โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

ตอนที่ 173 พระพุทธรูปศิลาเขียว

ที่มหาลัยแพทย์วันรุ่งขึ้น  ขจรนั่งกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร โดยมีเพื่อนๆ คุยกันเรื่องค่ายทหารที่ถูกถล่มเละเทะไปเมื่อคืน

“ คงเป็นพวกเดียวกันนั่นแหละ ใครจะกล้าบุกค่ายทหารที่มีกองกำลังและอาวุธมากมายขนาดนี้”

“ แต่พวกคนร้ายจะปล้นเครื่องบินขับไล่ไปทำไม เอาไปทำอะไรได้ ทำไม่เรด้าห์ของหอบังคับการบินถึงจับไม่ได้ มันต้องมีจีพีเอส กล่องดำ หรืออะไรสักอย่างซิ ไม่ใช่รถยนต์ทั่วไป สักหน่อย นี่มันเป็นเครื่องบินขับไล่เลยนะ” ซีเอ่ยอย่างสงสัย

“ ต้องเป็นเอเลี่ยนแน่ๆ พวกมันบินผ่านมา แล้วก็ทำลาย แล้วจับผู้คนขึ้นยาน แล้วก็บินจากไป”

หัวหน้าเอกเสนอความคิดออกไป เพื่อนๆ ทุกคนถึงกับ ส่ายหัวกับความคิดนี้

“ แล้วนายคิดว่าไง” กรกันต์เอ่ยถามขจรที่เอาแต่ดื่มกาแฟ ไม่พูดอะไร

“  พวกมันคงขัดแย้งกันแล้วฆ่ากันเองมากกว่า ส่วนเครื่องบินขับไล่คงระเบิดพังไปแล้ว ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบในค่ายทหารได้ แล้วใครจะไปรู้เรื่องจริง ทหารก็ไม่ได้ประกาศอะไรออกมา ไม่ใช่เหรอ”

เพื่อนๆ ได้แต่พยักหน้า แล้วทันใดนั้นเอง อาจารย์หมอธารินทร์ก็เข้ามาหา ขจรแล้วบอกว่า

“ วันนี้เธอว่างไหม ช่วยไปหาคนไข้กับอาจารย์หน่อย”

“ ได้ครับ”

“ ดี ทานข้าวเสร็จ แล้วไปกันเลยนะ เดี๋ยวอาจารย์เอารถมารับ”

ขจรนึกว่า คนไข้อยู่โรงพยาบาล แต่ว่าอยู่ข้างนอก แต่ขจรก็ไม่ปฏิเสธ แล้วขึ้นรถไปกับ อาจารย์หมอธารินทร์

“ คนไข้รายนี้ ไม่ใช่คนไข้ธรรมดา ท่านเป็นทูตญี่ปุ่น ที่เพิ่งจะถูกส่งตัวมาที่ประเทศไทย”

“ ท่านเป็นอะไรหรือครับ”

“ เห็นหมอบอกว่า เป็นโรคเจ้าชายนิทรา”

“ หืม ท่านประสบอุบัติเหตุ หรือ พบอะไรที่ผิดปกติมาหรือเปล่าครับ”

“ ฉันไม่แน่ใจ แต่ว่า หากเป็นเพราะเรื่องนั้น พวกเขาคงไม่เรียกฉันมาแน่ๆ “

ขจรมาถึง โรงพยาบาลบางกอกแจแปน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ ประเทศญี่ปุ่นได้ลงทุนสร้าง และถือหุ้นเกินกว่า 50 % ขจรสงสัยว่าทำไมต้องเรียกอาจารย์หมอธารินทร์มาด้วย ทั้งๆ ที่นี่น่าจะมีหมอที่เก่งๆ หลายคน

พอเข้าไป ก็มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปพบกับ ผอ. ของโรงพยาบาล บางกอกแจแปน ซึ่งก็มีทีมแพทย์ กำลังประชุมกันอยู่หลายคน

“ สวัสดี รุ่นพี่”  ชายวัยกลางคน เรียกอาจารย์หมอว่ารุ่นพี่ แล้วแนะนำให้ทีมแพทย์

ให้รู้จักอาจารย์หมอธารินทร์ และ เป็นคนบอกว่า อาจารย์หมอ เป็นคนรักษาโรคของอเล็กซ์จนหายขาดได้ ทุกคนต่างยกย่องชื่นชม อาจารย์หมอมาก ซึ่งได้แต่หันมามองหน้าขจรอย่างรู้สึกละอายใจ เพราะคนที่รักษาอเล็กซ์ คือขจร โดยที่ขจรเป็นคนบอกเองว่า ไม่ให้บอกชื่อเขาเป็นคนรักษา

“ ท่านทูต ไปไหว้พระที่อยุธยาแล้วอยู่ดีๆ ก็สลบไป นี่ผ่านไปสามวันแล้ว ก็ยังไม่ฟื้นเลย รุ่นพี่ ช่วยไปดูอาการท่านทูตหน่อย ทีมแพทย์ของพวกเราล้วนหมดปัญญากันแล้ว” ผอ.ไซโจเอ่ยอย่างหมดปัญญา ขจรมองทีมแพทย์มีทั้งฝรั่ง คนไทย และ ญี่ปุ่นต่างส่ายหัว ไม่มีปัญญารักษาอาการ

ทั้งหมด พากันมาที่ห้องไอซียู พิเศษ เป็นห้องกระจก มีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดสามคน หมออีกสองคน

“ อาการทุกอย่างล้วนเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ ออกซิเจน ความดันโลหิต จะมีบางครั้ง ที่เต้นผิดจังหวะ บางครั้งก็ความดันขึ้น บางทีก็หัวเราะ และร้องไห้ คล้ายคนละเมอ พวกเราได้แต่ให้อาหารทางสายยาง เพราะอาการไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย เราพาไปสแกนสมองแล้ว ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ พวกเราต่างมึนงงกันมาก รุ่นพี่ช่วยวินิจฉัยให้หน่อย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านทูตแน่”

อาจารย์หมอหันมามองขจรทันที เพราะเคสนี้ไม่ใช่เคสที่คนธรรมดาทั่วไปจะเป็นกันง่ายๆ ขจรมองมองมอนิเตอร์ แล้วก็พบว่า ร่างกายเป็นเหมือนคนหลับไป อาการแบบนี้คงหลงเข้าไปอยู่ในความฝัน บางทีคงต้องเข้าไปปลุก หรือ ดึงวิญญาณกลับมา แต่ทำไมไม่รู้สึกถึงวิญญาณในร่างของ ท่านทูตเลยนะ ขจรสงสัยยิ่ง

“ ช่วยเล่าก่อนที่ท่านทูตจะเป็นลม อีกทีได้ไหมครับ”  ขจรเอ่ยถามผอ.ไซโจอีกครั้ง

“ บอดี้การ์ดของท่านบอกว่า ท่านแค่ลูบพระพุทธรูปศิลาเขียว สามรอบ แล้วท่านก็สลบไปเลย ก่อนหน้านั้นท่านก็มีอาการปกติทุกอย่าง”

“ พระพุทธรูปศิลาเขียว อยู่ที่ไหนครับ”

“ อยู่ที่วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ”

ขจรเปิดกูเกิ้ลหาภาพของพระพุทธรูปศิลาเขียวทันที  พอเห็นก็เลยถาม หินปีศาจว่ารู้จักหรือไม่

“ ไอ้หินทรยศ บอกมาซิ เจ้ารู้จักหรือไม่” หินปีศจา เคาะหินเจ้าปัญญาที่ ถูกหินปีศาจเหยียบอยู่ก็เอ่ยอย่างไม่พอใจเท่าไรนัก

“ เจ้าโง่ จำไม่ได้ไง ว่านั่นคือหินกาลเวลา หินที่เจ้าแม่สร้างขึ้นมาเหมือนกับพวกเราไง?”

“ จริงดิ ทำไมกลายเป็นพระพุทธรูปไปได้”

“ เมื่อพันกว่าปีก่อน การสร้างพระพุทธเป็นที่แพร่หลายกันมากทั่วโลก เพื่อเป็นอนุสรณ์ เพื่อเคารพบูชา เพื่อดึงดูด เชิญชวน หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้หินที่ลักษณะดี มักจะถูกนำมาสร้างพระพุทธรูปมากมาย ไม่เห็นแปลก”

“ แล้วทำไม ท่านทูตลูบหินสามครั้ง ทำไมกลายเป็นเจ้าชายนิทราแบบนี้”

“ หินกาลเวลา จะมีการเปิดมิติกาลเวลาขึ้น หากเป็นวันที่ตะวันและดาวเดือนเรียงตัวกันเป็นแนวระนาบ หากใครไปสัมผัสหินกาลเวลา มันจะพาคนผู้นั้นกลับไปอดีตชาติของตนเองอีกครั้ง”

“ มีเรื่องแบบนี้ด้วย แล้วจะช่วยพาเขากลับมาได้อย่างไร”

“ เจ้าก็ต้องไปในที่อดีตของเขา แล้วก็พาวิญญาณปัจจุบันเขากลับมา”

“ ไปยังไง”

“ ตอนนี้ตะวันและดาวเดือนเรียงตัวกันแนวระนาบ ซึ่งจะเป็นอยู่ลักษณะนี้ อยู่ 7 วัน ตอนนี้เจ้าไปสัมผัสที่หินกาลเวลา ร่างของเจ้าก็จะย้อนอดีตไปตามเขากลับมาได้”

หินเจ้าปัญญาอธิบาย

“ ข้าไปทั้งร่างกายแบบนี้ได้เลยเหรอ?”

“ ได้ซิ เจ้าใช่มนุษย์ธรรมดาที่ไหน เจ้าเป็นถึงบุตรแห่งพระยามัจจุราช ใครหน้าไหนจะกล้าดึงวิญญาณออกจากร่างของเจ้า” หินเจ้าปัญญาเริ่มแดกดันขจร เลยถูกหินปีศาจเขกหัวไป 1 ที

“ เจ้าหินทรยศยังกล้าพูดวาจา กับ ท่านชายอย่างนี้ อยากโดนหลอมละลายกลายเป็นที่วางเท้าของข้าหรือไง”

“ แล้วข้าจะรู้ได้ไง ว่าท่านทูตเขาไปอยู่ที่ยุคใด?”

“ เจ้าก็ไปสัมผัส ที่ร่างของเขา แล้วเจ้าก็จะรู้เอง”

ขจรหันไปปรึกษากับ อาจารย์หมอธารินทร์ ซึ่ง ก็พยักหน้า แล้วพาขจรเข้าไปสัมผันที่แขนของ ท่านทูต   พอขจรสัมผัสร่าง ขจรก็เห็นภาพของท่านทูตทันที ตอนนี้ท่านไปอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกษัตริย์คือพระเจ้าปราสาททอง อดีตชาติของท่านคือออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ ยางามาสะ ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช  ขจรถอนหายใจออกมา

แล้วบอกกับ อาจารย์หมอว่า

“ เรื่องนี้ยากเกินที่จะอธิบายจริงๆ ผมจะไปที่อยุธยา ขอเวลาไม่เกิน 7 วัน ผมจะพาท่านทูตกลับมาให้ได้”

“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอรู้สาเหตุแล้วหรือไง”

ขจรเล่าให้อาจารย์หมอฟังโดยละเอียด อาจารย์หมออ้าปากตาค้าง ไม่กล้าเอ่ยเรื่องนี้กับใครจริงๆ

“ ได้ ฉันเชื่อเธอ แต่เรื่องนี้ฉันก็ไม่กล้าบอกใครจริงๆ ฉันจะรอเธอกลับมา”

ขจรพยักหน้า แล้วก็ให้คนขับรถพาไปที่วัดหน้าพระเมรุ ทันที

พอก้าวเท้าลงไปที่บริเวณวัด ขจรก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็น ของสถานที่แห่งนี้

เห็นภาพสงครามในอดีตที่ พระเจ้าอลองพญา มาตั้งปืนใหญ่ที่นี่ แล้วระดมยิงเข้าใสวังหลวง ขจรเดินเข้าไปในพระอุโบสถหลังใหญ่ เข้าไปไหว้พระประธาน พระพุทธนิมิต ซึ่งในอดีตชาติครั้งที่เขาเคยมากราบไหว้ หาใช่ฉาบปูนปิดทองเหลืองอร่ามแบบนี้ แต่เป็นพระพุทธรูปสัมริด ที่ดูงดงาม มองแล้วทำให้จิตใจสงบยิ่ง ขจรกราบพระองค์เสร็จแล้วก็ ไปที่ พระพุทธรูปศิลาเขียว ซึ่งสมัยก่อนนั้นเขาไม่เคยพบมาก่อน เป็นพระพุทธรูปศิลาสีเขียวทรงนั่งห้อยขา ขจรรีบทำสมาธิกำหนดจิตถึงสมัยพระเจ้าประสาททอง ที่รับรู้มาจากร่างของ ท่านทูตญี่ปุ่น แล้ว สัมผัสไปที่ ขาของพระพุทธรูป ร่างของขจรก็หายวับไปในทันที โดยไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็นแม้แต่คนเดียว

ขจรมาโผล่อีกที ก็อยู่ที่วัดหน้าพระเมรุ สถานที่เดิม แต่ว่า ไม่มีพระพุทธศิลาเขียว รอบๆ ไม่มีอุโบสถเล็ก มีแต่อุโบสถใหญ่ มองเข้าไปพบกับ พระประธาน พระพุทธนิมิตองค์เดิมที่ เป็นองค์สัมริด ขจรเข้าไปกราบด้วยความศรัทธา และ ปลื้มใจยิ่งนักที่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง

หลังจากกราบไหว้เสร็จ ก็คิดว่า ตอนนี้ ท่านทูตญี่ปุ่นคงครองเมืองอยู่ที่นครศรีธรรมราชแน่ คงต้องรีบไปให้ทันภายในเวลา เจ็ดวัน เพื่อนำท่านกลับไปโลกปัจจุบันให้ได้

ขจรออกมาจากวัด ก็พบคนกลุ่มหนึ่งทำตัวหน้าสงสัย เดินผ่านหน้าไปเป็นกลุ่มๆ เข้าไปในพระอุโบสถ แล้วปิดประตูห้ามไม่ให้ทุกคนเข้า ขจรถูกไล่ให้ออกไปไกลๆ พร้อมกันมองด้วยความสงสัย เพราะการแต่งกายนั้นหาได้ใช่คนของสมัยนี้ไม่

ขจรก็ไม่สนใจพวกเขา เพราะเขามีเรื่องราวที่ต้องจัดการ เขาเดินทางไปที่ ริมท่าน้ำ เพราะต้องนั่งเรือไปที่ท่าเรือ ที่หน้าวัดพนัญเชิง เพื่อจะขึ้นเรือใหญ่ไปที่เมืองนคร ในใจคิดว่า คงต้องหาที่ลับตาคน จะลองเรียกเอาเรือเหาะมาใช้ ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า ขณะกำลังคิดอยู่นั้น ก็พบว่า มีเรือลำใหญ่ พายผ่านหน้ามากันหลายลำ ต้องเป็นเรือขุนนางแน่

พอมองเข้าไป ก็พบว่า คนที่นั่งบนเรือนั้น คือ ท่านทูตญี่ปุ่นนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ท่านเป็น ออกญาเสนาภิมุขยามาดะ

“ เอ๊ะ ทำไมท่านไปไม่อยู่ที่เมืองนคร กลับมาที่อยุธยาทำไม” ขจรข้องใจประวัติศาสตร์ทำไมถึงไม่ตรงนัก ขจรโดยสารเรือตามขบวนของ ท่านทูตไป พบว่า

ท่านทูตไปได้ไปเกาะเมือง แต่กลับเดินทางมาที่หมู่บ้านญี่ปุ่น

ซึ่งขณะนั้นกำลังมีการประลองฝีมือกันอยู่ โดยมีท่านออกญาเสนาภิมุขนั่งเป็นประธานอยู่

“ พวกเขาประลองฝีมือกันไปเพื่ออะไร?” ขจรถามชาวญี่ปุ่นที่มามุงดูด้วยภาษาญี่ปุ่นซึ่งขจรสามารถพูดได้อยู่แล้ว

“ ท่านออกญา กำลังต้องการกำลังคน เพื่อไปปราบกบฏปัตตานี”

ขจรได้เข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ให้เหมือนกับคนญี่ปุ่นแล้ว ไม่รอช้า เข้าไปสมัคร เพื่อจะได้เข้าใกล้ กับ ท่านทูตทันที

โดยขจรเข้าประลองฝีมือคัดตัว เป็นวิชาหมัดมวย เป็นอันดับแรก โดยที่การคัดเลือกนี้ ใครสามารถเอาชนะวิชาหมัดมวยได้ติดต่อกัน ถึง สามครั้งก็จะได้รับคัดเลือก เป็นทหารอาสาทันที แล้วถ้าใครสามารถใช้ดาบเอาชนะได้สามครั้งก็จะได้เป็นห้วหน้าหมู่ทหารอาสาทันที

“ เจ้าชื่ออะไร”

“ เคนจิ” ขจรตอบออกไปทันที

ไม่นานก็ถึงคิวขจร ที่ต้องต่อสู้กับ นักสู้ชาวญี่ปุ่นคนแรก ที่ดูมองแล้วคงจะเป็นนักรบจากญี่ปุ่นที่หนีมาอยู่ที่กรุงศรีแน่ๆ

พอเริ่มต่อสู้ เด็กหนุ่มคนนี้กลับเคลื่อนตัว แล้วใช้วิชาคาราเต้ ใช้เท้าเตะตวัด ล่างกลางสูง ใส่มาสามสี่ชุดไม่หยุด ขจรรับได้สบาย แต่ก็อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะเคลื่อนไหวเร็วเช่นนี้ สุดท้าย ขจรเข้าเดินหน้า แล้วชกเปรี้ยง เข้าที่ ปลายคาง ร่วงลงไปนอนกับพื้นสลบไปในทันที คนที่สองก็ไม่รอด ถูกวางเท้าเข้าก้านคอสลบเหมือด มาคนที่สามตัวใหญ่ถอดเสื้อ คาดแต่ผ้าเตี่ยวแบบพวกซูโม่ พุ่งตัวเข้ามาหมายจะจับขา แล้วต่อสู้กันแบบมวยปล้ำ แต่ถูกขจรเตะเสยเข้าปลายคางหงายท้องสลบไปอย่างง่ายดาย

ออกญา นางามาสะ ถึงกับปรบมือให้ แต่ว่า ขจรอยากโชว์ขอต่อสู้ด้วยดาบซามูไร ต่อ ทำให้คนญี่ปุ่นต่างเข้าปรบมือ เชียร์ขจรต่อ มีทหารอาสาญี่ปุ่นเดินเข้ามา แล้วชักดาบซามูไร ออกมา ขจรเข้าไปหยิบดาบซามูไร แล้ว ตั้งท่ายืนแล้วยกมือเหนือหัว  ทหารอาสา เคลื่อนตัวไปทางซ้าย แล้วตวัดดาบใส่ทันที

แต่ถูกขจรใช้ดาบฟันเปรี้ยงที่ข้อมือ จนดาบของทหารอาสาหลุดจากมือ ดาบที่ทั้งคู่ประลองเป็นดาบที่ลบคมไปแล้ว แต่ก็ยังคงเจ็บปวดไม่น้อย คู่แรกขจรชนะ

คนที่สองก้าวเดินเข้ามาด้วยชุดซามูไร แล้วชักดาบจ้วงแทงพร้อมกับฟันใส่ไปมา ขจรยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ปัดคมดาบที่ทั้งแทงทั้งฟันอย่างง่ายดาย สุดท้ายก็ฟันเข้าที่ข้อมือ ดาบหล่นสู่พื้น พ่ายไปอย่างง่ายดาย

คนที่สามนี่ผู้คนต่างโห่ร้อง เพราะเขาคือ ยอดซามูไรนามว่า โออิน เป็นบุตรชายของ ยามาดะ ถือเป็นยอดซามูไรวัยเยาว์อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

แต่ขจรไม่รู้ว่ามันเป็นใคร พอมันเข้าโจมตี ก็ถูกขจรตอบโต้กลับไป ทั้งแขนและขาของโออิน ถูกฟันจนระบมไปหมด สุดท้ายขจรตบดาบซามูไร เข้าใบหน้า ของโออิน จนเป็นรอยดาบ หน้าทิ่มไปกับพื้น  แทนที่ทุกคนจะปรบมือ แต่กลับเงียบกริบ

ขจรได้แต่สงสัย จนออกญา ยามาดะ ปรบมือให้ แล้วก็ทำให้ทุกคนต่างปรบมือตามไปด้วย คนพ่ายแพ้ ก็ถูกหามไปรักษาตัวให้ฟื้นกลับมา

“ เอ็งชื่ออะไร ฝีมือดาบเอ็งนี่สุดยอดจริงๆ”

“ เคนจิ ขอรับ”

“ เอ็งมาจากที่ใดกันวะ”

“ มาจากเกียวโตขอรับ”

“ ประเทศของเราตอนนี้ปิดประเทศ พวกเอ็งคงยากลำบากกัน ไม่ต้องห่วงข้าจะชุบเลี้ยงเอ็ง ต่อไปเอ็งก็อยู่กับข้า ร่วมรบกับข้า และคอยคุ้มครองเจ้าโออิน บุตรชายของข้าด้วย”

“ ท่านโออิน?”

“ ก็คนที่เอ็งฟาดมันจนสลบไปแล้วนั่นไง มันเป็นลูกชายของข้าเอง”

ขจรได้แต่ยิ้มให้ แล้วมองใบหน้า ออกญาเสนาภิมุข กำลังคิดหาวิธีดึงวิญญาณของท่านทูตออกมา แล้วพากลับโลกปัจจุบันทันที แต่ไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ

ก็มี ทหารจากวังหลวง ตะโกนมาแต่ไกลว่า 

" ออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ ยางามาสะ รับราชโองการ  ตอนนี้ เจ้าอาฑิตยวงศ์ คิดกบฏ นำกำลังทหารกับขุนนางที่ถูกไล่ออกเกือบสองร้อยกว่าคนบุกเข้าไปวังหลวง หมายสังหารขุนหลวง ขอให้ท่านออกญา รีบนำกองกำลังทหารอาษาไปปราบกบฏด้วย” 

ออกญาเสนาภิมุข รับราชโองการ  ก็ออกคำสั่งรวมทัพทหารอาสาญี่ปุ่นได้ สามร้อยคน  แล้วรีบออกเดินทางเข้าวังหลวงทันที..

คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน