างนอบน้อม
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
เมื่อเพชฌฆาตเป็นผู้ริเริ่ม คนทั้ง 3ที่เหลือจึงรีบคำนับตามอย่างรวดเร็ว นิทานเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อได้เห็นภาพนี้ หลายครั้งเขาก็ลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าเพื่อนของเขาเป็นผู้ที่มีคนมากมายนับหน้าถือตา
“ยืนขึ้นเถอะค่ะ วันนี้เรามาเพื่อสังเกตการณ์เท่านั้น เพชฌฆาต ฝากดูแลนิทานด้วยล่ะ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม เพชฌฆาตผู้แสนพูดมากคนนั้นกลับไม่ได้พูดมากอย่างที่เขาทำเป็นประจำ เพียงค้อมกายคำนับอย่างจริงจัง นัยน์ตามีเพียงความขึงขังและจดจ่อ
“คุณเลโอ ไลล่าสบายดีมั้ยคะ ขออภัยด้วยนะคะที่ช่วงนี้ไพลินไม่ค่อยมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนที่วิหารนัก” เธอพูดกับนักบวชน้อยหน้าตาน่ารัก หากคำเรียกขานขององค์หญิงไพลินเป็นเหมือนตัวบอกใบ้ให้แก่นิทานว่านักบวชน้อยผู้นี้สมควรแก่กว่าเขามาก
“ท่านไลล่าสบายดีค่ะองค์หญิง กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะที่กลุ่มการค้าอิสึกะและองค์หญิงไพลินไว้วางใจกระหม่อม” เลโอคำนับกาย เธอก็มีท่าทีเคารพนับถือไพลินเฉกเช่นเดียวกันกับเพชฌฆาต
นี่ก็เป็นอีกครั้งที่นิทานจับสังเกตบางอย่างได้ ไพลินดูจะไม่ใส่ใจเรื่องสรรพนามหรือคำชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย บางคนก็แทนตัวเองเวลาคุยกับเธอว่ากระหม่อม บางคนก็ผมตามปกติ ซึ่งตามปกติแล้วแม้จะไม่ได้เสียมารยาท แต่กระหม่อมก็เหมาะสมกว่า
องค์หญิงผู้เป็นที่รักสินะ นิทานมองไปยังเพื่อนของตนที่ไม่ว่ากับใครเธอก็ดูจะไม่สนฐานะไปด้วยเสียหมด ถ้าจะมีสิ่งที่เธอสนใจเรื่องฐานะ ก็คงเป็นช่วงการคุยการเมืองที่เธอต้องปั้นหน้าเข้าสังคม ต่างกับตอนคุยกับประชาชนทั่วไปที่เธอเป็นตัวของตัวเอง
“คุณอิซึมิ หอกยาวแห่งอิสึกะ ไม่ได้พบกันเสียนานนะคะ” องค์หญิงไพลินกล่าวด้วยรอยยิ้มเธอโค้งตัวทักทายในแบบของอิสึกะแก่ชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มบางบนใบหน้า
“เช่นกันครับองค์หญิง” เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“งั้นคุณก็คือ โฮโจ อิสึกะ หน่ออ่อนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของกลุ่มการค้าอิสึกะสินะคะ” ไพลินเผยรอยยิ้ม พูดกับชายหนุ่มรูปงามคนสุดท้าย เขาแม้จะมีท่าทีเฉยชาราวกับรูปสลัก หากก็ยังรักษามารยาทอันดี ไม่ถือตนแม้แต่น้อย
“คำว่าที่สุดผมคงไม่กล้ารับครับองค์หญิง” เขาไหว้ตอบกลับองค์หญิงไพลิน
“ขอเพียงเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ได้เท่านั้น โฮโจ เมื่อนั้นเจ้าก็จะเป็นบุคคลระดับเดียวกันกับคมเขี้ยวแห่งผืนดินและยอดอัจฉริยะคนอื่น ๆ” อารากะกล่าวด้วยรอยยิ้ม สองตาของเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่และเอ็นดูยามมองไปยังโฮโจ
“ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ” เขาคำนับอย่างนอบน้อมต่อคำชมนั้น
ผู้เรียนรู้ 4 คำ? จากที่ได้ยินพวกเขาพูดคุยกันมา ชายหนุ่มชื่อโฮโจคนนี้สมควรเป็นผู้เรียนรู้ 4คำ จึงจะเทียบเคียงกับคมเขี้ยวแห่งผืนดินได้เมื่อเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้
นิทานและองค์หญิงไพลินกำลังจะทิ้งตัวลงนั่ง หากโฮโจกลับเอ่ยชวนนิทานคุย
“เหตุใดจึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนั้นครับ” คำถามของโฮโจออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยิ่งในสถานการณ์ที่กำลังจะเริ่มการพูดคุยกับคนใหญ่คนโตเช่นนี้ด้วยแล้ว หากในสายตาของโฮโจไม่เต็มไปด้วยความจริงใจและสงสัยอันแสนบริสุทธิ์ นิทานคงคิดไปว่าโฮโจจงใจหาเรื่องเขาแล้ว
อารากะยิ้มแย้มเมื่อได้ยินคำถามนั้นที่โฮโจเอ่ยกับนิทาน นิทานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงเห็นว่าทางฝั่งหนึ่งของห้องนี้มีข่ายอาคมฉายภาพอยู่ ภาพที่ฉายนั้นคือภาพของริมสระปลาคาร์ปที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่
โฮโจสมควรเห็นนิทานแสดงฝีมือและเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ซึ่งไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยสำหรับอัจฉริยะเช่นโฮโจ ผู้เรียนรู้ 4คำที่คนทุกคนต่างคาดหวัง
นิทานคิดเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“พลังจากคำแห่งพลังไม่สำคัญเท่าวิธีการใช้พลังพวกนั้นหรอกนะครับ” นิทานยิ้มน้อย ๆ นี่คือข้อสรุปของเขา
“แต่คุณเป็นผู้ฝึกสัตว์นะครับ” โฮโจขมวดคิ้วน้อย ๆ ตอบกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด ผู้ฝึกสัตว์โดยส่วนมากมักไม่แข็งแกร่งด้วยตนเอง จะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อต่อสู้ร่วมกับคู่หูของตน แต่จากที่เขาเห็นก่อนหน้า นิทานไม่ได้ใช้งานคีตาแม้แต่น้อย
“วิธีการต่อสู้ก็สำคัญครับ” นิทานเลี่ยงคำตอบ
หากว่ากันตามตรงแล้ว ตัวของโฮโจสมควรเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าเขาเสียอีก เพราะอย่างไรเขาก็เป็นผู้เรียนรู้ 4 คำอย่างแท้จริง แต่นิทานเพียงเป็นผู้เรียนรู้ 3คำเท่านั้น อีกคำหนึ่งของเขายังไม่ผ่านพิธีสลักคำ ที่นิทานเหนือกว่าคือความเร็วในการค้นพบคำต่างหาก
เพียงแต่สาเหตุความแข็งแกร่งของเขามาจากวิธีการใช้งานพลังเหล่านั้น คำแห่งพลังระบุชื่อแม้จะแบ่งสันพลังได้ หากก็ยากจะใช้งานหากไม่ผ่านการฝึกฝนและความเชื่อใจ
นอกนั้นทั้งคำแห่งพลัง เชื่อมโยง จางหาย และแรงดึงดูดก็ไม่เหมาะกับการต่อสู้ขนาดนั้น เขาจึงประยุกต์ใช้พวกมันอย่างชาญฉลาดเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความสามารถตนด้วยแรงดึงดูดหรือเพิ่มความแม่นยำและลอบโจมตีด้วยเชื่อมโยงและจางหาย
อีกปัจจัยหลักคือการที่เขาสามารถแบ่งปันการใช้คำแห่งพลังได้ ในมุมมองหนึ่ง นิทานและคีตาจึงไม่ต่างกับผู้ขีดเขียนชะตาที่มีคำแห่งพลังคนละ 6คำ และเพราะวิธีประยุกต์ใช้คำเหล่านั้นแถมหลายพลังยังไม่ได้แสดงออกให้เห็น อย่างอาณาเขตหรือไล่ตาม จึงแทบไม่มีทางดูออกเลยว่าพวกเขาใช้คำแห่งพลังได้ผิดปกติและมากกว่า 3คำ
ผลลัพธ์ก็คือเขาแข็งแกร่งกว่าคนในระดับเดียวกันเพราะไหวพริบและความสามารถในการต่อสู้ ยิ่งเมื่อได้รับการแบ่งพลังจากคีตา พลังของเขายิ่งโดดสูงจนต่อกรกับนักสลักเอกได้ตั้งแต่ยังเป็นผู้เรียนรู้
หากพวกเขาร่วมมือกันเต็มที่ แม้แต่นักสลักโทพวกเขาก็เอาชนะมาแล้ว และนั่นคืออดีตก่อนที่นิทานจะกลายเป็นนักสลักเสียด้วยซ้ำ
โฮโจได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ กลับเข้าสู่ท่าทางนิ่งเงียบครุ่นคิดคำพูดของนิทานต่อไป
“ไม่เพียงอายุที่น้อยกว่า สัญชาตญาณและประสบการณ์ต่อสู้ของคุณนิทานก็เหนือกว่าโฮโจครับ เขาตั้งตาจะได้พบกับคุณนิทานมากเลยนะครับ” อารากะกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โฮโจคืออัจฉริยะแห่งตระกูลอิสึกะของยุคสมัยนี้ เหลือเพียงเขาก้าวขึ้นไปเป็นนักสลักได้ เขาก็จะไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะของขุมกำลังหลักทั้งหลาย เพียงแต่ตัวตนของนิทานกลับเหนือยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
เด็กกำพร้าไร้กำพืดที่ค้นพบคำแห่งพลังได้รวดเร็วจนน่ากลัว แม้จะโดนบังคับทำพิธีสลักคำตั้งแต่อายุ 19ย่าง20ปี หากก็เติบโตอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยผ่านพิธีใดมาก่อนและมหานทีรากวิญญาณยังครบถ้วนสมบูรณ์ แม้แต่พลังต่อสู้ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ระดับพลังยังอยู่เท่าเดิม
ผู้ที่ทำพิธีสลักคำก่อนวัยอันควรจนสูญเสียศักยภาพในการค้นพบและเรียนรู้คำในอนาคตไปมักถูกเรียกอย่างเหยียดหยามว่าของที่เสียแล้วหรือของชำรุด นิทานเป็นเช่นนั้น แต่กลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับแข็งแกร่งกว่าอัจฉริยะที่แก่กว่าและทำพิธีสลักคำในวัยที่เหมาะสมเสียด้วยซ้ำ
ในสายตาอัจฉริยะตามตำราที่ได้รับการฟูมฟักอย่างโฮโจแล้ว นิทานเป็นตัวตนอันผิดแปลกอย่างแท้จริง