พันเส้นทาง หมื่นวิถี (จบ)

    บทที่34 ผู้อาวุโสสำนักหุบเขาจันทรากระจ่าง มาเยือน

            ชายวัยกลางคน หางตาเรียวยาว เย็นชา เดินนำหน้ากลุ่มคนมา ด้วยชุดผู้อาวุโสสำนักหุบเขาจันทรากระจ่าง ดูท่าทีเขาจะเจ้าเล่ห์ไม่น้อย เมื่อมายืนประจันหน้า เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง ผู้อาวุโสลำดับ3 หยวนหาญเขาก็วางมาด ไม่เห็นหัวเจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง อยู่ในสายตาอีกต่อไป

     


            เมื่อฝีเท้าเขาก้าวเดินเข้าไป ห้องรับรองคฤหาสน์เซียงหยาง พวกเขาต่างก็รับรู้ได้ว่า ทั้งสองคนต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ พร้อมบรรยากาศที่เริ่มอึมครึมหนักอึ้ง แม้แต่เด็กน้อยยังรับรู้ ความอึดอัดบางอย่าง จากสายตาพวกเขา

     


             พร้อมสายตาดูถูกดูแคลนของผู้ติดตาม ผู้อาวุโสลำดับ3 หยวนหาญ จะปรายตามองมาที่พวกเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน ครั้นสตรีนางหนึ่งเห็นหลางเทียน ที่เนื้อตัวมอมแมม นางถึงกับแอบลอบขำขึ้นมาน้อยๆ บางคนในกลุ่มถึงกับไม่ปรายตา มองหางตาพวกเขาเสียด้วยซ้ำ เดินอาจเข้าไปภายในห้องรับรอง เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง อย่างไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน

     


             ด้านในห้องรับรอง โต๊ะนั่งเจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง ถูกแทนที่ด้วย ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 หยวนหาญ ก่อนเขาจะสั่งสาวใช้ รินเหล้ากลั่นอย่างดี แล้วจิบมันลงคอเล็กน้อย ขณะเดียวกันเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมา อย่างไม่พอใจเล็กน้อย

     


            “ตรงนั้น มันที่นั่ง เจ้าคฤหาสน์เซียงหยางของพวกเรา” พวกผู้คุม พวกเขาต่างก็เดือดดาล ฉุนเฉียวไม่พอใจกันขึ้นมา... ก่อนจะถูก เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง ยกฝ่ามือห้ามปรามพวกเขาไว้ แล้วนั่งที่นั่งด้านข้าง ให้กลุ่มคนผู้มาเยือน ยิ้มหัวเราะ เย้ยหยันออกมาสนุกปาก

     


             หยวนหาญ คลี่ยิ้มเย็นเหยียบ เอ่ยปากไต่ถาม “เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง เจ้าต้องการที่นั่งเจ้าคืนหรือ? สำหรับข้าที่นี่ ไม่เคยอยู่ในสายตาของข้า… เจ้าน่าจะพึ่งเลื่อนขั้นพลัง นักปราชญ์ ได้ไม่นานซินะ เจ้าทำให้ข้าตกใจไม่น้อยเลย แต่เหมือนว่าเจ้ากำลังเจอเข้ากับ คอขวดครั้งใหญ่สินะ”

     


             คำพูดของผู้อาวุโสลำดับที่ 3 หยวนหาญ ต่างก็ทำให้เหล่าอนุชนหัวกะทิ ที่เจ้าคฤหาสน์เซียงหยางชุบเลี้ยงมา ต่างก็เดือดดาล เป็นโทสะแทนตัวเขาแทบทั้งสิ้น แม้แต่เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง เขายังบีบรัดฝ่ามือเข้าหากันอย่างหนัก จนเกิดเสียงบีบรัดฝ่ามือขึ้นมา ทว่าก็รู้ดีขั้นพลังของเขา ไม่ใช่คู่ต่อสู้ หยวนหาญ พร้อมกับเขาจะเอ่ยพูดเข้าประเด็นออกมา

     


    “เจ้าต้องการอะไรว่ามาดีกว่า อย่าทำให้ทั้งข้า และเจ้าต้องเสียเวลา”

     


              หยวนหาญ ยิ้มเย็นชาครั้นเห็นสายตาของเหล่าอนุชน ไม่น่ารักเหล่านี้ เขาเอ่ยพูดเสียดสี เจ้าคฤหาสน์เซียงหยางออกมาอีกครั้งทันที “ทั้งข้าและเจ้าต่างก็เป็นศิษย์ สำนักหุบเขาจันทรากระจ่าง รุ่นเดียวกัน เจ้าอย่าพูดผลักไส เป็นคนอื่นคนไกลไปเสียได้”

     


             ครั้นเห็นสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ ของอนุชนเหล่านั้น หยวนหาญเขากล่าวพูดออกมาทันที “เจ้าไม่ได้บอก เด็กๆ ของพวกเจ้าหรือว่า เจ้าเป็นลูกศิษย์ สำนักหุบเขาจันทรากระจ่าง ทว่าเป็นเพียงศิษย์สายนอกเท่านั้น”

     


             เหล่าอนุชนที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึง เสียงกลืนน้ำลายลงคอ ดังออกมาอึกใหญ่ แม้แต่ศิษย์หัวกะทิเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ทำให้พวกเขารับรู้ว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่ มากกว่าที่พวกเขาคาดคิด แม้แต่เจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง ที่พวกเขาเทิดทูน ยังเป็นแค่ศิษย์สายนอกเท่านั้น เหล่าผู้คุมที่รับรู้ เรื่องราวพวกนี้ พวกเขาต่างก็หน้ามืดทะมึน เหมือนพวกเขาบัดนี้ถูกลากมาเหยียบย่ำ กลางสี่แยก ที่มีผู้คนพลุกพล่านเดินผ่าน

     


             ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 หยวนหาญ เอ่ยเสียงเรียบนิ่งไม่ยินดียินร้ายออกมา อีกครั้ง ครั้นเห็นเจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง สีหน้าบึ้งตึงไม่น่ามอง “เกรงว่าเจ้าจะ ส่งอนุชนเหล่านี้เข้าร่วมการทดสอบสมัครเข้าเป็นศิษย์ สำนักหุบเขาจันทรากระจ่างในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อหวังผลตอบแทนกำไลซินะ… งั้นดีเลย ข้าจะให้คนของข้า ประเมินลูกศิษย์ของเจ้าให้เอง”

     


             ก่อนเขาจะเรียก เถียนชงศิษย์เอกของเขา ออกมาบริเวณกลางห้องโถงใหญ่ เด็กหนุ่มอายุ12ปี ที่ยืนมือไพล่หลัง สีหน้าดุดันร้ายกาจ กวักมือออกไปหาศิษย์หัวกะทิ ด้วยสายตาท้าทายอย่างเห็นได้ชัด เขาแทบไม่ปรายตามองศิษย์กลุ่มอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ

     


    “เจ้ามา!!”

     


            สีหน้าอู๋เว่ย ศิษย์หัวกะทิลำดับที่หนึ่ง ของเจ้าคฤหาสน์เซียงหยาง เดือดดาลขึ้นมาทันที ครั้นประสานฝ่ามือขออนุญาตออกไปต่อสู้ เสียงฝีเท้าพวกเขาก็เร่งความเร็ว จากวิชากระบวนท่าเคลื่อนที่ เข้าปะทะกัน หลายสิบกระบวนท่าในทันใด

     


            เสียงเคร้ง!! กำปั้นที่ดังออกมา พร้อมกับความห่างชั้นของขั้นพลังย่อย เห็นได้ชัดว่า เถียนชงผู้นี้กายาแข็งแกร่ง เขาน่าจะผลัดเปลี่ยนไขกระดูกมาแล้ว

     


            เพียงไม่นาน เสียงกระดูกนิ้วมือผิดรูป ก็ดังออกมาสะท้านใจหมู่ชน พร้อมโลหิตสด อู๋เว่ย ที่กำปั้นสาดกระจายออกมาน้อยๆ กระเด็นมาเปรอะเปื้อนใบหน้าของหลางเทียน ที่เฝ้ามองการต่อสู้ แคะขี้มูกดูอย่างไม่กะพริบตา ก่อนเขาจะเช็ดโลหิตออก เมื่อได้ยินเสียงเจ้าคฤหาสน์เซียงหยางกล่าวพูด

     


            “เจ้าแพ้แล้ว อู๋เว่ย” พร้อมเสียงหมู่ชนจะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เพียงไม่กี่10กระบวนท่า พวกเขาก็รู้ผลแพ้ชนะกันแล้ว สตรีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม นางยังเชียร์เถียนชงออกมา อย่างออกหน้าออกตา ประกายตาเผยความลุ่มหลง บุรุษผู้นี้ไม่น้อย

     


             เถียนชง สายตาแหลมราวกับนกเหยี่ยว กวาดมองไปรอบๆ อย่างโอหัง ก่อนเขาจะห่างตาสั่นกระตุกน้อยๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมเปียหางม้าเล็กๆ ด้านหลัง นั่งชมการต่อสู้ แคะขี้มูก อย่างไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน

     


    ก่อนจะเลิกสนใจเด็กบ้าหลางเทียน กวาดสายตามองไปที่ ถงอี้ศิษย์หัวกะทิลำดับที่สอง เด็กหนุ่มผู้นี้ฉลาดเป็นกรด มีท่าทีไม่อยากออกไปเจ็บตัว

     


             เถียนชง แค่นเสียงขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “ไอ้ศิษย์หัวกะทิพวกนี้ มีแต่คนไม่ได้เรื่อง หรืออย่างไร?” คำพูดนั้นต่างก็ทำให้รอบด้านเงียบงัน แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า เถียนชง เขาถือว่ามีพลังของจริง สามารถเย้ยหยันอนุชนคนอื่นๆ ได้ แถมเขายังอยู่ในขั้นพลัง หลอมรวมลมปราณ ขอบเขต 3ดาว ทำให้การโจมตีของเขา ดูรุนแรงมากกว่า พวกเขาไปถึง3ส่วน

     


    คล้ายกับเรื่องพันเส้นทาง หมื่นวิถี (จบ) ที่คุณอ่าน