รุ่งอรุณของวันใหม่ในสถาบันเทียนซวนมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับแสงตะวันอันอบอุ่นและสดใสที่สาดทาบลงเหนือแนวผาสูงและอาคารต่างๆ ของตำหนักเมฆาคราม เฉิน ฮ่าวหราน เด็กชายในวัยสิบขวบย่างสิบเอ็ดปี ลืมตาขึ้นจากการเข้าสมาธิตลอดทั้งคืนอย่างเงียบงัน สายตาของเขาสะท้อนแสงตะวันอ่อนๆ ที่สาดส่องผ่านม่านพลังงานป้องกันบางเบาหน้าหน้าต่างหินภายในห้องพักหมายเลขสิบสองอันแสนสงบ
ลมหายใจเข้าออกของเขาเนิบช้า สม่ำเสมอ และลึกซึ้งกว่าเดิม คลื่นพลังปราณในระดับก่อลมปราณไหลเวียนอย่างมั่นคงและราบรื่นไปตามเส้นชีพจรสำคัญทั้งสิบสองสายทั่วร่าง กระแสพลังงานอัสนีบรรพกาลสีครามทองภายในกาย แม้จะยังคงเร้นกายซ่อนตัวอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมิดชิด แต่ก็ยังคงเต้นเร่าอยู่ในส่วนลึกของตันเถียนอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับอสรพิษสายฟ้าที่กำลังจำศีลอยู่ในห้วงนิทราอันมืดมิด รอคอยเวลาที่จะตื่นขึ้นมาสำแดงพลังอำนาจที่แท้จริง
“ข้าอยู่ที่นี่แล้วจริงๆ… ณ สถาบันเทียนซวน” เด็กชายเอ่ยกับตนเองเบาๆ ขณะที่ลุกขึ้นยืนจากเตียง ดวงตาดำขลับคู่นั้นแน่วแน่และไร้ซึ่งความลังเลใดๆ อีกต่อไป
วันนี้คือวันแรกที่เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหมดจะได้เริ่มต้นการฝึกฝนอย่างเป็นทางการตามหลักสูตรของสถาบันเทียนซวน ตำหนักเมฆาคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตำหนักฝึกฝนหลักสำหรับศิษย์ใหม่กลุ่มเมฆขาวและกลุ่มราตรี (โดยกลุ่มฟ้าครามจะแยกไปฝึกฝนในตำหนักที่สูงกว่าและมีทรัพยากรที่ดีกว่า) ได้จัดตารางการฝึกฝนเบื้องต้นไว้สำหรับผู้เริ่มต้นทั้งในสายพลังออร่า (เน้นพลังกายและพลังปราณภายใน) และสายอาคม (เน้นพลังจิตและมานา) อย่างสมดุลและเป็นระบบ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเหล่าศิษย์พี่ระดับสูงและอาจารย์ประจำตำหนักผู้มากประสบการณ์
เสียงฆ้องทองสามครั้ง ดังขึ้นอย่างกังวานมาจากลานฝึกซ้อมขนาดใหญ่ใจกลางตำหนักเมฆาคราม เป็นสัญญาณเรียกให้ศิษย์ใหม่ทั้งหมดไปรวมตัวกันเพื่อเริ่มต้นการฝึกฝนในวันแรก ฮ่าวหรานสวมชุดฝึกฝนสีครามเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมงของสถาบัน ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องพักไปโดยไร้ซึ่งความลังเลใดๆ
ณ บริเวณลานฝึกเมฆาคราม ศิษย์ใหม่กลุ่มเมฆขาวราวห้าสิบกว่าชีวิตได้ทยอยเดินทางมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว บ้างก็ยังดูง่วงงุนไม่เต็มตื่น บ้างก็มีท่าทางตื่นเต้นกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกๆ สายตาต่างก็หันไปจับจ้องอยู่ที่ร่างของศิษย์พี่ผู้หนึ่งที่ยืนสงบนิ่งรออยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มผู้นี้สวมชุดคลุมประจำสถาบันสีเงินครามที่ดูแตกต่างจากศิษย์พี่คนอื่นๆ เล็กน้อย นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยว สายตาเฉียบขาดราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในจิตใจของผู้คนได้
"ข้ามีนามว่า ‘อี้จ้าน’ จะทำหน้าที่เป็นศิษย์พี่ผู้ดูแลและกำกับการฝึกฝนพื้นฐานทั้งหมดของพวกเจ้าในตำหนักเมฆาครามแห่งนี้ ตลอดระยะเวลาสามเดือนแรกนับจากนี้ไป" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบแต่กลับกังวานและทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด “หน้าที่ของข้าคือนำพาพวกเจ้าให้เข้าใจถึงรากฐานที่แท้จริงของการฝึกตน และคอยประเมินพัฒนาการของพวกเจ้าแต่ละคน ก่อนที่จะส่งผลการประเมินนั้นต่อไปให้กับทางผู้อาวุโสของสถาบัน เพื่อพิจารณาว่าผู้ใดมีความเหมาะสมที่จะได้รับสิทธิ์ในการเรียนรู้วิชาขั้นสูง หรืออาจจะถูกคัดเลือกให้เข้าสังกัดตำหนักเฉพาะทางอื่นๆ ในลำดับถัดไป จงตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าให้ข้าต้องผิดหวังในตัวพวกเจ้า!”
สิ้นคำกล่าวนั้น อี้จ้านกวาดสายตาอันคมกล้ามองเหล่าศิษย์ใหม่แต่ละคนอย่างเคร่งครัดและพินิจพิเคราะห์ ดวงตาของเขาหยุดอยู่ที่เฉิน ฮ่าวหราน เพียงแค่แวบหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกหรือความสนใจใดๆ เป็นพิเศษออกมา
"ดังที่พวกเจ้าอาจจะทราบกันมาบ้างแล้ว ผู้ฝึกตนในโลกหล้าใบนี้ โดยหลักแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็นสองแนวทางใหญ่ๆ นั่นคือ—วิถีแห่งออร่า (Aura Path) และ วิถีแห่งมนตรา (Magic Path)!" เขายกมือขวาขึ้นข้างหนึ่งอย่างช้าๆ ทันใดนั้น! กระแสพลังปราณอันกล้าแกร่งและหนักแน่นก็พลันแผ่ออกมาจากรอบกายของเขา จนทำให้พื้นศิลาบนลานฝึกสะเทือนเบาๆ! "ผู้ที่เดินในสายออร่า คือผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณภายในร่างกาย เสริมสร้างกายาให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ฝึกฝนจิตใจให้มั่นคง และเพิ่มพูนพละกำลังอย่างไร้ขีดจำกัด จนกระทั่งสามารถเหยียบย่างบนท้องฟ้า หรือแม้แต่ถล่มภูผาให้พังพินาศลงได้ด้วยพลังหมัดเพียงครั้งเดียว!"
จากนั้น มือซ้ายอีกข้างของเขาก็ยกขึ้นตามมา ทันใดนั้น! กระแสมานาธาตุไฟสีแดงฉานก็พลันหมุนวนขึ้นรอบฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลูกเพลิงขนาดเท่ากำปั้น ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แผ่ความร้อนออกมาจางๆ! “ส่วนผู้ที่เลือกเดินในวิถีแห่งมนตรานั้น จะต้องฝึกฝนการเปิดทะเลแห่งจิตใจให้กว้างใหญ่ สร้างแก่นมานาภายในให้มั่นคง เรียนรู้ที่จะใช้พลังจิตอันแข็งแกร่งของตนเองในการควบคุมและสื่อสารกับมานาธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัว เพื่อที่จะสามารถร่ายอาคมหรือเวทมนตร์อันทรงพลังออกมา แปรเปลี่ยนความเป็นจริง หรือสร้างปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติขึ้นมาได้!”
กล่าวจบ อี้จ้านก็สะบัดฝ่ามือซ้ายเบาๆ ลูกเพลิงที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันแตกกระจายออก กลายเป็นผีเสื้อเพลิงตัวเล็กๆ จำนวนนับสิบ ตีปีกบินวนเวียนอยู่รอบตัวศิษย์พี่อี้จ้านอย่างสวยงามและน่าอัศจรรย์ เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือชื่นชมจากเหล่าศิษย์ใหม่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
"บัดนี้ ผู้ใดที่รู้ตัวว่าตนเองมีพรสวรรค์หรือความถนัดในด้านใด หรือตัดสินใจเลือกแนวทางการฝึกฝนของตนเองได้แล้ว ขอให้แยกแถวไปยังฝั่งซ้ายสำหรับผู้ที่เลือกวิถีแห่งออร่า และฝั่งขวาสำหรับผู้ที่เลือกวิถีแห่งมนตรา"
เหล่าศิษย์ใหม่เริ่มเคลื่อนย้ายตำแหน่งกันอย่างลังเลและไม่แน่ใจนัก หลายคนยังคงสับสนและไม่แน่ใจในแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองอย่างแท้จริง บ้างก็เลือกตามธาตุพลังที่ตนเองปลุกขึ้นมาได้ในวันทดสอบ บ้างก็เลือกตามคำแนะนำของครอบครัวหรือตระกูล บ้างก็เลือกตามความชอบส่วนตัว
แต่ทว่า ท่ามกลางความลังเลและความสับสนนั้น มีเพียงร่างของเด็กชายผู้หนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ ณ กลางลานฝึก ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวไปทางใด
เฉิน ฮ่าวหราน…
เขารู้ดีแก่ใจว่าตนเองนั้นแตกต่างจากผู้อื่น เขามีพลังธาตุสายฟ้าบรรพกาลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้เขาสามารถที่จะฝึกฝนและใช้พลังได้ทั้งในรูปแบบของออร่า (เสริมกายภาพ) และมนตรา (ร่ายอาคมสายฟ้า) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่การที่จะเปิดเผยความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์นี้ออกมาทั้งหมดในตอนนี้ ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดอย่างแน่นอน พลังสายฟ้าบรรพกาลของเขานั้น แตกต่างและอาจจะทรงพลังกว่าธาตุสายฟ้าพื้นฐานที่ทางสถาบันเทียนซวนเคยรู้จักหรือมีบันทึกไว้ หากความลับนี้เกิดแพร่ออกไป ย่อมต้องมีทั้งผู้ที่ให้ความสนใจ จับตามอง และที่เลวร้ายที่สุดคือ อาจจะมีผู้ที่คิดจะช่วงชิงหรือหมายปองในพลังของเขา ซึ่งจะนำพาอันตรายร้ายแรงมาสู่ตัวเขาและมารดาได้อย่างแน่นอน
'ข้ายังไม่จำเป็นต้องเลือกแนวทางการฝึกฝนที่ชัดเจนในตอนนี้ก็ได้... บางทีอาจจะมีเส้นทางที่สามสำหรับข้าอยู่'
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง สิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาหลายวันแล้ว ก็พลันแทรกเข้ามาในห้วงจิตของเขาอย่างเงียบเชียบและไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ
【ระบบมรดกแห่งซวนหยวน】
【ตรวจพบ: ผู้สืบทอดกำลังอยู่ในสภาวะที่ต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการฝึกฝนพื้นฐาน】
【เงื่อนไขพิเศษบางประการบรรลุ — กำลังทำการปลดล็อกข้อมูลที่แฝงเร้นอยู่: ‘วิถีอัสนีเร้นเงา (Shadow Concealing Lightning Path)’】
【หมายเหตุเบื้องต้น: จากการประเมินศักยภาพพลังงานอัสนีบรรพกาลและรากฐานพลังปราณในปัจจุบัน ผู้สืบทอดมีคุณสมบัติพื้นฐานที่เหมาะสมในการฝึกฝน ‘วิถีผสมผสาน’ ภายใต้การควบคุมและหลอมรวมพลังงานสายฟ้าเฉพาะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ】
【มอบรางวัลมรดกสำหรับการวางแผนอย่างสุขุมรอบคอบและการเลือกเส้นทางที่เหมาะสม: +3 แต้ม】
【มรดกแต้มปัจจุบัน: 4 แต้ม】 (จากเดิมมี 1 แต้ม + ได้รับ 3 แต้มล่าสุด)
“…หา? วิถีอัสนีเร้นเงา? วิถีผสมผสาน?” ฮ่าวหรานเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เผลออุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและสงบนิ่งดังเดิมอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้เห็นแนวทางที่ชัดเจนขึ้นจากระบบมรดกแล้ว เขาก็ก้าวเท้าเดินไปยังแนวแถวของผู้ที่เลือก วิถีแห่งมนตรา ทางด้านขวาอย่างเงียบๆ แม้เขาจะรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการ ‘เลือกฝั่ง’ สำหรับการฝึกฝนพื้นฐานในช่วงสามเดือนแรกเท่านั้น แต่ในใจของเขา บัดนี้ได้เริ่มมีภาพเค้าโครงใหม่ของการฝึกฝนในระยะยาวปรากฏขึ้นมาแล้ว… การฝึกฝนที่ผสมผสานแนวทางของออร่าและมนตราเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีพลังอัสนีบรรพกาลเป็นแกนกลาง... วิถีอัสนีเร้นเงา…
“ข้าเห็นผลการทดสอบของเจ้าแล้ว เจ้ามีความสัมพันธ์กับธาตุสายฟ้าในระดับสูง เหตุใดเจ้าจึงเลือกที่จะมาฝึกฝนในสายมนตรา แทนที่จะไปฝึกฝนในสายออร่าซึ่งน่าจะส่งเสริมพลังกายภาพของเจ้าได้ดีกว่ากันเล่า?” เสียงอันนิ่งเรียบแต่แฝงความสงสัยของศิษย์พี่อี้จ้านเอ่ยขึ้นจากทางด้านข้าง เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ฮ่าวหรานตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้
ฮ่าวหรานหันกลับไปเผชิญหน้ากับศิษย์พี่ผู้แข็งแกร่งและน่าเกรงขามผู้นี้ เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายและดูจริงใจ “ข้าเพียงแค่อยากจะทำความเข้าใจในโลกแห่งมนตราและหลักการควบคุมมานาให้ลึกซึ้งขึ้นเท่านั้นเองขอรับ ท่านศิษย์พี่”
อี้จ้านพินิจมองดวงตาที่สงบนิ่งและดูมีความคิดความอ่านเกินวัยของฮ่าวหรานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ อย่างไม่แสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม แล้วจึงเดินจากไปเพื่อเริ่มการฝึกสอนพื้นฐานให้แก่ศิษย์ใหม่ทั้งสองกลุ่มต่อไป
(จบตอนที่ 34)